ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1062 กลอุบายมีชัยเหนือผู้คน
ตอนที่ 1062 กลอุบายมีชัยเหนือผู้คน
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมวางแผนว่าจะให้ชานชานไปอยู่หอพักประจำของโรงเรียนครับ ! ”
เขาไม่ได้บอกว่าเป็นความคิดของเจียงชานที่ขอร้องจะไปอยู่หอพักประจำ แต่บอกว่าเป็นความคิดของเขาเอง
ทันทีที่เขาพูดจบ ทุกคนก็หยุดใช้ตะเกียบและมองมาที่เขาด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมจู่ ๆ ถึงบอกว่าอยากให้เธอไปอยู่ในหอพักประจำของโรงเรียนล่ะ ? ” หวังซิ่วจวี๋ถามขึ้นมาก่อนใคร
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “แกจะเดินทางไปทำธุรกิจ จึงไม่มีเวลาไปรับไปส่งเธอเหรอ ? ”
หลินเจียอินเองก็คิดแบบนั้น และพูดว่า “ต่อให้คุณจะเดินทางไปทำธุรกิจ แต่เรื่องการไปรับไปส่งก็ไม่เป็นปัญหาอะไรอยู่แล้ว”
“หากว่าคุณจะเดินทางไปทำธุรกิจ เสี่ยวเหลิ่งก็สามารถช่วยไปรับไปส่งเธอแทนคุณได้”
เจียงไห่หยางเองก็พยักหน้า “ใช่ เสี่ยวเหลิ่งเป็นคนละเอียดและอดทน ฉันรู้สึกวางใจถ้าให้เธอช่วยไปรับไปส่งชานชานแทนแก”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้จะไปทำธุรกิจ แต่ผมแค่อยากให้ชานชานไปอยู่หอพักประจำก็เท่านั้น”
เจียงไห่หยางรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันทีหลังจากที่เขาได้ยินแบบนี้
“ชานชานยังเด็กมาก จะดีเหรอถ้าจะให้เธอไปอยู่หอพักประจำเพียงลำพังแบบนั้น ? ”
หวังซิ่วจวี๋ยังกล่าวอีกว่า “ใช่ เธออายุแค่หกขวบเท่านั้น แล้วเธอจะอยู่เพียงลำพังได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แม่ พ่อ อย่าเพิ่งรีบค้านสิครับ หอพักประจำในโรงเรียนมีคนอยู่เยอะแยะ และยังมีเด็กอีกเป็นเจ็ดสิบแปดสิบคนที่อายุเท่ากับชานชานอาศัยอยู่ในหอพักโรงเรียน”
“การที่ผมอยากให้ชานชานไปอยู่หอพักประจำ เพราะผมอยากฝึกให้เธอใช้ชีวิตด้วยตัวเอง”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “อย่าไปยุ่งกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นเลย ชานชานของเราเก่งอยู่แล้ว แน่นอนว่าถ้าโตขึ้น เธอก็ต้องดูแลตัวเองได้”
เจียงไห่หยางตะคอกออกมา “ถูกต้อง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พ่อกับแม่เองก็คิดว่าชานชานสามารถดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว งั้นก็ไม่ต้องกังวลกับการปล่อยให้เธอไปอยู่หอพักประจำเพียงลำพัง”
“การอยู่ในหอพักประจำของโรงเรียน จะช่วยฝึกให้เธอลำดับความสำคัญได้ง่ายขึ้น”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “การอยู่ตามลำพังมันก็ดี หากแกปล่อยให้เธออาศัยอยู่ตามลำพังแบบนี้ ก็เท่ากับว่าแกกำลังปล่อยให้เธอไปอดทนกับความยากลำบากน่ะสิ”
