พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 127 ไม่คิดเลยว่าซุนฮกจะเป็นแฟนคลับของเล่าเจี้ยง
บทที่ 127 ไม่คิดเลยว่าซุนฮกจะเป็นแฟนคลับของเล่าเจี้ยง
เดิมทีเล่าเจี้ยงคนที่ไม่คิดมากเรื่องรูปร่างหน้าตา ทว่ากลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหากต้องยืนอยู่ข้างชายผู้นี้
บุรุษมองบุรุษอีกคนว่ารูปงาม อีกฝ่ายต้องหล่อเหลาเพียงไหนกัน!
หากเทียบกับเล่าเจี้ยงก็แตกต่างกันราวกับเมฆและโคลน จนแม่ทัพหลังแทบจะดูไม่ได้เลย!
“ท่านอา”
ซุนฮิวแสดงความเคารพต่อผู้มาเยือน เขากุมมือโค้งคำนับ
“ท่านอา?”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองกุนซือของตนด้วยความประหลาดใจ ก่อนหันไปมองชายคนนั้นด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่า
“ท่านคือซุนฮกรึ!”
เครือญาติของซุนฮิวผู้มากพรสวรรค์และรูปงาม ว่าที่เสนาธิการและกุนซือผู้บัญชาการกองทัพของโจโฉ เจ้าวุยก๊ก!
เล่าเจี้ยงร้องเสียงแหลมเล็กด้วยความตื่นเต้น จนตกเป็นจุดสนใจของคนรอบ ๆ
เมื่อถูกคนอื่นจ้องมอง อีกฝ่ายก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ยังพยักหน้า
“เป็นข้าน้อยเอง ท่านคือแม่ทัพหลังใช่หรือไม่”
“หะ… หา! ใช่แล้ว ข้าเอง ข้าชื่อเล่าเจี้ยง!”
เล่าเจี้ยงเห็นความตื่นเต้นของซุนฮกผสมปนเปเข้ากับความเก้อเขินของผู้คนรอบตัวที่ดูเรื่องสนุกอยู่ พลันพูดจาสะเปะสะปะไม่รู้ความเล็กน้อย
เมื่อเตียนอุยที่ตามมาด้วยเพื่ออารักขาเล่าเจี้ยงเห็นว่าผู้คนยังล้อมมองพวกตัวเองอยู่ ก็เผยสีหน้าดุร้ายออกมาทันที
ผู้คนต่างหวาดกลัวจนพากันแยกย้ายออกไป แต่กลับทิ้งข้อความไว้ก่อนจากไปประโยคหนึ่ง
“เร็วเข้า คนผู้นี้น่าเกลียดมาก…”
เตียนอุยไม่รู้สึกตัวเลยว่าผู้คนกำลังพูดถึงตัวเอง ตรงข้าม เขาออกหน้าช่วยเล่าเจี้ยงแทน
“นายท่าน พวกเขาบอกว่าท่านน่าเกลียด จะให้ข้าไปสั่งสอนพวกเขาไหม?”
เล่าเจี้ยงเอือมระอาทันใด ไฉนเขาจึงพาลูกน้องที่โง่เขลาปานนี้มาด้วย!
“เจ้าน่ารังเกียจ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าขี้เหร่!”
“ข้า…”
เตียนอุยยังอยากจะโต้กลับ แต่ถูกนายท่านดุเสียก่อน
“เงียบซะ!”
เล่าเจี้ยงคร้านจะสนใจเตียนอุยที่ทั้งดำขี้เหร่ เขานึกเสียใจภายหลังจริง ๆ ว่าทำไมตนไม่พาจูล่งผู้หล่อเหลามาคุ้มกันแทน
แต่คิดอีกที… เอามาทำไม ให้ตัวเองยิ่งดูหมองลงไปอีกหรือไง?
