ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1063 ใช้ชีวิตแบบคนรวย
ตอนที่ 1063 ใช้ชีวิตแบบคนรวย
เจียงชานไปอาศัยอยู่ที่หอพักประจำแล้ว
ส่วนหลินเจียอินก็ไปทำงาน
แต่ที่บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ได้มีสมาชิกเพิ่มเข้ามาอีก 8 คน หนึ่งในนั้นคือเฉินหยุนแพทย์ด้านสุขภาพแม่และเด็ก, หวังเสวี่ยฮัวนักวรรณกรรมหญิง, ถานหย่งเซิง พ่อครัวฝีมือดี , เถียนต้าหลี่ คนขับรถมือโปร และคังไป่ชิง คนที่เชี่ยวชาญด้านการพูดและชอบเล่าเรื่องที่โหยวโหย่วหยูเลือกมาตามคำขอของเจียงเสี่ยวไป๋
แต่โหยวโหย่วหยูก็รับเพิ่มอีก 3 คน
เพราะเขาคิดว่าบ้านของเจียงเสี่ยวไป๋มีห้องรับรองหลายหลัง จึงจำเป็นต้องมีแม่บ้านให้เพียงพอ ดังนั้นเขาจึงหาแม่บ้านเฉียวว่านซาน และป้าจาง ป้าแม่บ้านทำความสะอาด และเมื่อคิดว่าบ้านของเจียงเสี่ยวไป๋มีสวนหลังบ้าน เขาก็รับคนสวนอย่างลุงเฉินเพิ่มมาอีกคน
ในตอนแรก เจียงไห่หยางและหวังชิ่วจวี๋ไม่คุ้นเคยกับการมาอย่างกะทันหันของคนเหล่านี้ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน พวกเขาก็ตระหนักว่าการมาถึงของคนเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาเลย
ภายใต้การจัดการของเฉียวว่านซาน คนทั้งแปดคนจะอาศัยอยู่ในห้องรับรองทั้งหมด ซึ่งพวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี คนที่ดูแลเด็ก ๆ ก็ดูแลเด็กไป คนที่ตัดแต่งดอกไม้และต้นไม้ก็ทำหน้าที่ของพวกเขาไป ส่วนคนที่ทำอาหารก็ทำอาหารไป จึงทำให้เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก
“คุณ ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนนายท่าน เป็นคนรวยแล้วจริง ๆ ! ”
เจียงไห่หยางพูดด้วยท่าทางสบาย ๆ ขณะที่นอนอยู่บนเก้าอี้ปรับเอนใต้ต้นหนานต้นใหญ่ในสวนหลังบ้าน โดยที่มือข้างหนึ่งจับเจียงซือ และมืออีกข้างคีบบุหรี่ไว้
หวังซิ่วจวี๋ก็นอนอยู่บนเก้าอี้ปรับเอนและพูดว่า “จะว่าไปนี่ก็เป็นชีวิตที่เราเฝ้าปรารถนาไม่ใช่เหรอ ! ”
เจียงไห่หยางยิ้มและพูดว่า “ฉันเป็นเศรษฐี ส่วนคุณก็เป็นภรรยาของเศรษฐีไง ! ”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เป็นเศรษฐีมันก็ดีเหมือนกัน ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หากเมื่อก่อนเรามีฐานะแบบนี้ เวลาเราออกไปไหนมาไหนคงตกเป็นเป้าสายตาและอาจโดนปล้นได้”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ใช่ เวลาเปลี่ยนไปแล้ว”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่เราก็ยังมีมือและเท้า ถ้าต้องให้มาอยู่เฉย ๆ แบบนี้ ชีวิตมันจะไม่น่าเบื่อเกินไปหน่อยเหรอ ? ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีคนในครอบครัวมากขึ้น มันมีชีวิตชีวามาก”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “มันมีชีวิตชีวา แต่ก็ไม่มีอะไรให้เราทำอยู่ดี ! ”
เจียงไห่หยางเองก็รู้สึกว่างเหมือนกัน ดูเหมือนว่าเขาเองก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากพาสุนัขไปเดินเล่น
“นั่นนะสิ ฉันเองก็อยากจะเปิดร้านขายของเหมือนกัน ! ” เจียงไห่หยางพูดออกมา
