พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 167 ซิหลงกลัวตาย
บทที่ 167 ซิหลงกลัวตาย
หลังจากเรื่องจบไป เล่าเจี้ยงยังคงหารือรายละเอียดส่งมอบม้าศึกกับเว่ยจี้ต่อ
ครั้งนี้คุณชายเว่ยว่าง่ายขึ้นมาก ระหว่างคุยก็ไม่มีการไม่พอใจใด ๆ
ถึงอย่างไรเล่าเจี้ยงก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากเกินไป ทำให้ใจที่ปวดร้าวของเว่ยจี้ผ่อนคลายลงบ้าง
“ปั๋วอวี๋ เรื่องนี้สำคัญมาก เจ้าห้ามทำงานใหญ่ข้าล่าช้าเด็ดขาด!”
เล่าเจี้ยงกลัวว่าอีกฝ่ายจะหาข้อแก้ตัวบอกปัด จึงเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
“แม่ทัพหลังไม่ต้องห่วง ในเมื่อข้าน้อยตกปากรับคำกับท่านแม่ทัพแล้ว ไม่มีทางคืนคำแน่นอน!”
เว่ยจี้กล่าวพลางทุบอกรับปาก และให้สัญญาว่าจะไม่มีทางทำเรื่องผิดพลาด
เล่าเจี้ยงค่อยเชื่อใจขึ้นมาบ้าง ต่อให้อีกฝ่ายดื้อดึงแค่ไหน ก็เข้าใจถึงความสำคัญในการเดินทางไปออกรบที่ซีเป่ยของเขา
ยิ่งไปกว่านั้นเว่ยจี้ยังเป็นคนฉลาด ย่อมไม่ทำเรื่องโง่ ๆ โดยตั้งใจแน่นอน
“เช่นนั้นรบกวนปั๋วอวี๋แล้ว”
เรื่องทุกอย่างไปเป็นอย่างราบรื่น อารมณ์ของเล่าเจี้ยงก็ดีขึ้นมาก
“แม่ทัพหลังมิต้องเกรงใจ สามารถแบ่งเบาความกลุ้มใจของท่านได้ นับว่าเป็นเกียรติของข้าน้อยแล้ว”
ภัยร้ายผ่านพ้น เว่ยจี้ก็โล่งใจ แถมยังประจบสอพลอ
“ปั๋วอวี๋ เราเป็นคนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ”
คุณชายเว่ยมองท่าทางจอมปลอมของแม่ทัพหลัง ในใจขยะแขยงเป็นที่สุด แต่ทำได้เพียงยิ้มตาม
“จริงสิปั๋วอวี๋ คนที่อยู่ด้านนอกคือซิหลงคนที่ข้าให้เจ้าหาใช่ไหม?”
เว่ยจี้พยักหน้า การหาชายผู้นี้ทำให้เขาเปลืองแรงไปไม่น้อย
“แม่ทัพหลัง คนผู้นี้ยังไม่ถึงวัยสวมกว้าน สภาพครอบครัวก็ยากจน ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพหาคนผู้นี้ทำไมหรือ?”
“เรื่องนี้ ข้าเองก็ถูกไหว้วานมาอีกทีหนึ่ง!”
เล่าเจี้ยงไม่กล้าพูดว่าเขาเป็นขุนศึกที่ตัวเองชื่นชอบ จึงทำได้แค่หาคำแก้ตัวมั่ว ๆ ไป
“แม่ทัพหลังสนใจพรสวรรค์ของเขาหรือ?”
เมื่อซุนฮิวเห็นเว่ยจี้เอ่ยถึงพรสวรรค์ของซิหลง ก็มีน้ำโหขึ้นมา
“ปั๋วอวี๋ คนผู้นี้มีพรสวรรค์อะไรกัน!? นายท่านอุตส่าห์มาทาบทาม เขายังลังเล เมื่อนายท่านบอกว่าลูกผู้ชายควรต่อสู้ในสนามรบ เขากลับปฏิเสธอย่างไม่ลังเล ชัดเจนว่าเขาเป็นคนตาขาว!”
“คนขี้ขลาดเช่นนี้ จะไปมีพรสวรรค์อะไร!?”
การถูกซุนฮิวพาลใส่ทำให้เว่ยจี้หงุดหงิดเป็นอย่างมาก และบ่นพึมพำในใจไม่หยุด
ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าซิหลงเป็นคนอย่างไร? นายท่านของเจ้าใช้ให้ข้าไปหามิใช่หรือ?
ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อค้นหาเขา แต่ยังถูกตำหนิอีก!
รังแกกันมากเกินไปแล้ว!
ทว่าวาจาเหล่านี้ เว่ยจี้ทำได้เพียงพูดอยู่ในใจเท่านั้น หาได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาบนใบหน้า
“พี่กงต๋า เรื่องราวของซิหลงคนนี้ ข้าไม่ค่อยรู้จริง ๆ ข้าคิดว่าบุคคลที่แม่ทัพหลังหาด้วยตัวเอง จะต้องเฉลียวฉลาดหรือไม่ก็องอาจมากแน่ ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนเช่นนี้”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าซิหลงอาจหาญยิ่ง แม้เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย กระนั้นก็ใช้ขวานใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ยากจะมีใครเทียบได้”
คำพูดของเว่ยจี้ได้ดึงดูดความสนใจของเล่าเจี้ยง
ขวานใหญ่!
ซิหลงใช้ขวานใหญ่เป็นอาวุธไม่ใช่หรือ!?
งั้นก็ถูกคนแล้วใช่หรือไม่?
“ปั๋วอวี๋ เจ้ารู้เรื่องชีวิตของซิหลงหรือไม่ หากเจ้ารู้อะไรบอกข้ามาได้เลย” เล่าเจี้ยงเริ่มมีความหวังขึ้นมา
เว่ยจี้พยักหน้า แล้วบอกเรื่องทั้งหมดที่ตัวเองพอรู้ให้ฟังทันที
ที่แท้ซิหลงเป็นเพียงข้าราชการพลเรือนอยู่ในเมือง ไม่ใช่ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับทหาร
เขาสูญเสียพ่อไปตั้งแต่ยังเด็กเพราะเหตุร้าย แม่ก็ขาหักทั้งสองข้างจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเพราะปกป้องซิหลง
เขาจึงทำได้แค่อยู่ติดบ้าน เรื่องทุกอย่างในครอบครัวต้องพึ่งซิหลงเท่านั้น
เพราะสุขภาพมารดา ซิหลงจึงมิอาจจากบ้านเกิดไปไกลได้ ทุกวันหลังจากเลิกงาน ก็ต้องไปปรนนิบัติมารดาตนก่อน
“เฮ้อ… เป็นคนกตัญญูอีกแล้ว!”
เล่าเจี้ยงรู้ถึงความทุกข์ยากลำบากของซิหลงแล้ว จึงอดอุทานออกมาไม่ได้
เมื่อครู่ยังไม่แน่ใจว่าซิหลงผู้นี้คือซิหลงที่ตามหาหรือไม่ ทว่าตอนนี้นักท่องเวลามั่นใจแล้ว
ในยุคนี้ความกตัญญูสำคัญมาก หากแม้แต่มารดาก็ไม่รู้คุณ คงต้องถูกผู้อื่นรังเกียจแน่
หากถูกผู้คนหันหลังให้ เหลือไว้แค่เพียงความเสื่อมเสีย ก็อย่าได้คิดจะมีอนาคตอะไรเลย
“กงต๋า เหวินเหอ พวกเจ้าอยู่เป็นเพื่อนคุยกับเว่ยจี้ไปก่อน ข้าออกไปสักประเดี๋ยว”
ใจของเล่าเจี้ยงได้ลอยไปอยู่ที่ซิหลงแล้ว ตัวก็แทบจะพุ่งทะยานตามออกไปอย่างทนไม่ไหว
ซิหลงยังคงยืนอยู่ที่เดิม แม้ว่าจะดูไม่เข้ากับของรอบตัว แต่กลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
“กงหมิง หากยืนเหนื่อยแล้ว ก็เข้าไปนั่งพักในห้องได้”
ซิหลงเห็นว่าเป็นเล่าเจี้ยงเดินเข้ามา ก็รีบกุมมือคำนับ
“คารวะแม่ทัพหลัง”
“กงหมิงไม่ต้องมากพิธี”
เล่าเจี้ยงเดินเข้าไปใกล้ ในสายตาเผยความนับถือออกมาอย่างสุดซึ้ง
คนที่เห็นความกตัญญูเป็นสำคัญเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไร ยุคไหน ก็ล้วนมีค่าให้เคารพ
“กงหมิงปฏิเสธข้า เพราะมารดาเจ้าหรือ?”
