พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 614 นัยแฝง
ปั้นฉินมองตามนายหญิงที่กำ ลังเดินเข้าไปในห้อง แต่ก็อดไม่ ได้ที่จะหันไปมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่กำ ลังคุกเข่าอยู่บนพื้น
ราวกับว่านายหญิงลุกออกไปกะทันหัน โดยที่เขายังไม่ทันตั้ง ตัว มือและแขนของเขายังคงค้างท่าเดิมไว้ ซึ่งเป็นภาพที่น่า… กระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ปั้นฉินกำ มือแน่น กัดฟัน แล้วย่ำ เท้า
“ฝ่าบาทเพคะ นายหญิงของพวกเรา พูดคำ ไหนคำ นั้นมิได้มี ความหมายอื่นแฝงนะเพคะ…” ปั้นฉินเอ่ยเบาๆ กับชายหนุ่ม
แต่มิทันไร ชายหนุ่มก็รีบเดินตามนายหญิงไปในห้อง
“…หากไม่เรียกหมอหลวงมา ถ้าเช่นนั้น ดื่มชาร้อนสักถ้วยดี ไหม” เขาไม่ได้สนใจคำ พูดของปั้นฉินเลยแม้แต่น้อย
ปั้นฉินเองพอเห็นดังนั้นเลยไม่พูดอะไรต่อ มองชายหญิงในห้อง ตาปริบๆ จากนั้นถอนหายใจแล้วเลิกคิ้วขึ้น
ซู่ซินทีเพิ่งจะทราบข่าวจากสาวใช้อีกคนก็โผล่เข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น” นางเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่น
ปั้นฉินไม่รู้จะเริ่มอธิบายอย่างไร ครั้นจะบอกว่ามีเรื่องเกิดขึ้นก็ มิใช่เสียทีเดียว แต่ถ้าให้บอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ยิ่งไม่ถูกต้อง
“ท่านพี่ ฝ่าบาทให้ไปต้มชาน่ะ” ปั้นฉินดึงแขนเสื้อซู่ซินแล้วกระ ซิบบอก
ฝ่าบาทสั่งงั้นรึ ไม่ใช่นายหญิงสั่งหรอกรึ
ซู่ซินรู้สึกประหลาดใจ ดูเหมือนปั้นฉินอยากจะเอ่ยอะไรต่อ สาวใช้ทั้งสองจึงพากันออกไปด้านนอก
“…เป็นเช่นนี้เองรึ”
หลังจากที่ฟังปั้นฉินเล่าเหตุการณ์จบ ซู่ซินกลับยิ่งรู้สึก ประหลาดใจกว่าเก่า
ปั้นฉินพยักหน้าให้
“งั้นก็แปลว่าทั้งสองกำ ลังทะเลาะกันสินะ” ปั้นฉินเอ่ยถาม
ทะเลาะอย่างนั้นรึ
“ข้าว่าก็ไม่เชิง” ซู่ซินตอบ แล้วอธิบายต่อ “ในเมื่อนายหญิงเอง ก็บอกแล้วว่าไม่โปรดที่ฝ่าบาทเรียกนางว่า
อาฝั่ง ก่อนหน้านี้นายหญิงเองก็เคยกำ ชับกับฝ่าบาทแล้ว”
ซู่ซินพูดไปพลางผงกหัวไป จากนั้นยื่นมือไปตบๆ ที่ร่างสาวใช้ ตรงหน้า
“อย่าคิดมากเลย นายหญิงเป็นคนยังไงเจ้ารู้ดีที่สุดนี่นา คำ ไหนคำ นั้น”
ปั้นฉินเมื่อได้ฟังก็รู้สึกโล่งใจขึ้น หันไปทางในห้องอย่างอดไม่ได้ นางได้แต่หวังว่า ฝ่าบาทเองจะไม่คิดมากเกินไป… ในห้องยังคงเงียบสงบ เพียงแต่บรรยากาศเริ่มแปลกออกไป จิ้นอันจวิ้นอ๋องชายตามองร่างอรชรที่กำ ลังนั่งอยู่บนเตียง “ข้า…” นางเอ่ยขึ้นก่อน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็เข้ามาประชิดแล้ว
