ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 515 ทำตัวเอง
บทที่ 515 ทำตัวเอง
ถึงแม้เจ้าช้างยักษ์คลั่งจะไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้ว่องไวเท่าเมิ่งน้อย แต่ก็ใช่ว่างวงที่ยาวกว่าเจ็ดเมตรของมัน และหางที่ยาวกว่าหนึ่งเมตรของมันจะไม่อาจรวดเร็วเท่า
ในตอนที่เมิ่งน้อยได้กระหน่ำทิ่มงาช้างที่แดงฉานใส่ร่างของช้างยักษ์คลั่ง นั่นยิ่งทำให้มันคลั่งอย่างที่สุด จนทำให้มันต้องเหวียงงวงของมันไปมาบนหลังของตนหวังจะไล่บี้แมลงตัว วน้อยที่สร้างความรำคาญให้กับมัน
อย่างไรก็ตาม ในทุกๆการกวัดแกว่งของมันนั้น เมิ่งน้อยก็หลบไปได้อย่างฉิวเฉียดเสียทุกครั้ง จนทำให้ในบางครั้งมันต้องเผลอพลาดเหวี่ยงซัดงวงใส่ร่างของตนอย่างสะเทือนเลื่อนลั่นจน นกลายเป็นหลุมลึก
เมื่อเห็นฉากนี้ เมิ่งน้อยยิ่งแสดงออกมาอย่างชอบพอใจ
ไม่เพียงการที่หลบงวงและหางของเจ้าช้างยักษ์คลั่งนี่จะง่ายดายสำหรับมันแล้ว ซ้ำยังทำให้ตัวมันเองสร้างหลุมลึกบนร่างของมันได้อีก
และฉากนี้ทำให้ปากของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆที่เห็นถึงกับต้องอ้าปากกว้างอย่างอึ้งๆ
นี่มันปีศาจน้อยชัดๆ
มันไม่เพียงขี้เล่น แต่มันถึงกับเล่นกับชีวิตของมันเอง
พวกเขาหวังได้เพียงว่าศัตรูของพวกเขาที่จะได้พบเจอในภายภาคหน้านั้นจะไม่ต้องพบเจอกันคนที่มีนิสัยเฉกเช่นเมิ่งน้อย
พวกเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าการโจมตีของเมิ่งน้อยนั้นหาได้รุนแรงแต่อย่างใด แต่ไอ้การป่ายปัดด้วยความรำคาญของช้างยักษ์คลั่งนั่นต่างหากที่จะพลากชีวิตของตนเองไป
ทุกๆครั้งที่ผู้คนเหล่านี้ได้ยินเสียงช้างยักษ์คลั่งใส่ตัวเอง มันก็เพียงพอที่จะทำให้ใจแป้วได้
มัน….ไม่เจ็บบ้างเลยรึไงกัน
คำถามนี้ได้ผุดขึ้นมาจากใจของทุกคน
ในชั่วพริบตาของผู้คน ช้างยักษ์คลั่งตัวนี้หาได้เหลือส่วนใดที่ยังคงอยู่ดีไม่ แต่กระนั้น มันก็เสียสติจนโจมตีพลาดไปโดนร่างของตัวเองอย่างไม่หยุดอยู่ดี
จากที่พวกเขาได้มองดู พวกเขานั้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากระดูกหลายซี่ทั่วร่างกายของมันนั้นแตกหักเพราะงวงอันทรงพลังของมันเอง มีแม้แต่หลุมลึกมากมายเกิดทั่วร่างกาย สิ่งนี้เที ยบได้ดั่งสิ่งที่เรียกว่าทำลายตัวเองชัดๆ
หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือช้างยักษ์คลั่งตัวนี้สูญสิ้นสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์
หากว่าพวกเขาต้องรู้ว่าต้องพบเจอกับไอ้ตัวพันธุ์นี้ พวกเขาก็คงจะรีบทุบหัวมันให้ตกตายไปโดยเร็ว
แต่นี่เมิ่งน้อยกลับรังแกช้างยักษ์ให้โกรธเกรี้ยวเสียยิ่งกว่าเดิม