หวังชิ่วจวี๋กล่าวว่า “ร้านสะดวกซื้อได้รับการปรับปรุงใหม่มานานแล้ว ชั้นวางต่าง ๆ ก็ถูกยกมาไว้ในร้านแล้ว แค่เอาสินค้ามาจัดวางก็สามารถเปิดได้เลย”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ผู้คนในหมู่บ้านถามฉันหลายรอบแล้วว่าจะเปิดร้านเมื่อไร แต่เจ้ารองก็ยุ่งมาก ส่วนเราก็ต้องดูแลอันอันและห่าวห่าว ฉันเลยไม่ได้คุยกับเขา ตอนนี้เราว่างแล้ว เราคุยกับเขากันเถอะ”
หวังซิวจวี๋พยักหน้า “งั้นคุณบอกเขาคืนนี้เลยสิ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ได้ งั้นคืนนี้ฉันจะบอกเขาเอง”
เมื่อพูดถึงการเปิดร้าน ดูเหมือนว่าทั้งสองจะดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
ในตอนที่พวกเขาคุยกัน หวังซิ่วจวี๋ก็พูดขึ้นมาว่า “ชานชานไปอยู่ที่โรงเรียนมาเกือบสิบวันแล้ว ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ไม่น่าจะเป็นอะไรนะ เด็กคนนั้นค่อนข้างกล้าหาญ ไม่กลัวใคร ตอนนี้เธอก็คงใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการนั่นแหละ”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ฉันขอให้เจ้ารองไปเยี่ยมเธอบ้างเมื่อมีเวลา แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาไปแล้วหรือเปล่า ? ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “เธอเป็นลูกสาวของเขา ถ้าเขาไม่รีบ เราจะรีบไปทำไม ? ”
หวังซิ่วจวี๋พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เธอก็เป็นหลานสาวของฉัน ทำไมฉันจะกังวลเรื่องนี้ไม่ได้ ? ”
เจียงไห่หยางกลอกตา ทำราวกับว่าเจียงชานไม่ใช่หลานสาวของเขางั้นแหละ ?
เขาขี้เกียจเกินกว่าจะพูดกับเธอ เลยพาเจียงซือไปเดินเล่น
เจียงไห่หยางยืนขึ้นและพาเจียงซือเดินออกไปทันที
ในช่วงบ่าย เจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียอินก็ได้กลับมา ซึ่งถานหย่งเซิงก็ได้เตรียมอาหารไว้แล้ว
วันนี้มีเมนูปลานึ่ง ไก่ตุ่น ผัดผักกาดหอม ซุปสาหร่ายวากาเมะ เป็ดตุ๋นน้ำแดงโบราณ อาหารสี่อย่างและซุปหนึ่งอย่าง ถือเป็นการผสมผสานระหว่างเนื้อสัตว์และผักได้อย่างลงตัว และยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย
คุ้มค่ามากที่ได้จ้างเชฟมืออาชีพ
ด้วยการเปลี่ยนเมนูอาหารในทุกวัน ทำให้มีความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งเจียงเสี่ยวไป๋ก็พอใจมาก
ครอบครัวของเขามีเพียงสี่คนเท่านั้น ส่วนเฉียวว่านซานและคนอื่นต่างแยกกันกิน ไม่รบกวนกันและกัน
เจียงไห่หยางพูดขณะทานอาหารว่า “เจ้ารอง ฉันได้คุยกับแม่ของแกแล้ว เราสองคนยังคงอยากเปิดร้านขายของในศูนย์กิจกรรมหมู่บ้าน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถ้าพ่อต้องการเปิด ผมจะแจ้งให้คนสต็อกสินค้าไว้พรุ่งนี้”
เจียงไห่หยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะเห็นด้วยอย่างรวดเร็วในครั้งนี้
เขายังเตรียมถ้อยคำไว้มากมาย แต่กลับไม่ได้ใช้เลย
“โอ้ เยี่ยมมาก ! ”
“ตอนนี้มีคนที่บ้านเยอะแล้ว ฉันกับแม่ของแกก็เลยแทบไม่ได้ทำอะไร ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ผมรู้ ถ้าพ่อแม่ต้องการก็เปิดได้ และขอให้ป้าเฉียวช่วยไปเปิด-ปิดร้านให้ หรือดูร้านให้ตอนที่พ่อกับแม่ไม่ว่างก็ได้”
เอ่อ…
เจียงไห่หยางพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ตั้งใจที่จะไปเฝ้าร้านเอง ทำไมยังต้องขอให้เฉียวว่านซานไปช่วยอีก แล้วแบบนี้…
เอาล่ะ เราอย่าพูดถึงมันอีกเลย
ดี !