ยื่นมือไปจัดแจงหมอนที่อยู่บนเตียง “เจ้านอนลงไป” เขาเอ่ยด้วยความกังวล เฉิงเจียวเหนียงมองเขาแวบนึง แล้วทำ ตามที่เขาบอก “ข้าว่าข้า…” นางเอ่ยต่อ แต่กลับถูกจิ้นอันจวิ้นอ๋องชิงพูดเสียก่อน
“เฉิงฝั่ง คือข้า ไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อเจ้าอย่างไร” เขาหย่อนตัวนั่ง ลงบนเตียง แล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด “ข้าเพียงแต่คิดว่า พอพวก เราอยู่ด้วยกันแล้ว ให้ข้าเรียกชื่อเจ้าเฉยๆ มันจะดูไม่ให้เกียรติน่ะ”
นางก็ยังมีชื่อเล่นอีกนี่นา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยื่นมือไปหยิบพัดแล้วเอามาบังหน้าของตนเอง
“ข้าไม่อยากเรียกชื่อที่ใครๆ เขาเรียกกัน” เขารีบอธิบายต่อ จากนั้นนั่งตัวตรงแล้วมองไปที่คนบนเตียง “ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปข้า จะไม่ทำ อีก”
เขาเอ่ยพลางพัดให้นาง
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาตอบ
“ก็แค่ชื่อเรียกเท่านั้นเอง” นางเอ่ย
ชื่อเรียกนั้นไม่สำ คัญ สำ คัญที่คนถูกเรียกต่างหาก คนตรงหน้า นางเองก็ไม่ใช่หยางซ่าน นางจะมามัวเอาแต่ใจแบบนี้อยู่ไม่ได้
“ต่อไปข้าเองก็จะไม่เป็นแบบนี้แล้วเหมือนกัน เจ้าอยากเรียก ข้าว่าอะไร ก็เรียกเถิด” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย ส่งยิ้มให้คนตรงหน้า
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกตกใจเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของนาง แต่ก็ เป็นความรู้สึกที่ดี
ต่อไปข้าเองก็จะไม่เป็นแบบนี้แล้วเหมือนกัน
นี่นางกำ ลังขอโทษเขาอยู่สินะ
นางขอโทษใครเขาเป็นด้วยรึ
ดูเหมือนว่าต่อไปเขาเองก็ไม่ควรตามน้ำ หากปล่อยให้นางอยู่ คนเดียวแล้วรอให้เรื่องผ่านไป นางเองก็คงจะไม่เอ่ยถึงอีก และที่ สำ คัญก็คงไม่มีการมาสนทนากันแบบนี้ด้วย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนึกยิ้มในใจ มือที่กำ ลังพัดก็ค่อยๆ ลดแรงลง
“เจ้าคิดเช่นนี้ก็ไม่ถูก” เขาเอ่ย จากนั้นก็เอามือดันนาง “กระเถิบไปหน่อย ให้ข้าได้นั่งบ้าง”
เฉิงเจียวเหนียงหันไปมองเขา
“…เจ้านี่ช่าง…” หญิงสาวบ่นพึมพำ แต่ก็ยอมทำ ตามที่บอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องคิดเข้าตัวเองในใจ คงไม่มีใครกล้าทำ กับนาง เช่นนี้หรอก เพราะว่าไม่มีใครรู้ถึงเบื้องลึกของนิสัยที่แท้จริงของนาง ว่าแท้จริงแล้ว นางดีขนาดไหน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องทำ เป็นไม่ได้ยินที่นางพูด ยังคงนั่งลงและพัดต่อ เหมือนเดิม