“หลานสาวของฉันไม่จำเป็นต้องไปอดทนต่อความยากลำบากแบบนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่คาดคิดว่าพ่อแม่ของเขาจะต่อต้านอย่างหนักจนเขาไม่มีที่ว่างให้ต่อรองเลย
แต่เขาก็ยังตัดสินใจที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูกสาว
เขาหลีกเลี่ยงคำพูดพวกนี้ แล้วพูดว่า “พ่อ แม่ ผมแค่บอกเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ดูทัศนคติของทุกคนก็เท่านั้นครับ”
“อืม ในฐานะที่เราเป็นพ่อแม่คนกันแล้ว อย่างไรเราก็ต้องเอาหลักประชาธิปไตยมาใช้ ไม่ใช่เผด็จการ”
เจียงไห่หยางรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนี้ เขาหัวเราะออกมา และไม่มีปัญหาหากจะเอาหลักการนี้มาใช้ เพราะครั้งล่าสุดที่เขาถามเจียงชานว่าอยากอยู่หอพักในโรงเรียนไหม เธอเป็นคนบอกเองว่าไม่อยากอยู่
เขาจำมันได้ชัดเจน
“เอาล่ะ งั้นเราก็มาถามชานชานดีกว่าว่าเธอจะเอาอย่างไร ! ”
“ตราบใดที่ชานชานบอกว่าจะอยู่หอประจำ ฉันก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน”
เจียงไห่หยางพูดอย่างมั่นใจ ราวกับว่าเขามีโอกาสที่จะชนะ
หวังชิ่วจวี๋กล่าวว่า “ชานชานยังเด็กอยู่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องมาตัดสินใจเอง เพราะอย่างไรฉันก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เธอไปใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง”
หลินเจียอินเองก็รู้เรื่องที่เจียงชานบอกว่าไม่อยากไปอยู่หอพักประจำ เธอจึงพูดว่า “แม่คะ เราถามความคิดเห็นของชานชานดีกว่าไหม ถ้าเธอบอกว่าอยากไปอยู่ก็ให้เธอไป แต่ถ้าไม่ก็ตามนั้นค่ะ ! ”
ประชาธิปไตยในครอบครัว หมายถึงเสียงส่วนน้อยต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่
อำนาจการตัดสินใจในตอนนี้จึงตกมาเป็นของเจียงชาน
เจียงไห่หยางจึงถามว่า “ชานชาน หลานอยากไปอยู่หอพักประจำไหม ? ”
เจียงชานกำตะเกียบของเธอแน่น เธอมองที่เจียงไห่หยาง จากนั้นก็สลับมองไปที่หวังซิ่วจวี๋ และในที่สุดก็มองไปที่หลินเจียอินและเจียงเสี่ยวไป๋ แล้วจึงก้มหน้าลงโดยไม่มีคำพูดใดออกมา
ดูเหมือนเธอกำลังคิดอยู่
เจียงไห่หยางคิดว่าเธอไม่กล้าปฏิเสธมัน จึงพูดว่า “หลานอยากพูดอะไรก็พูดมันออกมาได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะว่าอะไรหลานหรอก”
“เพราะปู่ก็เป็นพ่อของเขาเหมือนกัน ! ”
“ถ้าเขากล้าตีหลาน ปู่ก็จะตีเขา ! ”
หวังซิ่วจวี๋ยังกล่าวอีกว่า “ชานชาน มีอะไรหลานก็พูดมันออกมาเลย อย่าไปกลัว ! ”
ในที่สุด เจียงชานก็เงยหน้าขึ้น
ถ้าเธอรีบตกลงทันที มันก็ดูจะปลอมเกินไป
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็คิดว่าไม่ควรทิ้งพิรุธไว้ หนูน้อยจึงพูดเสียงแผ่วว่า “ถ้าอย่างนั้น…หนูคิดว่าหนูไปอยู่หอพักประจำจะดีกว่า ! ”
หืม ?