หลังจากโจมตีใส่ช้างยักษ์คลั่งไปอีกสองสามที เมิ่งน้อยก็โจนทะยานออกมาจากร่างของช้างยักษ์แล้วถอยรี่ออกไปไกล
ทั่วทั้งร่างของช้างยักษ์ในตอนนี้เต็มไปด้วยหลุมยุบและรอยไหม้ แต่กระนั้นนั่นก็ยังไม่ได้ทำให้ช้างคลั่งยักษ์ตัวนี้หาได้เป็นอะไรไม่ แต่กระนั้นแล้วมันจะปล่อยให้คนที่มาตีก้นม มัน พร้อมกับหลงเหลือร่องรอยแห่งความอัปยศไปทั่วร่างของมันแบบนี้ได้ยังไงกัน
นี่คือสิ่งที่มันกำลังครุ่นคิดอยู่
ในตอนนี้มันได้เงยหน้าของมันพร้อมกับชูงวงที่ใหญ่ยักษ์ไปขึ้นสูง ก่อนที่จะสะบัดงวงของมันชี้ไปที่เมิ่งน้อย พร้อมกับพ่นไอ้น้ำออกมาจากงวงของมันด้วยความเดือดดาล
ฮื้ม
เมื่อเมิ่งน้อยได้เห็นก็ต้องรู้สึกโกรธเกรี้ยวในทันที
ถึงแม้ว่ามันจะไม่คิดว่าพลังชีวิตของช้างยักษ์คลั่งจะสูงล้ำขนาดนี้เพราะมันเบื่อและคิดจะเลิกเล่นกับเจ้าช้างยักษ์คลั่งนี่ไปแล้ว แต่จากเสียงร้องกับท่าทางไม่ยอมเลิกราของช้างยักษ ษ์คลั่งนี่ ดูเหมือนว่าจะยังคงมีแรงเหลือ
หากเป็นเช่นนั้น มันก็คงจะต้องกลั่นแกล้งให้หนักเสียยิ่งกว่านี้สินะ
เมื่อคิดได้แบบนี้ เมิ่งน้อยก็ได้ย่อตัวลงก่อนจะพุ่งเข้าใส่งวงของช้างยักษ์คลั่ง
“อุ๊ปปป”
เพียงเมิ่งน้อยได้พุ่งเข้ามาอยู่งวงของช้างยักษ์คลั่ง มันก็สัมผัสเข้ากับม่านของกลิ่นข้าวเน่าที่บูดเพราะอากาศในฤดูร้อนที่พุ่งเข้ามาหามันจนทำให้มันเกือบจะสิ้นสติเพราะกลิ่น นนี้
ยังดีที่มันได้กลั้นลมหายใจได้ทัน พร้อมกลับกับต่อยใส่งวงของช้างคลั่งยักษ์จากด้านใน
ถึงแม้จะบอกว่าบาดแผลหลักๆของช้างยักษ์คลั่งทั่วทั้งร่างนั้นเป็นเพราะเจ้าช้างยักษ์คลั่งโจมตีใส่ตนเองโดยมีเมิ่งน้อยเป็นเป้าหมาย
แต่เมื่อเมิ่งน้อยเข้ามาอยู่ในร่างของช้างยักษ์คลั่ง ผลลัพธ์จากการโจมตีของเมิ่งน้อยนั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ต่อให้ผิวของช้างยักษ์คลั่งตัวนี้จะหนาเหนี่ยวขนาดไหนก็ตาม แต่ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม อวัยวะภายในนั้นย่อมล้วนแล้วแต่เป็นชั้นบางๆที่เปียกชื้น
หรือก็คือที่ด้านนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเลือดและเนื้อเพียงเท่านั้น
ไม่ว่าใครก็คงพอจะนึกได้ว่าหากมีสิ่งไม่พึงประสงค์เข้าไปข้างคาอยู่ในจมูกของตน
นี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆบางคนอดไม่ได้ที่จะย่นจมูกของตนเมื่อเห็นเมิ่งน้อยเข้าไป บางคนถึงกับรู้สึกสยึมกึ๋ยขึ้นมาในทันที
ในทันทีเห็นว่าเมิ่งน้อยเข้าไปในงวงของช้างยักษ์ด้วยตนเอง ผู้คนที่เห็นต่างก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นบางสิ่งที่เกิดขึ้นกับช้างยักษ์จนแถบจนพ่นน้ำลายออกมา
