พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 178 ยกทัพออกรบด้วยความโกรธ
บทที่ 178 ยกทัพออกรบด้วยความโกรธ
เตียวอุ๋นออกคำสั่งรบกับเปียนจางไม่ทันไร ซุนเกี๋ยนผุดยืนค้านทันที
“แม่ทัพเตียวใจเย็น ๆ ไอ้เลวเปียนจางแม้จะน่าชัง กระนั้นหากส่งทัพออกรบอย่างหุนหันพลันแล่น คงไม่พ้นติดกับดักพวกเขา”
ซุนเกี๋ยนอยู่ในสนามรบมานาน ย่อมรู้ว่าสภาพอย่างเตียวอุ๋นต้องให้ศัตรูฉวยโอกาสได้อย่างแน่นอน จึงรีบค้านขึ้นมา
“ข้าตัดสินใจไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวอีก!”
เมื่อเตียวอุ๋นได้ยินซุนเกี๋ยนค้าน ก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว จึงตำหนิเขา
“แม่ทัพเตียว ข้า…”
พยัคฆ์แห่งกังตั๋งยังอยากจะพูด กลับเห็นเล่าเจี้ยงส่ายหน้าให้ตัวเอง
“เฮ้อ!”
ซุนเกี๋ยนถอนหายใจ ดูผิดหวังอย่างยิ่ง
ครั้นเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านอีก ความโกรธในใจเตียวอุ๋นก็สงบลงเล็กน้อย
“แม่ทัพทุกท่าน พรุ่งนี้สามเกิงหุงหาอาหาร ห้าเกิงออกจากเมือง ศึกครานี้ต้องสร้างความเสียหายแก่ศัตรูให้ได้!”*[1]
ทุกคนยืนขึ้นพร้อมกัน และพากันกุมมือรับคำสั่ง
“รับทราบ!”
เตียวอุ๋นเห็นว่าทุกคนรับคำสั่งตัวเองแล้ว มีเพียงเล่าเจี้ยงนั่งเฉยอยู่ด้านข้าง ไม่แสดงท่าทางใด ๆ เขาจึงโพล่งถามทันที
“แม่ทัพหลัง ขัดข้องอะไรรึ?”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นกุมมือคำนับ
“แม่ทัพเตียวกังวลเกินไปแล้ว เล่าเจี้ยงไม่คัดค้าน เพียงแต่ทหารข้าเหนื่อยจากการเดินทางไกล! จึงอยากให้พวกเขาพักผ่อนสักสองสามวัน แล้วค่อยออกรบ ไม่ทราบว่าแม่ทัพเตียวจะอนุญาตหรือไม่?”
เมื่อเตียวอุ๋นได้ยินคำพูดนี้ก็ดึงสีหน้าลงทันใด ดวงตาสองข้างที่มองแม่ทัพหลังค่อย ๆ หรี่ลง
เล่าเจี้ยงไอ้ตัวดี! ข้าสุภาพกับเจ้าขนาดนี้ เจ้าไม่ช่วยข้าปราบศัตรูก็ไม่เป็นไร แต่นี่กลับยังกล้าหน้าด้านทิ้งงานกับข้าอีก!
ช่างเถิด ถึงอย่างไรกองทัพหมื่นคนของเจ้าก็ไม่ได้สำคัญอะไร!
“ในเมื่อแม่ทัพหลังไม่ยินดีเข้าร่วมการต่อสู้ เช่นนั้นเตียวผู้นี้ก็จะไม่บังคับ พรุ่งนี้เรื่องเฝ้ารักษาเมืองก็ให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพหลังแล้วกัน!”
“ขอบคุณมาก!”
เล่าเจี้ยงไม่สนใจท่าทางของเตียวอุ๋น เขาบรรลุเป้าหมายแล้ว
“เอาละ ทุกท่านรีบไปตระเตรียมเถิด!”