ซิหลงแววตาเหม่อลอยไม่พูดจา เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ
เล่าเจี้ยงรู้สึกยินดี ขอแค่มีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ ที่น่ากลัวที่สุดคือแยกทางกันไปโดยไม่ทันได้ลงมืออะไรเลย!
ตอนนั้นไทสูจู้ก็เหมือนกันนี่มิใช่หรือ? เมื่อผ่านด่านมารดาไปแล้ว ถึงจะชักชวนเขาได้
“กงหมิง ในมือข้ามีขุนศึกคนหนึ่ง ชื่อไทสูจู้ นามรองจืออี้ ตอนนี้เป็นผู้บัญชาการทหารม้าเกราะหนัก ควบคุมทหารม้าเรือนหกพัน”
“จืออี้ก็เหมือนกับเจ้า เคยเป็นข้าราชการตัวน้อย ๆ ในแคว้นเซียงจิ๋วมาก่อน แต่เขากลับเข้าไปพัวพันกับการขัดแย้งระหว่างจวนเจ้าแคว้นกับจวนเจ้าเมือง จำต้องระเห็จตัวเองลี้ภัยไปยังเหลียวตง”
“น่าเสียดาย เมื่อถึงเมืองปักไฮก็ถูกเจ้าหน้าที่ของจวนเจ้าแคว้นจำได้ และเกือบถูกจับเข้าคุก”
“ตอนนั้นข้าอายุได้สิบขวบ เดินทางไปร่ำเรียนที่เมืองปักไฮพอดี และได้พบสองแม่ลูกไทสูจู้ที่จนตรอกเข้า ดีที่บิดาข้ากับอึ๊งอ๋วนผู้ตรวจการแคว้นเซียงจิ๋วในตอนนั้นมีความหลังด้วยกัน เขาจึงฝืนใจเห็นแก่หน้าข้า!”
“จืออี้เองก็เหลือเพียงมารดา ตอนนี้ถูกข้ารับมาดูแลอยู่ในจวน ส่วนจืออี้ตามข้าออกรบทั่วแผ่นดิน ผ่านสงครามน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน! เพียงแค่ปีเดียว ก็ได้เลื่อนเป็นผู้บัญชาการและนำทหารกองหนึ่ง!”
เล่าเจี้ยงกล่าวอย่างจริงใจ พลางมองซิหลงด้วยดวงตาเปี่ยมความหวัง
ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเสมอ! เพียงแต่เมื่อเทียบกับไทสูจู้ ซิหลงยังห่างไกลจากสถานการณ์จนตรอกมาก
ทว่าเงื่อนไขเหล่านี้ก็ดีมากเช่นกัน ในหนึ่งปี ก็สามารถเลื่อนตำแหน่งที่คนส่วนใหญ่ไม่มีทางเอื้อมถึงได้!
ซิหลงทำงานเป็นข้าราชการผู้น้อยอยู่ในเมือง รายได้น้อยนิดมาก ไม่ว่าเขาจะกตัญญูมากแค่ไหน สภาพความเป็นอยู่ต้องถูกจำกัดเพราะรายได้น้อยแน่นอน คุณภาพชีวิตก็ไม่ดีเท่าจวนแม่ทัพหลังของเล่าเจี้ยงแน่
เรื่องพวกนี้ซิหลงไม่เข้าใจหรือ? เขาเข้าใจทุกอย่าง และเข้าใจทุกคำเชิญชวนที่แม่ทัพหลังเสนอให้ด้วย
น่าเสียดาย ซิหลงยังคงไม่สามารถโน้มน้าวใจตัวเองได้
จิตสำนึกหวั่นเกรงสงคราม… เขากลัวตายในสนามรบ!
“น้ำใจของแม่ทัพหลัง ข้าน้อยซาบซึ้งทว่ามิอาจแสดงออกมาเป็นคำพูดได้ เพียงแต่ข้ามิอาจตกลงท่านแม่ทัพได้จริง ๆ”
เล่าเจี้ยงรู้แม้ตอนนี้ซิหลงจะปฏิเสธตัวเองแล้ว แต่หัวใจต้องมีสั่นคลอนแน่ ซึ่งมองเห็นได้จากดวงตาของซิหลง
“กงหมิงกลัวการไปสนามรบหรือ?”
ซิหลงพยักหน้าอย่างเรียบนิ่งเพื่อยืนยันเรื่องนี้ โดยปราศจากความอับอายใด ๆ
“ข้ากลัวตาย และไม่อยากตายด้วย!!”