นั่นก็เพราะงวงของช้างยักษ์คลั่งที่ยาวทอดไปถึงบั้นท้ายของมันที่ยาวกว่าเจ็ดถึงแปดเมตรนั้นได้เหลือเพียงห้าเมตรเพียงชั่วพริบตา มันเป็นฉากที่โหดร้ายนัก
นี่ทำให้แม้แต่เฉินเฉียงก็อดไม่ได้ที่จนย่นจมูกของตนเมื่อเห็น
ไอ้เด็กนี่มันไม่เล่นเกินไปหน่อยรึไงกัน
ถึงแม้เจ้าช้างยักษ์นี่จะอยู่ในระดับราชาสัตว์วิญญาณและติดสถานะบ้าคลั่งอยู่ แต่นั่นก็ทำให้มันทรงพลังได้เต็มที่ก็แค่ระดับราชาสัตว์วิญญาณขั้นสูงเพียงเท่านั้น
และนั่นก็ไม่ได้สมควรจะทำให้เจ้าเด็กนี่ต้องยุ่งยากแต่อย่างใด
นี่มันเหมือนกับว่าเจ้าเด็กนี่อยากจะออกแรงเพื่อเรียกปัญหาเข้ามาให้มากกว่านี้ไม่ใช่รึไง
มีซึ่งหนึ่งที่เฉินเฉียงไม่ได้คิดถึงมาก่อนก็คือ เมิ่งน้อยนั้นไม่ได้ออกแรงสู้กับใครมานานมากแล้ว
และในเมื่อโอกาสที่ยากจะเกิดขึ้นได้มาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศัตรูของมันนั้นมีระดับบ่มเพาะสูงที่สุดนับแต่พึ่งเคยเจอมา เป็นธรรมดาที่เมิ่งน้อยนั้นต้องการจะเล่นสนุกบ้าง
แต่กระนั้น ถึงคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ก็ต้องรู้สึกฉงนสนเท่ห์ นั่นก็เพราะในตอนนี้มันได้พ่นหมอกสีขาวออกมาจนทำให้งวงของมันนั้นราวกับจะกลับมาเป็นเฉกเช่นเดิม ไม่สิ ดูเหมือนจะยาวข ขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
กลายเป็นว่าเจ้าช้างยักษ์คลั่งตัวนี้มีสติปัญญาอยู่สูงพอสมควรจนสามารถหาวิธีจัดการสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในงวงของมันอย่างเมิ่งน้อยได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเจ้าช้างยักษ์มันจะพยายามพ่นเมิ่งน้อยออกมาอย่างหนักหน่วงขนาดไหนก็ตาม แต่เมิ่งน้อยนั้นก็ได้ใช้เล็บของมันแกะติดกับผนังเนื้อภายในงวงของมันอย่างแน่นหนึบ แม้ก กระทั่งต้องเจอกลิ่นอันชวนปวดเศียรเวียนเกล้าเข้าไปแต่ก็ยังไม่กล้าดิกกระเดี้ยแม้แต่น้อย
หากไม่ได้ผลมันก็เพียงแค่ต้องทำใหม่เพียงเท่านั้น
แม้เจ้าช้างยักษ์คลั่งจะยังคงพยายามพ่นเมิ่งน้อยออกมาอยู่หลายครั้ง แต่นั่นก็หาได้ทำให้เมิ่งน้อยหลุดออกมาได้ไม่
เมื่อต้องพบเจอสถานการณ์ที่คาราคาซังน่าอึดอัดแบบนี้ ช้างยักษ์คลั่งก็ยิ่งแสดงออกมาคลั่งยิ่งกว่าเดิม
ในตอนนี้มันได้เหวี่ยงงวงของมันไปมาบ้างทุบตีพื้นอย่างเกรี้ยวกราดประดุจดั่งงวงของมันนั้นหาได้มันมีเจ้าของไม่ ราวกับต้องการให้งวงของมันขาดออกไปให้พ้นๆ
เมื่อเห็นฉากนี้ ความคิดของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักเต๋าต่างๆที่มีต่อเมิ่งน้อยก็เปลี่ยนไป
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกเขาจะไม่ยอมไปหาเรื่องกับปีศาจน้อยตนนี้เป็นอันขาด
“ปัง…ปัง…ปัง….”