“เจ้ามาบอกอย่างนั้นบอกอย่างนี้ว่าข้าชอบอะไรได้อย่างไร” เขาเอ่ย “เจ้าเห็นข้าเป็นคนประเภทเอาแต่ใจตัวเองหรือย่างไร”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขานิ่งไปสักพัก
“ดูเหมือนจะจริงอย่างที่ว่า” เขายอมรับกับตัวเองพลางผงกหัว
ไม่อย่างนั้น ตอนนั้นเขาคงไม่เอาร่างคนตายไปโยนไว้หน้า ประตูคนอื่นหรอก แถมยังคอยเอาแต่ขู่ให้ไทเฮากลัวอีกด้วย
เพราะนี่เป็นเรื่องที่เขาทำ แล้วพอใจ เขาไม่สนหรอกว่าใครจะ ชอบหรือไม่ชอบ
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่เอาแต่ใจแล้วไม่สนใจความรู้สึก ของเจ้ารึ” เขาดัดแปลงคำ พูด
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง พลางทำ หน้ากลั้น หัวเราะ
บทสนทนาที่น่าเบื่อในตอนแรกดูเหมือนจะเริ่มพลิกแพลง ดวงตาสีดำ ขนาดใหญ่ของนางเริ่มส่องประกาย
น้อยครั้งนักที่นางจะถูกแหย่จนหัวเราะออกมา คงเป็นเพราะ ไม่มีใครทำ สิ่งนั้นได้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเมื่อเห็นท่าทางของคนตรงหน้า พลันยื่นมือออก ไปอังที่แก้มของนางอย่างอดไม่ได้
“เฉิงฝั่ง เจ้าอย่างอนนะ ถ้าเจ้างอน ข้าคงรู้สึกกลัวขึ้นมา”
ร่างกายของนางแข็งทื่อเล็กน้อย และรอยยิ้มบนใบหน้าของ นางก็หยุดนิ่งไป แต่หลังจากกลับมาเป็นปกติ ดูเหมือนว่ามือของเขา ไม่ได้อยู่ที่บนแก้มของนาง
“ข้าไม่ได้งอน” นางเอ่ย “ข้าก็แค่…”
แล้วนางก็เงียบไปอีกครั้ง
ท่าทีเช่นนี้ของนาง น้อยครั้งนักที่เขาจะพบเห็น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องโยนพัดออก แล้วยื่นมือไปอังใบหน้าของนาง
“ก็แค่อะไรรึ” เขาถาม
ท่าทางของเขาอาจดูแปลกไปเสียหน่อย แต่เขาก็ถามนางอย่าง จริงจัง…
“เพียงแต่ ข้าไม่เคยรู้สึกดีมาก่อน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยตอบ
ไม่เคยรู้สึกดีมาก่อนอย่างนั้นรึ
แม้บ่อยครั้งที่เขารู้สึกได้ว่านางลำ บากกว่าเขา แต่นางก็ไม่เคย ปริปากเลยสักครั้ง บัดนี้คำ พูดที่ออกมาจากปากนาง ถึงแม้จะไม่ใช่ คำ บ่นคำ ตัดพ้อใดๆ แต่พอเขาได้ฟังก็รู้สึกสะเทือนใจนัก แต่ขณะ เดียวกันก็รู้สึกชื้นใจ เฉกเช่นตอนที่เขากับลิ่วเกอร์เล่นด้วยกันตอน เด็กๆ ตอนที่ลิ่วเกอร์ยื่นมือให้เขา แล้วเรียกเขาว่าท่านพี่
นั่นเป็นความรู้สึกของการพึ่งพิงใครสักคน
หัวใจของจิ้นอันจวิ้นอ๋องพองโต มองดูใบหน้าสีขาว คิ้วเรียว ยาว นัยน์ตาคม ริมฝีปากเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะโน้ม ตัวเข้าไปกอดเหมือนที่เขาเคยกอดลิ่วเกอร์ เขาอยากจุมพิตนาง