ทุกคนยกเว้นเจียงเสี่ยวไป๋ต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
หลินเจียอินกล่าวว่า “ชานชาน ครั้งที่แล้วหนูบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่อยากไปอยู่หอพักประจำ แล้วทำไมตอนนี้หนูถึงอยากไปอยู่ล่ะ ? ”
เจียงไห่หยางยังกล่าวอีกว่า “ใช่ ก่อนหน้าหนูยังบอกว่าไม่อยากไปใช้ชีวิตอยู่ในหอพักประจำอยู่เลยนี่ ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “หนูคิดว่าสิ่งที่ป่าป๊าพูดก็สมเหตุสมผลเหมือนกันค่ะ การพักในหอพักประจำจะช่วยให้หนูฝึกการใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้”
เจียงไห่หยางไม่พอใจมากหลังจากได้ยินแบบนี้ “หลานยังเป็นเด็ก จะให้ไปอยู่ตามลำพังแบบนั้นได้อย่างไรล่ะ ! ”
“ปู่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้หลานไปใช้ชีวิตตามลำพังแบบนั้น ! ”
หวังซิ่วจวี๋แนะนำออกมาว่า “ชานชาน การใช้ชีวิตคนเดียวในหอพักประจำนั้นมีประโยชน์อย่างไร ? ถ้าอยู่ที่บ้าน หากหนูกลับจากโรงเรียน ย่าก็ยังได้ถามเกี่ยวกับการเรียนของหนูทุกวัน”
แต่เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เจียงชานกลัวที่สุดคือความจู้จี้จุกจิกของผู้ใหญ่ที่ถามนั่นถามนี่เธอ
หลังจากได้ยินที่หวังซิ่วจวี๋พูด ท่าทีของหนูน้อยก็ยิ่งแน่วแน่มากขึ้น
“เด็กคนอื่นก็สามารถอยู่ในหอพักประจำได้นี่คะ หนูก็อยากไปอยู่เหมือนกัน”
“คุณปู่ คุณย่า หนูจะอยู่หอพักประจำในโรงเรียนค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยังถือโอกาสนี้พูดว่า “พ่อ แม่ ในเมื่อผมพูดก่อนแล้วว่าถ้าเราตกลงกันไม่ได้ ก็ให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจ ดังนั้นเนื่องจากชานชานตกลงที่จะไปอยู่หอพักประจำ เราก็ไม่สามารถกลับคำพูดได้ ปล่อยให้เธอลองไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนตามที่เธอต้องการดูครับ ! ”
หลินเจียอินมองไปที่เจียงชาน จากนั้นก็มองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ และรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติอยู่เสมอ
ดูเหมือนว่าไม่ใช่เจียงเสี่ยวไป๋ที่ต้องการให้เธอไปอยู่หอพักประจำ แต่เป็นเจียงชานต่างหากที่ร้องขอ
แต่เธอไม่มีหลักฐาน
เธอจึงไม่มีทางเลือก นอกจากถามไปว่า “ชานชาน หนูแน่ใจหรือว่าหนูจะไปอยู่หอพักประจำได้ ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “ค่ะ ! ”
“ตราบใดที่หนูตัดสินใจแบบนี้แล้ว แม่ก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่าร้องไห้ขอกลับบ้านก็แล้วกัน”
เจียงชานพูดอย่างมั่นใจ “หม่าม๊า หนูไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ ! ”
เมื่อเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋เห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียอินเห็นด้วย พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เต็มใจก็ตาม
หลังจากทานอาหารเสร็จ หลินเจียอินก็เก็บข้าวของให้เจียงชาน
หากไปพักอาศัยอยู่ในหอพักประจำ ที่นั่นจะมีผ้าห่ม อ่างล้างหน้า ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ อยู่ในหอพักของโรงเรียน ที่ต้องนำไปก็คงมีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเท่านั้น
นอกจากนี้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ในฤดูร้อนก็เป็นเสื้อผ้าที่ไม่หนา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับหลินเจียอินที่จะเก็บข้าวของของเจียงชาน
ทว่ากระเป๋าเดินทางก็ใบใหญ่มาก อัดแน่นจนแทบไม่มีที่ให้ใส่อะไรเพิ่มอีก
หลินเจียอินถามว่า “ชานชาน หนูอยากจะเอาตุ๊กตาและของเล่นไปด้วยไหม ? ”
เดิมทีเจียงชานต้องการบอกว่าหนูจะไปเรียน ทำไมต้องเอาของพวกนี้ไปด้วย ? แต่ทันทีที่เธอเปิดปาก เธอก็หยุด แล้วพูดว่า “หนูจะเอารูบิค เก้าห่วงปริศนา และเกมโจโฉฝ่าวงล้อมไปด้วยค่ะ”
ส่วนตุ๊กตาน้องเน่านั่น ลืมมันไปได้เลย !
