พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 125 แผนการร้ายของสิบขันที
บทที่ 125 แผนการร้ายของสิบขันที
ระเบียบกฎเกณฑ์ของสิบขันทีนั้นมีมากมาย อย่างเช่นตำแหน่งที่นั่ง เตียวเหยียงจะนั่งอยู่ทางขวามือเสมอ
ในราชวงศ์ฮั่นจะถือขวาเป็นผู้สูงส่ง และเพราะมีแนวโน้มนับขวาเป็นเจ้า นับซ้ายเป็นต่ำศักดิ์ จึงส่งผลกระทบต่อมุมมองคนรุ่นหลังในเรื่องของ ‘ลำดับชั้นซ้ายขวา’
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและตะวันตก ‘ขวาสูงศักดิ์ซ้ายต่ำศักดิ์’ มีบันทึกไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยทั่วไปขุนนางที่ถูกลดตำแหน่งจะถูกเรียกว่า จั่วเชียน*[1]
เจาอี้ นักประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์ชิงยังกล่าวไว้ในหนังสือไกอวี๋ฉงเข่า*[2] ของเขาไว้ว่า ‘ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและตะวันตกใช้ขวาซ้ายแยกลำดับชั้น ซึ่งบัญญัติไว้มาเนิ่นนานแล้ว’
ราชวงศ์ฮั่นสืบทอดระบบฉิน ประเพณี ‘ยกย่องขวา’ ของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและตะวันตก ก็อาจมาจากกฎและข้อบังคับของราชวงศ์ฉินด้วย
เห็นได้ชัดว่าในราชวงศ์ฮั่น ตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายขวานั้นจะสูงกว่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย
ย้อนไปในช่วงราชวงศ์ฮั่นตอนต้น เฉินผิงกับโจวปั๋ว ได้สร้างผลงานใหญ่ในการปราบจลาจลจูลวี่ หลังจากพระเจ้าฮั่นเหวินตี้สืบราชบัลลังก์ ก็แต่งตั้งให้โจวปั๋วกับเฉินผิงเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายและขวา
ทว่าเฉินผิงคิดว่าคุณงามความดีของโจวปั๋วมีมากกว่า จึงสละตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาให้
นอกจากตำแหน่งอัครเสนาบดีแล้ว ตำแหน่งอื่นในราชสำนัก ส่วนใหญ่ยังปฏิบัติตามหลักการ ‘ยกย่องขวา’ ด้วย
ผู้ที่มีตำแหน่งทางการสูง มักถูกระบุเป็นฝ่ายขวา เพื่อแสดงถึงความสูงศักดิ์
จากประเพณี ‘ยกย่องขวา’ ที่ซึมลึกอยู่ในใจคน ความหมายของ ‘ซ้าย’ ‘ขวา’ ในทางบริบทก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น
ตัวอักษร ‘ขวา’ มีความหมายในเชิงบวก เช่น ‘ไม่มีใครเทียบได้’ เป็นต้น ส่วนตัวอักษร ‘ซ้าย’ แฝงไปด้วยความหมายเชิงลบ เช่น ‘ลดตำแหน่ง’
แน่นอนว่า ยังมีกรณีของการยกย่องซ้ายด้วย ซึ่งมักจะปรากฏในตำแหน่งทางทหาร และมักจะปรากฏมากอยู่ในราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย
ตัวอย่างเช่น ในบรรดาขุนพลตำแหน่งสำคัญในสมัยราชวงศ์ฮั่น ผู้ที่มีคำว่า ‘ซ้าย’ ‘ขวา’ ระบุอยู่ด้วย มักจะเป็นขุนพลสี่ทิศ
ตามหนังสือจีนตำนานเว่ยชิง ฮั่วชวี่ปิ้งกล่าวว่า ‘หลางจงลิ่ง หลี่กว่าง เป็นแม่ทัพหน้า ไท่ผูกองซุนเฮ่อเป็นแม่ทัพซ้าย จู่เจวียจ้าวสือฉีเป็นแม่ทัพขวา และผิงหยางโหวเซียงเป็นแม่ทัพหลัง ล้วนต่างเป็นแม่ทัพใหญ่’*[3]
ตามหลักการ ‘หนังสือคือพระเจ้า’ ของนักประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าลำดับของขุนพลสี่ทิศนั้นแยกเป็นหน้า ซ้าย ขวาและหลัง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ลำดับแม่ทัพซ้ายควรอยู่ในลำดับที่สูงกว่าแม่ทัพขวา
‘กฎเกณฑ์’ นี้ ยังใช้กับช่วงสามก๊กในสมัยฮั่นตอนปลายด้วย