เล่าเจี้ยงเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ก่อนโค้งคำนับให้ซุนฮก
ไม่น่าเล่าแม้แต่ยีเอ๋ง*[1] ปราชญ์ปากสุนัขแห่งฮั่นตะวันออกยังชมรูปร่างหน้าตาของเขา! ช่างรูปงามไม่มีที่ติจริง ๆ
“สหายซุนมีชื่อเสียงกังวานดุจฟ้าคำราม ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เจอที่นี่”
ซุนฮกรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้รับความสำคัญอย่างไม่คาดฝัน จึงรีบตอบกลับเล่าเจี้ยงอย่างมีมารยาททันที
“ชื่อเสียงอันเล็กน้อยนี้ จะไปเข้าหูแม่ทัพหลังได้อย่างไร”
ซุนฮิวเหลือบมองเล่าเจี้ยงอย่างมีเลศนัย และเข้าใจว่านายท่านต้องการอะไร
“นายท่าน อาซุนฮกของข้ามีนามรองว่าเหวินรั่ว เป็นทายาทสายตรงของตระกูลซุนแห่งเอ่งช้วน บิดาของท่านอาคือซุนกุ่นถูกยกย่องว่าเป็นแปดมังกรแห่งตระกูลซุน”
เล่าเจี้ยงก้มหัวให้ซุนฮิวเล็กน้อย แม่ทัพหนุ่มเข้าใจความหมายแฝงในประโยคของกุนซือตนเองอย่างดี… ว่าเขาไม่มีทางชักชวนซุนฮกได้!
ซุนฮิวเข้าใจความสามารถของซุนฮกเป็นอย่างดี ทั้งคู่เฉลียวฉลาดกันมาตั้งแต่เด็ก แต่น่าเสียดายฐานะทางสังคมต่างกันราวฟ้ากับเหว
ซุนฮกถูกมองว่าเป็นความหวังของตระกูลซุนมาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่ซุนฮิวถูกมองว่าเป็นแค่สมาชิกคนหนึ่งของตระกูลซุนเท่านั้น
ซุนฮกมองไปที่หลานชายตัวเอง ก่อนเลื่อนสายตามาที่เล่าเจี้ยง ราวกับไม่คิดเลยว่าซุนฮิวจะพูดเช่นนี้
เขากล่าวอย่างถ่อมตัว “กงต๋าพูดเกินไปแล้ว ข้าแค่พึ่งพาบารมีท่านพ่อเท่านั้น”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าตัวเองมิอาจชักชวนซุนฮกได้ แต่อีกฝ่ายยังมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ทั้งมีกลิ่นกายหอม การได้พูดคุยกับด้วยดุจดั่งอาบลมในฤดูใบไม้ผลิ ยากจะหยุดสนทนาด้วยได้
“พี่เหวินรั่วถ่อมตัวเกินไปแล้ว กงต๋ามีพรสวรรค์น่าทึ่ง เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ของเหวินรั่วต้องไม่ธรรมดาแน่นอน”
ซุนฮกเผยรอยยิ้มออกมา เล่าเจี้ยงเป็นมิตรกับเขามากจริง ๆ
“ไม่หรอกท่านแม่ทัพหลัง กงต๋ามีพรสวรรค์น่าทึ่งมาก มากกว่าข้าเป็นร้อยเท่า”
แม้แต่ซุนฮิวยังรู้สึกเขินอาย เขาชี้ไปที่ซุนฮกพลางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ท่านอา เหตุใดแม้แต่ท่านยังหยอกล้อข้าด้วย!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ทั้งสองต่างก็มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวหรอก!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงดัง เขาหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากอาหลานสองคนนี้ขนาดไหน แต่น่าเสียดายที่ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก!
“นี่ท่านจะไปร่วมงานชุมนุมวรรณศิลป์หรือ?”
ซุนฮกพยักหน้า “ใช่แล้ว! งานชุมนุมวรรณศิลป์ในปีนี้ค่อนข้างยิ่งใหญ่ ข้าตอบรับคำเชิญของเปิ่นชูไปแล้วด้วย”
อ้วนเสี้ยว! เขาก็ไปด้วยหรือ?