เพราะมันดูเด็กมาก !
ถ้าแอบเล่นที่บ้านไม่เป็นไร แต่หากเอาไปด้วยที่โรงเรียนค’จะดูไม่ดี เธอเป็นถึงหัวหน้าห้อง ต้องดูเป็นผู้นำและมีความเป็นผู้ใหญ่
ของเล่นสามชิ้นนี้ทั้งรูบิค เก้าห่วงปริศนา และเกมโจโฉฝ่าวงล้อมไม่ได้ใช้พื้นที่มากนัก หลังจากที่หลินเจียอินใส่เข้าไปแล้ว เธอก็ถามว่า “อยากจะเอาหนังสือไปด้วยไหม ? ตัวอย่างเช่น หนังสือการ์ตูนหรืออะไรสักอย่าง ? ”
เจียงชานโบกมือแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็นค่ะ ที่โรงเรียนมีห้องสมุด และมีหนังสือมากมายให้เลือกอ่าน”
“งั้นก็ตามนี้แล้วกัน ! ”
หลินเจียอินไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำตามเธอแล้วพูดว่า “ที่บ้านไม่มีขนมอะไรเลย พรุ่งนี้แม่จะไปซื้อให้ที่ร้านโยวผิ่น แล้วให้พ่อเอาไปส่ง”
เมื่อพูดถึงขนม เจียงชานก็ไม่ปฏิเสธ เธอยิ้มแล้วพูดว่า “นั่นสินะ ซื้อมาเยอะ ๆ เลยนะคะ หนูจะได้เอาแบ่งให้เพื่อนกินด้วย”
“อ้อ แล้วก็อย่าลืมซื้อผลไม้ไปให้หนูด้วยนะ”
หลินเจียอินตอบด้วยรอยยิ้มและถามว่า “แล้วหนูอยากได้เงินไปซื้อขนมหรือเอาไว้ติดตัวไหม ? ”
เธอรู้ว่าที่โรงเรียนมีสหกรณ์ร้านค้าเล็ก ๆ อยู่
นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นหนึ่งในสาขาของร้านสะดวกซื้อในเครือโฮมส์อินน์อีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จำหน่ายขนมต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังจำหน่ายเครื่องเขียน หนังสือ และสมุดด้วย
เจียงชานกล่าวว่า “ไม่ต้องให้เงินหนูหรอกค่ะ หนูมีอยู่แล้ว”
ในช่วงตรุษจีน เธอได้รับเงินอั่งเปามามากมาย ยิ่งไปกว่านั้นเงินปีใหม่ของเธอก็ไม่ได้ถูกยึดเอาไปเหมือนกับเจียงเสี่ยวเหลยและเจียงเสี่ยวหยูด้วย เธอเก็บมันไว้ในห้องของเธอ
เธอวิ่งกลับเข้าไปในห้อง เปิดลิ้นชัก หยิบธนบัตรสิบหยวนจำนวนสิบใบที่มีใส่ในกระเป๋านักเรียน
จะเอาไปเยอะไม่ได้ สิบใบก็พอแล้ว !