หลังจากที่เล่าปี่ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ แม่ทัพขวาเตียวหุยได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก และแม่ทัพซ้ายม้าเฉียวได้เลื่อนเป็นเเม่ทัพทหารม้าจู่โจม
และตามบันทึก ‘ฮั่นอี๋’ เเม่ทัพทหารม้าจู่โจมมีตำแหน่งเป็นอัครเสนาบดี (เฉิงเซี่ยง) ส่วนแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักมีตำแหน่งเป็นอัครเสนาบดี ‘แค่ในนาม’ (ช่างชิง) จากการที่ เเม่ทัพทหารม้าจู่โจมอยู่เหนือกว่าแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักจะเห็นได้ว่าแม่ทัพซ้ายอยู่เหนือกว่าแม่ทัพขวา*[4]
เตียวเหยียงได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากแนวคิดนี้ และมักจะนั่งตำแหน่งแรกทางขวามือเสมอ ส่วนเตียวต๋งก็นั่งตรงตำแหน่งแรกทางซ้ายมือ จากนั้นอีกสิบคนที่เหลือก็นั่งลงตามลำดับสถานะ
“รบกวนทุกท่านมาอีกรอบแล้ว”
เตียวเหยียงมองไปยังสมาชิกในกลุ่มเล็ก ๆ ของตัวเอง และสุภาพออกมาก่อนตามประเพณี
“ไม่ทราบว่าท่านเหยียงมีสิ่งใดรับสั่งรึ?”
คนแรกที่พูดคือซ่งเตี่ยน เขามีสถานะอยู่ในอันดับต้น ๆ ในบรรดาสิบขันที
ซ่งเตี่ยนกินเงินเดือนสองพันต้าน รับผิดชอบดูแลจัดการเอกสารของฮ่องเต้กับออกฎีกาในนามฮ่องเต้ และเป็นขันทีที่ใกล้ชิดองค์ฮ่องเต้
เตียวเหยียงมองไปที่ซ่งเตี่ยน จากนั้นก็เคลื่อนสายตาไปมองหน้าเตียวต๋ง ก่อนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
เตียวเหยียงกับเตียวต๋งอยู่ด้วยกันทุกวัน จึงเข้าใจความหมายของเตียวเหยียงทันที
“ทุกท่าน ข้ากับท่านเหยียงรบกวนทุกท่านมาในวันนี้ ความจริงแล้วมีเรื่องสำคัญมาก!”
ทั้งสิบคนที่นั่งอยู่พากันยืดตัวตรง ก่อนกุมมือไปทางเตียวเหยียงกับเตียวต๋ง
“เชิญท่านเหยียงกับท่านต๋งสั่งมาได้เลย”
“อืม”
เตียวต๋งโบกมือ บ่งบอกให้พวกเขาทำตัวตามสบายได้
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ฮองฮูสงได้กล่าวหาข้าอย่างเปิดเผยในท้องพระโรง คาดว่าทุกท่านคงได้ยินมาแล้ว!”
ทุกคนพากันพยักหน้า สีหน้าเปี่ยมไปด้วยโทสะ
สิบขันทีเป็นกลุ่มก้อนกลุ่มหนึ่ง เมื่อคนหนึ่งรุ่ง ทุกคนก็รุ่ง เมื่อคนหนึ่งล่ม ทุกคนก็ล่ม
อีกอย่าง… การฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เตียวต๋งทำ พวกเขาเองก็ทำกันไม่น้อยเลย
ฮองฮูสงกล่าวหาเตียวต๋ง ก็เหมือนกล่าวหาสิบขันทีด้วย!
กุยเสงมีอารมณ์แปรปรวนมากที่สุด สีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความชิงชัง!
“การกระทำทุกสิ่งอย่างของฮองฮูสงนั่น น่าจะได้รับการอนุญาตมาจากท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว!”
“น่าชังเจ้าแม่ทัพโฮผู้นั้นนัก หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่เป็นคนบ้านเดียวกันจึงช่วยสนับสนุนน้องสาวของเขาให้ได้เป็นฮองเฮา เขาจะมีอำนาจเหมือนอย่างทุกวันนี้หรือ!”
เตียวเหยียงทำหน้าเคร่งขรึม ดวงตาหรี่เล็กเผยจิตสังหารออกมาเป็นครั้งคราว
“คิดดู โฮฮองเฮาผู้นั้นเป็นแค่ธิดาคนขายเนื้อ มีสถานะต่ำต้อย! หากไม่ใช่เพราะพวกเรา นางจะมีโอกาสได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทหรือ? หากไม่ใช่เพราะพวกเราช่วย นางจะก้าวขึ้นที่สูง ไปเป็นมารดาแห่งแผ่นดินได้อย่างไร!”