หลังจากเตียวอุ๋นพูดจบก็สะบัดตัวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะชายตาแลเล่าเจี้ยง
“หึ หึ หึ หึ หึ หึ…”
เล่าเจี้ยงยืนขึ้น มองเตียวอุ๋นจากไปอย่างวางใจจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“แม่ทัพหลังหัวเราะด้วยเหตุอันใดหรือ?”
ซุนเกี๋ยนเดินไปหาเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้ายังคงกลัดกลุ้ม น่าจะยังกังวลกับพฤติกรรมประมาทของเตียวอุ๋น
“พี่เหวินไถ ไม่มีอะไร แม่ทัพเตียวตัดสินใจเช่นนี้แล้ว พวกเราควรจะยินดีกับเขาสิ มิใช่หรือ!”
พยัคฆ์แห่งกังตั๋งมองมาด้วยสายตาฉงน แม้ไม่รู้ว่าเล่าเจี้ยงหมายถึงอะไร แต่มันไม่ได้เด็ดเดี่ยวผึ่งผายอย่างที่เจ้าตัวพูดแน่นอน
“เหตุใดเมื่อครู่แม่ทัพหลังถึงห้ามไม่ให้ข้าโน้มน้าวใต้เท้าเตียวเล่า?”
เล่าเจี้ยงละยอมใจซุนเกี๋ยนจริง ๆ ไยถึงได้หัวรั้นขนาดนี้! มิน่าถึงถูกสองพี่น้องตระกูลอ้วนปั่นหัวเอา สุดท้ายก็ตายอยู่ใต้ห่าฝนเกาทัณฑ์*[2]
“แต่เดิมแม่ทัพเตียวเป็นบัณฑิตอยู่แล้ว แต่เพราะไม่มีประสบการณ์นำทัพออกรบ จึงถูกทุกคนเหยียดหยาม ตอนนี้ไม่ง่ายเลยที่จะตัดสินใจสู้รบกับกบฏ หากค้านจะไม่เป็นการทำให้เขาขายหน้าหรอกหรือ? ยิ่งเป็นขุนพลทหารอาสาที่เขาหามาด้วยตัวเองด้วยแล้ว!”
ซุนเกี๋ยนไม่เข้าใจคำพูดของแม่ทัพหลังเลย
“สนามรบหาใช่เรื่องล้อเล่นหรือ จะคำนึงถึงศักดิ์ศรีส่วนตัวได้อย่างไร! ไม่ได้ยินหรือในตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ‘อย่าวู่วามกรีธาทัพด้วยโทสะ แม่ทัพต้องไม่รบรุกเพราะฉุนเฉียว!’ วันนี้เห็นได้ชัดว่าเปียนจางนั่นมันจงใจยั่วโทสะ…”
“เหวินไถ!”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าอย่างจนใจ ขัดวาจายืดยาวของซุนเกี๋ยน
“เหวินไถ ผู้ที่เก่งการรบไม่เพียงแต่รู้วิธีที่จะชนะ แต่ยังเรียนรู้ที่จะพ่ายแพ้ด้วย”
เล่าเจี้ยงอธิบายแค่เพียงประโยคเดียว ก่อนหมุนตัวจากไปโดยไม่สนพยัคฆ์แห่งกังตั๋งอีก
“แม่ทัพหลัง? แม่ทัพหลัง!”
ไม่ว่าซุนเกี๋ยนจะตะโกนจากด้านหลังอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่สนใจเลย
เล่าเจี้ยงรู้ว่าอธิบายให้ซุนเกี๋ยนฟังไปก็ไม่เข้าใจ นักรบที่ใช้แต่กำลังไม่ใช้สมองผู้นี้รู้จักแต่การต่อสู้ฆ่าฟัน อยากจะเอาชนะศัตรูซึ่ง ๆ หน้า ไฉนเลยจะเข้าใจเจตนาของเขาได้?