เจียงไห่หยางขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียงกับลูกชายของเขา จึงพูดว่า “แกไปหาชานชานแล้วหรือยัง เธออยู่ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้ไปครับ ! ”
เจียงไห่หยางโกรธขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนี้ “อะไรของแก ฉันบอกแกหลายครั้งแล้วว่าให้ไปหาชานชานบ้างเมื่อมีเวลา แกยุ่งมากงั้นเหรอ ถึงได้ไม่สนใจลูกสาวของตัวเองด้วยซ้ำ”
หวังซิ่วจวี๋ยังกล่าวอีกว่า “ถ้าลูกไม่มีเวลาไป งั้นแม่จะขอให้เสี่ยวเถียนไปส่งที่นั่นในวันพรุ่งนี้เอง แม่อยากไปดูเจียงชานสักหน่อย”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “แม่ แม้ว่าผมจะไม่ไป แต่ผมก็โทรไปหาที่โรงเรียนทุกวัน”
“ไม่ต้องกังวล ที่โรงเรียนบอกว่าชานชานเก่งมาก”
“อ้อ แล้วยังมีอีกเรื่อง หวังกังเองก็เจอชานชานทุกวัน ทั้งสองพักอยู่หอในเหมือนกัน”
เขาคิดว่าพ่อแม่ของเขาจะรู้สึกโล่งใจถ้าเขาพูดออกมาแบบนี้
แต่ไม่คาดคิดว่าเจียงไห่หยางจะตบตะเกียบลง และพูดด้วยความโกรธว่า “ฉันขอให้แกไปเยี่ยมลูก ไม่ได้ให้โทรไป มันต่างกันแค่ไหนแกรู้ไหม ! ”
หวังชิ่วจวี๋กล่าวว่า “ถูกต้อง โทรกับไปหาเองมันแตกต่างกันมากนะ ? ”
“ครูพวกนั้นล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของแก มีหรือที่พวกเขาจะพูดสิ่งไม่ดีให้แกฟัง ? ”
“แกต้องไปเห็นด้วยตาของแกเองสิ ! ”
เมื่อชายชราพูด เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยอมจำนนอย่างรวดเร็ว “โอเค โอเค งั้นพรุ่งนี้ผมจะไปก็แล้วกัน”
“พวกพ่อไม่ต้องไปหรอก พรุ่งนี้พ่อต้องสต๊อกสินค้าในร้านด้วยไม่ใช่เหรอ ? พ่อกับแม่ต้องอยู่คุมงานที่ร้านด้วย”
เจียงไห่หยางตะคอก “อย่าคิดว่าจะรับปากฉันแล้วไม่ใส่ใจ ในเมื่อบอกว่าจะไปก็ต้องไป”
เจียงเสี่ยวไป๋จึงรับปากว่าถ้าเขาว่าเขาจะไปแน่ ๆ เรื่องอดีตก็ให้มันผ่านไป
หลังจากที่คุยเรื่องธุรกิจจบไปแล้ว เจียงไห่หยางก็เริ่มจู้จี้จุกจิกอีกครั้ง
“เจ้ารอง พ่อครัวที่แกเลือกมาทำอาหารอร่อยมาก แต่ดูสิ…”
เขาชี้ไปที่อาหารสี่จานและซุปหนึ่งอย่างบนโต๊ะ พร้อมทั้งพูดว่า “อาหารจานผัดไม่มีพริกด้วยซ้ำ แบบนี้จะอร่อยเท่าใส่พริกได้อย่างไร”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าพ่อแม่ของเขาคุ้นเคยกับการทานอาหารรสเผ็ด จึงทำให้ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสชาติจืดเหล่านี้ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาสักพัก มันยากเกินไปหน่อยจริง ๆ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “ถ้าอยากกินอะไรบอกเชฟถานก็แล้วกันครับ เขาจะได้ทำให้ถูก”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ถ้าฉันต้องบอกเขาทุกวัน มันจะไม่ลำบากเขาเอาเหรอ ? ”
ผู้คนในพื้นที่ชนบทเรียบง่ายก็จริง แต่ก็ใช้ชีวิตแบบเคยชิน เจียงไห่หยางเคยชินกับการสั่งให้คนอื่นทำสิ่งต่าง ๆ จึงอยากบอกถานหย่งเซิงให้ทำกับข้าวที่รสชาติจัดหน่อย แต่เขาก็ไม่สามารถอ้าปากบอกได้
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “พ่อ แม่ ไม่เป็นไรครับ พวกเขามาที่นี่เพื่อรับใช้พ่อแม่ หากต้องการขอให้ทำอะไร ก็บอกพวกเขาไปตามตรงได้เลย”
หลินเจียอินยังกล่าวอีกว่า “พ่อ ถ้าพ่อไม่ชอบอาหารรสชาตินี้ พ่อบอกเชฟถานได้โดยตรงเลยนะ ป้าเฉียวเองก็เหมือนกัน”
“เธอเป็นแม่บ้าน พ่อขอให้เธอจัดการได้เลย”