เตียวเหยียงยิ่งพูดก็ยิ่งมีน้ำโห นึกถึงโฮจิ๋นที่เปลี่ยนจากขอร้องเขาเสียงอ่อน มาจนถึงหยิ่งยโสไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาในตอนนี้ ไฟโทสะที่สุ่มอยู่ในใจก็ระเบิดออกมา!
“ไอ้คนขายเนื้อเนรคุณ บัดนี้เกรงกลัวจะถูกทรยศ! เท่าที่ข้ารู้ คนของโฮจิ๋นมักจะขู่สังหารหมู่พวกเราเสมอ!”
ทันทีที่เตียวต๋งพูดคำเหล่านี้ออกมา เหล่าขันทีต่างเงียบไป หากเป็นไปได้พวกเขาก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับโฮจิ๋น
อย่างไรเสีย นอกจากโฮจิ๋นแล้ว ยังมีตระกูลขุนนางเก่าแก่ เหล่าราชนิกุล และชนชั้นสูงที่ต้องเผชิญอยู่อีก!
“หึ ๆ หึ ๆ หึ ๆ”
เสียงหัวเราะสะใจทำลายบรรยากาศกดดัน ทุกคนต่างมุ่งความสนใจไปที่เตียวเหยียง
“ท่านเหยียงหัวเราะด้วยเหตุอันใด?”
“หึ หึ หึ ไอ้คนขายเนื้อผู้นั้นดีใจเร็วเกินไป! บัดนี้ฝ่าบาทกำลังทนทุกข์ทรมานจากอำนาจของพระญาติ ท่านจะยอมให้โฮจิ๋นกำเริบเสิบสานได้เยี่ยงไร! ตราบใดที่ฝ่าบาทยังอยู่ พวกเราก็ไม่ต้องกังวล!”
เมื่อเห็นท่าทางภาคภูมิใจของเตียวเหยียง ทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านเหยียงยังคงมองการณ์ไกลได้อย่างลึกซึ้ง”
“พวกเราติดตามท่านเหยียงถึงจะรุ่งโรจน์”
คนอย่างเตียวเหยียงมีจิตใจบิดเบี้ยวยิ่งนัก เขานิยมชมชอบในการประจบสอพลอ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เมื่อเห็นเตียวเหยียงหัวเราะอย่างสบายใจแล้ว เตียวต๋งก็เริ่มพูดต่อ
“ท่านเหยียง แม้จะเป็นเช่นนั้น พวกเราก็มิอาจนั่งรอความตายได้”
“เจ้าฮองฮูสงนั้นกล่าวหาข้า หากเราไม่สู้กลับ เขาต้องคิดว่าเราสิบขันทีกลัวคนขายเนื้อเป็นแน่!”
“ถึงครานั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนมาปั่นหัวเราสักกี่คน!”
“นั่นสิท่านเหยียง เราต้องสั่งสอนบทเรียนให้พวกเขา ให้รู้ว่าสิบขันทีอย่างเรานั้นยั่วยุไม่ได้ง่าย ๆ!”
เตียวเหยียงเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกเหนือกว่าและถูกคนอื่นพึ่งพา แม้จะอยู่ต่อหน้าสิบขันทีก็ตาม
“ใช่! โฮจิ๋นผู้นั้นเราจัดการไม่ได้ แค่ฮองฮูสงตัวน้อย ๆ คนหนึ่งจะจัดการไม่ได้อยู่อีกหรือ!”
“เขาไปปราบกบฏทางซีเป่ยแล้วมิใช่หรอกหรือ? ข้าอยากเห็นนัก หากถูกกีดขวางไปเสียหมด จะต่อสู้กับพวกกบฏอย่างไร!”
ดวงตาเตียวต๋งเป็นประกาย ขอเพียงเตียวเหยียงเปิดปากพูด พวกเขาก็สามารถทำทุกอย่างที่พวกเขาต้องการได้!
เมื่อนึกถึงตัวเองเมื่อถูกฮองฮูสงกล่าวหา เตียวต๋งก็ชังจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แทบอยากจัดการฮองฮูสงให้ล่มจมเสียเดี๋ยวนั้น!
“ท่านเหยียง พวกเราตัดเสบียงอาหารและหญ้าเขา ดูสิเขาจะต่อสู้อย่างไร!”
“เจ้าโง่!”