ริมฝีปากอุ่นถูกกดลงบนแก้ม ผิวที่นุ่มและแน่นกระชับเล็กน้อย สัมผัสกัน ทำ ให้ทั้งสองตัวสั่นพร้อมกัน และร่างกายของพวกเขา พลันเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อทันที
ความรู้สึกนี้มัน มัน… ไม่เห็นเหมือนตอนที่เขาหอมแก้มลิ่ว เกอร์เลยนี่…
เขารู้สึกราวกับว่ามีน้ำ มันในหม้อเดือดราดเทบนร่างกายของ เขาแล้วจุดไฟ เลือดของเขาเดือดปุดๆ และวิ่งไปรอบๆ ทั่งทั้งใน ร่างกายของเขา เขาไม่สามารถนั่งนิ่งได้
เขาจำ ได้ว่าเขาเคยกอดนาง แม้ว่าความรู้สึกนั้นจะไม่แจ่มชัด มาก แต่เขาก็ยังคิดถึงมันเป็นครั้งคราวกลางดึก และนั่นทำ ให้เขามัก จะนอนไม่หลับพลิกตัวไปมาทั้งคืน
ณ เวลานี้ ต่างจากความรู้สึกตอนยืนกอดเมื่อก่อนร่างกายที่ กดลงไปนั้นช่างเหมือนกับผ้าห่มนุ่มๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกระแอมในลำ คอ และเสียงพึมพำ คลุมเครือ ออกมาจากปากของเขา เขาเอื้อมมือไปคว้าเอวของร่างบางที่อยู่ด้าน ล่าง และริมฝีปากบนแก้มของเขาเลื่อนไปที่ริมฝีปากของนางโดยไม่ ลังเลและแม่นยำ
สาวใช้ทั้งสองที่หมอบอยู่ใต้หน้าต่างก็รีบทรุดตัวลงราวกับถูก ต่อยเข้าที่หน้า พวกนางรู้สึกเขินอาย แต่ด้วยความที่ไม่กล้าส่งเสียง จึงรีบคลานหนีออกไป
พร้อมกันนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากข้างหลัง
แต่พวกนางกลับไม่สนใจเลย จากนั้นก็พากันมายืนใต้ต้นไม้ ข้างๆ กัน ทั้งสองมองใบหน้าที่แดงก่ำ ของกันและกัน
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องกังวลไป” ซู่ซินเอ่ยตะกุกตะกัก “ก็คู่สามี ภรรยาน่า ทะเลาะกันคืนดีกันบนเตียงเป็นเรื่องธรรมดา”
ปั้นฉินอยากจะพูดอะไรตอบกลับ แต่กลับพูดไม่ออก ได้แต่ หน้าแดงและยิ้มเจื่อนๆ ให้
“ต่อไปอย่าลากข้าเข้าไปยุ่งเรื่องแบบนี้อีกล่ะ” ซู่ซินถลึงตาใส่
ปั้นฉินยังคงยืนยิ้มไม่เอ่ยอะไรต่อ ทำ เอาซู่ซินเองก็อดหัวเราไม่ ได้
ขณะที่สาวใช้ทั้งสองกำ ลังยืนหัวเราะกัน จู่ๆ ขันทีจิ่งก็รีบวิ่งเข้า มาอย่างลุกลี้ลุกลน
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท” เขาตะโกนเรียกจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ปั้นฉินกับซู่ซินรีบเข้าไปห้าม
“ข้ามีเรื่องด่วนต้องทูลให้ฝ่าบาททราบ” ขันทีจิ่งขมวดคิ้วแล้ว เอ็ดสาวใช้
“ฝ่าบาทกับฮูหยิน…ยุ่งอยู่เพคะ” ปั้นฉินหน้าแดงเอ่ยตอบ
พวกเขาจะยุ่งอะไรกันนักหนานะเวลาแบบนี้!