ยิ่งเวลาผ่านไป เสียงฟาดงวงของช้างยักษ์คลั่งก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
และนี่ทำให้พื้นที่โดยรอบมันนับร้อยไมล์นั้นก่อเกิดการสั่นไหวประหนึ่งดังมีแผ่นดินไหวอยู่ไม่ขาด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์วิญญาณธรรมดาหรือแม้แต่สัตว์วิญญาณกลายพันธุ์ล้วนแล้วแต่ต้องนิ่ง งอึ้งไปกับเสียงฟาดงวงของช้างยักษ์คลั่งกับพื้นดินนี้
นี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสบางส่วนที่ทนรับแรงสั่นสะเทือนเอาไว้ไม่ไหวจนต้องกระอักเลือด และทำได้เพียงบินหนีขึ้นฟ้าไป
“ไอ้ฉิบหาย ไอ้ช้างยักษ์นี่มันต้องการจะฆ่าเรารึไงกัน พวกเราไม่ได้อึดเหมือนมันสักหน่อย ถ้ามันอยากจะตายนักจะลากพวกเราไปด้วยทำไม”
“จะให้ฆ่าด่าทอช้างยักษ์นั่นก็กระดากปากวุ้ย หากเป็นเจ้าที่ไม่มีมือแล้วมีอะไรเข้าไปอยู่ในจมูกมั่ง เป็นเจ้าเจ้าจะทำยังไงล่ะ ข้าว่าดีไม่ดีคลั่งกว่าไอ้ช้างตัวนี้อีก”
“เฮ้อออ ข้าล่ะสงสัยนักว่าเจ้าตัวน้อยนั่นไม่เป็นอะไรเลยรึไง ขนาดพวกเราอยู่ห่างซะขนาดนี้ยังได้รับผลจากแรงสั่นสะเทือนซะขนาดนั้นจนกระอักเลือดเลยนะ”
ช่างเป็นคำพูดที่ไร้สาระยิ่งนัก
หากว่าเมิ่งน้อยมาได้ยินคำพูดห่วงใยของคนผู้นี้คงไม่แคล้วจะถูกเมิ่งน้อยคำรามใส่
คนผู้นี้ทำในสิ่งที่เรียกว่า ไม่รู้ว่าสิ่งใดดีไม่ดีกับตนเอง
มันก็จริงที่ในตอนแรกนั้น ยามที่ช้างยักษ์คลั่งฟาดงวงกับพื้นดิน เมิ่งน้อยนั้นรู้สึกไม่ดี
แต่คนผู้นี้คิดว่าเมิ่งน้อยเป็นใครกัน
มันคือผู้ที่จะเอ่ยอ้างว่าตนนั้นเป็นเจ้าแห่งสัตว์ร้ายเลยนะ หากว่าตั้งเป้าไว้ซะขนาดนั้นแล้วแต่กลับไม่อาจทนการเหวี่ยงสะบัดของสัตว์วิญญาณระดับราชาขั้นกลางได้ล่ะก็ เมิ่งน้อ อยก็ควรจะล้มเลิกความคิดของมันไปได้เลย