เตียวต๋งรู้สึกตกใจสะดุ้งไปกับคำดุอย่างกะทันหันของเตียวเหยียง ก่อนมองไปที่อีกฝ่ายด้วยสีหน้างุนงง
“ท่านเหยียง นี่…”
เตียวเหยียงพ่นลมหายใจหนัก เขาไม่คิดเลยว่าเตียวต๋งจะเสนอความคิดที่เลวร้ายเช่นนี้ออกมา!
“การกบฏชายแดนถือเป็นงานใหญ่! กล้าดีอย่างไรจึงคิดสอดมือ! หากเจ้าอยากตาย ข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า แต่อย่าเอาพวกเราไปเกี่ยวข้องด้วย!”
เตียวต๋งถูกหัวหน้าดุต่อหน้าธารกำนัลไปรอบหนึ่งก็เสียใจ ดวงตาค่อย ๆ เปียกรื้นขึ้น
“ท่านเหยียง ข้าผิดไปแล้ว! ข้าแต่โมโหเจ้าฮองฮูสงนั่นจนเลอะเลือน”
“ใครในใต้หล้านี้ไม่รู้บ้างว่าเราสิบขันทีล้วนเป็นคนของท่านเหยียง! ไอ้เฒ่าชั่วคนนั้นกล้าทำเช่นนี้ ชัดเจนว่าเขาไม่เห็นท่านเหยียงอยู่ในสายตา!”
“เขากับข้าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้! ข้า… ฮึก ฮือ!”
เตียวต๋งพร่ำร้องไปพลาง พร้อมน้ำตาไหลอาบหน้าไปพลาง ซึ่งดูน่าเวทนายิ่งนัก
“เอาละ เอาละ ข้าใช่ว่ากล่าวโทษเจ้า! แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ามีกี่ดวงตาจับจ้องมาที่เราอยู่ ดังนั้นทำการใดต้องระมัดระวัง”
เตียวเหยียงเห็นเตียวต๋งเป็นเช่นนี้ก็ทนไม่ไหว อย่างไรเสียพวกเขาก็รู้จักกันมาหลายปี
“ท่านเหยียง แล้วในความเห็นท่าน ควรจะจัดการเยี่ยงไร?”
เมื่อเห็นว่าเตียวเหยียงไม่ได้ตำหนิแล้ว เตียวต๋งจึงรีบเช็ดน้ำตา
“หึ ๆ หึ ๆ หึ ๆ”
เตียวเหยียงหรี่ตา พลางส่งเสียงหัวเราะชั่วร้ายออกมาอย่างต่อเนื่อง
[1] 左迁 จั่วเชียน หมายถึง ลดตำแหน่งราชการ แปลตรง ๆ ว่า ย้ายไปทางซ้าย คนโบราณจะถือว่าฝั่งขวาคือลำดับชั้นสูงศักดิ์ ซ้ายคือลำดับชั้นต่ำศักดิ์
[2] หนังสือไกอวี๋ฉงเข่า 陔餘叢考 เป็นหนังสือบันทึกการวิจัยประเภทหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการถามคำถามและแสดงรายการข้อมูลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นรากฐานของข้อมูล ส่วนใหญ่เป็นบทกวี เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ
[3] 郎中令 หลางจงลิ่ง หรือเรียกอีกอย่างว่า กวงลวี้ซุน光禄勋 เป็นตำแหน่งขุนนาง มีหน้าที่ตรวจตรารักษาประตูชั้นในที่สำคัญของพระราชวัง
太仆 ไท่ผู มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลม้าทั้งของหวงตี้และของกองทัพ
主爵 จู่เจวีย เป็นตำแหน่งขุนนาง มีหน้าที่ดูแลควบคุมการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์
[4] เฉิงเซี่ยง 丞相 กับ ช่างชิง 上卿 แปลว่าอัครเสนาบดีได้เหมือนกัน แต่มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างกันไปตามแต่ละยุค อำนาจหน้าที่ก็แตกต่างกันไปในแต่ละสมัย ซึ่งมีข้อแตกต่างกันอยู่สองอย่างคือชื่อเรียกและสถานะ ช่างชิง เป็นการเรียกแบบเคารพยกย่อง ไม่มีอำนาจหน้าที่อะไร และไม่สามารถออกคำสั่งได้ จึงขอเรียกว่า ‘อัครเสนาบดีในนาม’ ส่วน เฉิงเซี่ยง เป็นตำแหน่งเฉพาะไม่ใช่แค่ชื่อเรียก ครอบครองอำนาจทั้งหมด เรียกได้ว่าอยู่ใต้เพียงคนคนเดียว อยู่เหนือกว่าคนนับล้าน จึงขอเรียกว่า ‘อัครเสนาบดี’