ขันทีจิ่งย่ำ เท้าไม่พอใจ
“อย่ามัวแต่เล่นน่า นี่เรื่องด่วนนะ” เขาเอ่ยแล้วผลักสาวใช้ที่ ขวางทางออก
แม้ว่าขันทีจิ่งจะทุพพลภาพในวังตั้งแต่ยังเด็ก แต่พลังของเขา เหลือเฟือยิ่งนัก สองสาวใช้ดูเหมือนจะหยุดเขาไม่ได้เลยสักนิด
ซู่ซินและปั้นฉินตื่นตระหนก แต่โชคดีที่ขันทีจิ่งไม่บุกเข้ามา โดยตรง แต่ยืนอยู่นอกประตูและโค้งคำ นับ
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท” ขันทีจิ่งตะโกนเรียก
เมื่อได้ยินเสียงเรียกดังนั้น จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นั่งกองอยู่บนพื้น รู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและเดินออกไปราวกับ จะว่าหนี
พอเดินออกไปเท่านั้น เขากลับรู้สึกว่า ไม่น่ารีบออกมาเลย
เพราะเขาไม่รู้ว่าสภาพของตนเองตอนนี้เป็นเช่นไร เสื้อผ้า อาภรณ์ผมเผ้าดูเรียบร้อยดีหรือไม่
เขาควรจะเข้าไปตรวจสภาพตนเองในห้องน้ำ เสียก่อน
ขันทีจิ่งก็เหมือนคนกันเอง ต่อให้เขาถูกถามคำ ถามอันใด
ก็ตาม หากเขาไม่ต้องการตอบ ก็แค่ไม่ต้องตอบเท่านั้น ไม่เห็นต้อง สนใจอะไรมากมายกับเสื้อผ้าหน้าผมของตนเองว่าจะเป็นเช่นไรเลย นี่นา เพราะตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา…
ขณะที่เขากำ ลังยืนครุ่นคิดอยู่นั้น ขันทีจิ่งก็เดินเข้ามาเปิดผ้า ม่านอย่างไม่รอช้า เมื่อเขาได้เห็นดังนั้น จึงรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ
“ฝ่าบาท” ขันทีจิ่งดูเหมือนจะไม่ชำ เลืองสำ รวจร่างกายของเขา แต่อย่างใด แต่กลับโพล่งออกมาด้วยท่าทีอันร้อนรน “แย่แล้วขอรับ”
…
ขณะเดียวกัน ณ เรือนตระกูลเฉิน เฉินเซ่าที่เพิ่งจะกลับเข้ามา กำ ลังวางถ้วยน้ำ ชาลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง
“ไม่ดีตรงไหน” เขาเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ไหนที่เจ้าว่าไม่ดี ไม่ดีตรงไหน”
ฮูหยินเฉินทำ หน้าเศร้า
“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนถ้าให้ส่งนางไปนั่งเรียนเป็นเพื่อน” ฮู หยินเอ่ยอย่างคับข้องใจ “นายท่านกลับไม่เห็นด้วย ให้ข้าไปบอกแม่ หญิงสิบแปดว่าต่อไปไม่ต้องให้แม่นางสิบเก้าไปที่นั่นแล้ว”
เฉินเซ่าถอนหายใจ
“การไปนั่งเรียนเป็นเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลกก็จริง เพียงแต่ข้า หมายความว่า ช่วงนี้คงต้องหยุดไปสักพักก่อนจะเป็นการดี” เฉินเซ่า เอ่ย จากนั้นนิ่งไปสักพัก “เพราะตอนนี้ ไทเฮาทรงเล็งคนที่จะเข้ามา แต่งงานกับองค์รัชทายาทอยู่น่ะสิ อายุอานามของเฉินตันเหนียงเอง ก็ดูเหมือนจะเข้าข่าย”
ฮูหยินเฉินทำ หน้าตกตะลึง จากนั้นก็หัวเราะออกมา
“ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้เองหรอกหรือ” นางหัวเราะ พลางริน น้ำ ชาให้เขา “ต่อให้ไทเฮาถูกใจนางก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่ หาก พระองค์ประสงค์เช่นนั้นจริงๆ ละก็คงมาขอท่านด้วยตัวเองแหละ หรือท่านจะกลายเป็นพวกที่ปฏิเสธพระองค์ไม่เป็นอย่างนั้นรึ”