เล่าเจี้ยงอดประหลาดใจไม่ได้ ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะได้เจอคนดังมากมาย “พี่เหวินรั่ว ยินดีร่วมเดินทางไปงานชุมนุมกับพวกเราหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงเชื้อเชิญซุนฮก แม้มิอาจชักชวนเขาเข้ากองทัพตนเองได้ แต่ได้ผูกมิตรกับชายผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย
ซุนฮกมองแม่ทัพหนุ่มด้วยแววตายากจะอธิบาย สีหน้าแฝงไปด้วยความฉงนเล็กน้อย
“แม่ทัพหลัง ท่านไม่กลัวเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือ?”
เล่าเจี้ยงขมวดคิ้วไม่เข้าใจซุนฮกหมายถึงอะไร ก่อนหันไปมองซุนฮิว
“นายท่าน ท่านอาข้าแต่งงานกับลูกสาวของขันทีถังเหิง*[2] ด้วยเหตุนี้ท่านอาจึงมักจะถูกนินทาเสมอ”
ทันทีที่ซุนฮิวอธิบาย เล่าเจี้ยงเข้าใจทันที ความจริงเรื่องนี้จะโทษซุนฮกไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดเขาเลย
ซุนกุ่น บิดาของซุนฮกหวาดกลัวอิทธิพลของเหล่าขันที ถึงให้ซุนฮกแต่งงานกับลูกสาวของขันทีถังเหิง
ปราชญ์อาวุโสซัวหยงเองก็มีปัญหากับเหล่าขันทีจึงต้องดั้นด้นลี้ภัย
เมื่อนึกถึงซัวหยง เล่าเจี้ยงอดปีติยินดีไม่ได้ คราวนั้นหากตัวเองมาไม่ทัน ซัวเอี๋ยมคงไม่กล้าขัดบิดา และแต่งงานกับเว่ยจ้งเต้าตามเดิมเป็นแน่
“แต่หากไร้พวกขันที พระเจ้าเลนเต้ก็คงมิอาจอยู่รอดได้”
เล่าเจี้ยงปลอบโยน แต่ซุนฮกเพียงถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายหัวด้วยความสิ้นหวัง
เพราะเขาแต่งงานกับลูกสาวขันที นับแต่นั้นมาจึงมิอาจเชิดหน้าชูตาได้! ดีที่ตัวเองมีชื่อเสียงเมื่อตอนยังเด็ก ได้รับการทำนายไว้ว่า ‘เป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือฮ่องเต้ได้’ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะถูกผู้คนก่นด่าได้อย่างไร!
“พี่เหวินรั่วไม่ต้องกังวล พบคนรู้ใจ ดื่มกันพันจอกยังว่าน้อย พบคนคุยไม่ถูกคอ ครึ่งคำก็มากเกิน… คนเราหากไม่ถูกชะตา ด่างพร้อยหรือไม่ ก็หาเรื่องมานินทาได้วันยังค่ำ เหตุใดท่านต้องกลัดกลุ้มกับคำนินทาของผู้คนด้วย?”
เล่าเจี้ยงเพียงแค่กล่าวโน้มน้าวไปไม่กี่คำเท่านั้น ซึ่งปัญญาชนอย่างซุนฮก ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความคิดเพราะวาจาไม่กี่คำจากปากของคนอื่นหรอก
สิ่งที่ทำให้แม่ทัพหนุ่มคาดไม่ถึงคือ เมื่อซุนฮกได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาพลันเปล่งประกาย
“พบคนรู้ใจ ดื่มกันพันจอกยังว่าน้อย คุยไม่ถูกคอ ครึ่งคำก็มากเกิน…”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าแม่ทัพหลังสามารถแต่งบทกวีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเจ้าสำบัดสำนวน ช่างมีพรสวรรค์น่าทึ่ง วันนี้ได้เห็นสมกับคำร่ำลือยิ่งนัก”
ครั้นเห็นแววตาชื่นชมของอีกฝ่าย เล่าเจี้ยงก็รู้สึกอายเล็กน้อย
นี่เป็นคำติดปากทั่วไปของเขาเอง หากนับว่าเป็นมีคารมคมคาย เช่นนั้น ‘พรสวรรค์ด้านกวี’ ของคนรุ่นหลังคงมีนับไม่ถ้วน
โซเชียลมีเดีย ทำให้มีนักกวีผุดเป็นดอกเห็ด…
“พี่เหวินรั่วชมเกินไปแล้ว เล่าเจี้ยงมิบังอาจรับไว้!”
ซุนฮกยังมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชม แม่ทัพหนุ่มมีความสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ ช่างหาได้ยากในเวลานี้จริง ๆ จนอดชมไม่ได้
“นายท่านเก่งไปหมดทุกอย่างเสีย เพียงแต่ถ่อมตัวเกินไป ไม่เคยอวดความสามารถของตัวเอง”
“ข้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่นายท่านแต่งบทกวีคืออยู่ที่เมืองปักไฮใช่หรือไม่ ได้ยินว่าตอนที่กล่าวคำอำลากับอาจารย์เต้เหี้ยนได้ ท่านแสดงความทะเยอทะยานผ่านบทกวีออกมา”
เล่าเจี้ยงรู้สึกเขินอายขึ้นมาอีกครั้ง เขา ‘แต่ง’ บทกวีรักมากมายให้ซัวเอี๋ยม เพียงแต่พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้ก็เท่านั้น
“แหะ ๆ ข้ามีความสามงสามารถอะไรกัน! บังเอิญแค่แต่งออกมาได้ก้เท่านั้น ฮ่า ๆ แค่บังเอิญน่ะ!”
การตอบกลับที่น่าอึดอัดของเล่าเจี้ยงกลายเป็นความถ่อมตัวในสายตาของซุนฮก จึงยิ่งมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชมมากยิ่งขึ้น จะกล่าวเยินยอไม่หยุด
“ข้ายังจำบทกลอน ‘ออกสู่ชายแดน’ ที่ล่ำลือของแม่ทัพหลังได้อย่างเลือนราง โดยเฉพาะสองบรรทัดนั้น ‘หากแม้น ขุนพลแกร่ง ยังอยู่ดี จะมิยอม ให้ไพรี ข้ามเขาไป’”
ซุนฮิวเองก็พยักหน้าด้วยความชื่นชมไม่หยุดเช่นกัน “นายท่านมีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก”
ตอนนี้เล่าเจี้ยงทั้งภูมิใจ ทั้งเขินอาย
ภูมิใจที่ได้รับคำชมกับการนับถือของนักปราชญ์ชั้นนำแห่งยุคทั้งสอง
และเขินอายกับความรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ
มีสักบทไหมที่นักท่องเวลาเคิดเอง?
“ความรู้เล็กน้อย ของข้าก็เหมือนกับแสงหิ่งห้อย ท่านทั้งสองแสงสว่างดุจดั่งดวงจันทร์สกาว อย่าล้อข้าอีกเด็ดขาดเลย!”
ซุนฮกชื่นชมในตัวเล่าเจี้ยงจริง ๆ อายุยังน้อย ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหลัง ควบคุมดูแลกองกำลังนับหมื่นคน เหตุใดถึงได้ถ่อมตัวขนาดนี้?
ตัวเองเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างในลกเอี๋ยง ชื่อเสียงไม่ชัดเจน ไม่มีทางยกยอตัวเองเด็ดขาด
เฮ้อ!
แม้แต่ปราชญ์สมัยก่อนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ก็อาจจะไม่เป็นเช่นแม่ทัพหลังผู้นี้
โชคดีที่เล่าเจี้ยงไม่ได้ยินความคิดของซุนฮก ไม่เช่นนั้นคงมุดดินหนีไปแล้ว
เขาหน้าด้านได้นิดหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นไร้ยางอาย!
“ท่านทั้งสอง งานชุมนุมวรรณศิลป์ยังอยู่ห่างไปอีกช่วงหนึ่ง พวกเรารีบไปที่นั่นกันเถิด!”
เมื่อเห็นซุนฮกยังอยากชมตัวเอง เล่าเจี้ยงจึงรีบเร่งเร้าให้เดินทางทันที
[1] ยี่เอ๋ง หนึ่งในที่ปรึกษาของโจโฉที่ปากดีอวดเก่งไม่รู้เวลา จึงถูกประหารชีวิต
[2] ถังเหิง ขันทีเหี้ยมโหดและละโมบจนเป็นที่โจษจัน