แม่ทัพหลังไม่ได้ไปที่พักที่เตียวอุ๋นจัดหาให้ แต่พากาเซี่ยงกับซุนฮิวตรงกลับไปยังค่ายทหาร เขาอยากเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้
“เหวินเหอ กงต๋า เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงมองกุนซือที่อยู่ข้าง ๆ แม้ตอนนั้นสองคนนี้เงียบไม่พูดอะไร แต่ก็หาได้นิ่งเฉยเสียทีเดียว
“นายท่าน เตียวอุ๋นผู้นี้มีความภักดีแต่ไร้ความสามารถ ใช้การไม่ได้ เรื่องที่เปียนจางพูดอาจจะจริงก็ได้…”
ซุนฮิวอยู่ลกเอี๋ยงมาหลายปี และเคยสังกัดจวนแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น ย่อมพอมีความเข้าใจในตัวเตียวอุ๋นที่เคยเป็นเสนาบดีกรมการคลังอยู่บ้าง
เล่าเจี้ยงแสยะมุมปาก เผยรอยยิ้มเหยียดหยามออกมา
“หากเตียวอุ๋นเอาชนะกลุ่มกบฏได้ นั่นคงแปลกแล้ว หนนี้เขานำทัพออกรบกับเปียนจาง จะได้ลิ้มรสชาติความพ่ายแพ้พอดี”
“ดูเหมือนนายท่านแน่ใจแล้วว่าเตียวอุ๋นจะพ่าย?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้กาเซี่ยง ซึ่งดูมั่นใจมากกว่าผิดปกติ
“แม้เตียวอุ๋นจะอ้างว่ามีกองกำลังนับแสนคน ทว่าเกินครึ่งเป็นทหารใหม่และทหารประจำเมืองมีกำลังรบต่ำ สิ่งเดียวที่เขาพึ่งพาได้คือทหารม้าสามหมื่นนายในมือ กับทหารราบชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายที่ฮองฮูสงเก็บไว้เท่านั้น”
“พละกำลังนี้น่าจะพอต่อต้านกลุ่มกบฏซีเหลียงได้แล้วหรือ”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองกาเซี่ยงอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้านี่ถามทั้งที่รู้อีกแล้ว
“เหวินเหอล้อข้าอีกแล้ว! หากให้ซุนเกี๋ยนบัญชาการทหารเหล่านี้ ก็อาจจะพอสูสีกับกองทัพซีเหลียงอยู่บ้าง ส่วนเตียวอุ๋นนั้น…”
“หึ ๆ พวกเจ้าก็รู้ หึ ๆ…”
ซุนฮิวขบขันกับคำพูดของนายท่านเช่นกัน ก่อนอดถามไม่ได้
“เหตุใดนายท่านถึงมองซุนเหวินไถยอดเยี่ยมขนาดนั้น?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ความกล้าหาญของซุนเกี๋ยนไม่ได้มีแค่คำที่จดไว้ในประวัติศาสตร์แน่นอน
“ชายคนนี้ไม่ธรรมดา ได้รับการขนานนามว่าเป็นพยัคฆ์แห่งกังตั๋ง! ความสามารถในการบัญชาการกับการรบของเขาคงไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกฮองตงแน่!”
กาเซี่ยงไม่เคยได้ยินชื่อซุนเกี๋ยนมาก่อน จึงคิดว่านายท่านแค่สุภาพเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะยกย่องกันขนาดนี้!
“ซุนเกี๋ยนผู้นั้นเป็นแค่ขุนพลอาสา เหตุใดนายท่านไม่ชักชวนเขาเล่า?”
ชักชวนซุนเกี๋ยน? เล่าเจี้ยงคิดอยู่เหมือนกัน บางทีอาจได้ซุนเซ็กมาเป็นของแถมด้วยก็ได้!
แต่น่าเสียดาย คนอย่างซุนเกี๋ยนมีหรือจะยินดีที่อยู่ใต้มือคนอื่นไปตลอด?