อย่าว่าแต่ไทเฮาเลย ระดับฮ่องเต้เขาเองก็เคยปฏิเสธมาแล้ว หลายครั้ง เฉินเซ่าคว้าถ้วยชาพลางขมวดคิ้ว
“เพียงแต่ว่า ถ้าหาก…” ขณะที่เขากำ ลังจะเอ่ยต่อ จู่ๆ สาวใช้ก็ โผล่เข้ามา
“นายท่าน นายใหญ่ขอเข้าพบเจ้าค่ะ”
เฉินเซ่าหยุดการสนทนา วางถ้วยชาลง
“เดี๋ยวข้าเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วจะตามเข้าไป” เขาเอ่ยตอบ เพราะว่ามัวแต่พูดคุยอยู่กับฮูหยินเลยล่าช้า
ขณะที่เขากำ ลังจะออกไป พ่อบ้านก็รีบเข้ามาอีกครั้ง
“นายท่าน มีพระราชโองการจากในวังขอรับ”
นี่เป็นเรื่องปกติของตระกูลเฉินที่คอยทำ หน้าที่รับพระ ราชโองการ เพียงแต่
เหตุใดถึงได้มาออกพระราชโองการในเวลาแบบนี้กัน
นอกจากนี้ พระราชโองการที่เรียกกันโดยทั่วไปส่วนใหญ่มัก เป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงมีการแจ้งแก่ผู้รับไว้ล่วงหน้าแล้ว
เฉินเซ่าคิดพลางขมวดคิ้ว
กะทันหันเช่นนี้ ต้องการอะไรกันแน่
…
“เรื่องอันใดแย่แล้วงั้นรึ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้วสงสัย พลาง จัดแจงเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่ขันทีจิ่งไม่ได้ใส่ใจท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของเขา
“ไทเฮามีพระราชโองการเลือกคู่หมั้นหมายขององค์รัชทายาท ขอรับ” ขันทีจิ่งเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกตกใจกับข่าวกะทันหันนี้
“ใครรึ” เขารีบถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
แต่เสียงของเขากลับถูกกลบด้วยอีกเสียงที่ดังกว่า
“พระราชโองการงั้นรึ” เฉิงเจียวเหนียงร้องถามขึ้นกลางอากาศ จากนั้นค่อยๆ เดินออกมาจากในห้อง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงรีบหันไปทางนาง ไม่ได้สนใจคำ ถามของ ตนเอง
“ท่านกำ ลังจะบอกว่า ไทเฮาใช้พระราชโองการกับเรื่องการ เลือกคู่หมั้นให้องค์รัชทายาทอย่างนั้นรึ” เฉิงเจียวเหนียงมองไปยังขันทีจิ่งแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
ขันทีจิ่งรู้สึกตงิดในใจกับคำ พูดคำ จาของนาง
นี่นางกำ ลังแย่งฝ่าบาทพูดอยู่นะ…จากนั้นจึงหันไปคำ นับนาง
“ไทเฮามีพระราชโองการ เลือกแม่นางเฉินสิบเก้าจากตระกูล เฉินเป็นพระชายาของมกุฎราชกุมารพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งเลือกเอ่ยตอบ คำ ถามของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ตระกูลเฉินอย่างนั้นรึ!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกประหลาดใจ
ผิดกับท่าทีของเฉิงเจียวเหนียงที่ดูนิ่งดูดาย
“พระราชโองการเชียวรึ” นางเอ่ยพึมพำ
…
นายใหญ่เฉินยืนอยู่ในห้องโถง เขาคลายมือออก คันธนูยาว ตกลงกับพื้น คันธนูหนักกระแทกกับพื้นเกิดเป็นเสียงดัง สาวใช้ทั้ง ภายในและภายนอกต่างมองด้วยความประหลาดใจ
ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเซียว
พระราชโองการอย่างนั้นรึ…” เขาพึมพำ