ไม่ช้าก็เร็วต้องทรยศแน่…
“ปลาหลีทองเป็นสัตว์ที่ยอมเติบโตในสระน้ำหรือ? ซุนเกี๋ยนมีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ หาใช่คนอยู่ใต้อาณัติใครไปตลอดแน่”
นักท่องเวลารู้ดี ซุนเกี๋ยนคือขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ ทายาทของเขาจะผู้วางรากฐานง่อก๊ก หนึ่งในสามก๊กที่ไม่อาจมองข้าม
“ไปกันเถิด พวกเรารีบกลับค่ายกัน พวกฮั่นเซิงคงรอพวกเราอยู่”
เล่าเจี้ยงเห็นท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว จึงเร่งให้ทั้งสองรีบกลับค่ายทหาร
พรุ่งนี้ไม่ต้องไปร่วมรบกับกลุ่มกบฏซีเหลียง ทว่าหน้าที่สำคัญในการเฝ้ารักษาเมืองตกมาอยู่ที่ตัวเองแล้ว
อีกอย่างเล่าเจี้ยงรู้สึกตะหงิด ๆ พรุ่งนี้ต้องไม่ราบรื่นแน่ ถึงขนาดที่เมืองเหมยหยางก็จะไม่สงบสุขด้วย!
เมื่อกลับมาถึงค่าย พวกฮองตงได้มารออยู่ในกระโจมผู้บังคับบัญชาอยู่ก่อนแล้ว
“ฮั่นเซิง ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่า?”
เล่าเจี้ยงเป็นห่วงสภาพการณ์ของทหารมากที่สุด ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน ทหารหมื่นนายนี้คือหลักประกันความปลอดภัยและความภูมิใจของเขา
“นายท่านโปรดวางใจ ทหารทั้งหมดเข้าพักเรียบร้อยแล้ว เสบียงก็แจกจ่ายออกไปแล้ว คนของแม่ทัพเตียวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี”
เล่าเจี้ยงมองไปที่กาเซี่ยงและซุนฮิว พลางเผยรอยยิ้มขี้เล่นออกมา
“ดูเหมือนว่าเตียวอุ๋นจะมีเจตนาดีต่อข้าจริง ๆ!”
เมื่อเห็นท่าทางของเล่าเจี้ยง กาเซี่ยงก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
เตียวอุ๋นช่างโง่เขลาจริง ๆ เดิมทีอยากเอาอกเอาใจเล่าเจี้ยง แต่ก็ในงานเลี้ยงดันมาล่วงเกินเล่าเจี้ยงเสียอย่างนั้น
“หึ ๆ เขาหวังในตัวนายท่านไว้สูงจริง ๆ!”
[1] หน่วยเวลา “เกิง”(更)มีที่มาจากเวรยามตอนกลางคืนของทหารในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยแบ่งเป็นห้าเกิง ภายหลังได้มีการกำหนดให้ 1 เกิง เท่ากับ 1 สือเฉิน ในอดีตจะมีอาชีพที่เรียกว่า “เกิงฟู”(更夫)โดยจะคอยตีฆ้องบอกเวลาตามเกิงทั้งหมด 5 เกิง เกิงที่ 1 เวลา 19.00 – 20.59 น. เกิงที่ 2 เวลา 21.00 – 22.59 น. เกิงที่ 3 เวลา 23.00 – 00.59 น. เกิงที่ 4 เวลา 01.00 – 02.59 น. เกิงที่ 5 เวลา 03.00 – 04.59 น.)
[2] เล่าเจี้ยงคิดว่าซุนเกี๋ยนถูกอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดปั่นหัวจนตาย เพราะตามประวัติศาสตร์ ซุนเกี๋ยนจะได้ครอบครองตราหยกและลงใต้ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ในบ้านเมืองกังตั๋ง แต่อ้วนเสี้ยวสั่งให้เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋วรบกับซุนเกี๋ยนเพื่อชิงตราหยก ในขณะที่อ้วนสุดสั่งให้ซุนเกี๋ยนโจมตีเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว สุดท้ายแล้ว ซุนเกี๋ยนเสียชีวิตระหว่างไล่โจมตีกองทัพลูกน้องของเล่าเปียว