พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 201 การเปลี่ยนแปลงของหันซุย
บทที่ 201 การเปลี่ยนแปลงของหันซุย
“เป็นเช่นนี้นี่เอง! เหตุใดข้าถึงคิดไม่ออกนะ”
เป่ยกงปั่วอวี้ตบหน้าผากพร้อมอุทานออกมาไม่หยุด หลังจากเข้าใจสิ่งที่เปียนจางพูด
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เป่ยกงปั่วอวี้ก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง
“ไม่ใช่สิ! เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เล่าเจี้ยงจะเชื่อข้อมูลที่เจ้าให้ไป และไม่สงสัย หากเกิดว่าเขารู้ตั้งแต่แรกว่าน้องหลี่ให้ข้อมูลปลอมไปเล่า”
“ฮ่า ๆ ๆ แม่ทัพเป่ยกงลืมไปแล้วหรือ เมืองเหมยหยางยังมีสายของเราอยู่! ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะใช้แผนซ้อนแผนอย่างไร คงเป็นการยากที่จะหลุดจากการควบคุมของเราไปได้”
“จริงด้วย เหตุใดข้าถึงได้ลืมไปเสียสนิทนะ”
เป่ยกงปั่วอวี้จำขึ้นมาได้ทันทีหลังจากถูกเปียนจางเตือน จากนั้นมองไปที่หลี่เหวินโหว
“น้องหลี่ ตี่หยางไม่ถูกกองทัพทางการสงสัยใช่หรือไม่?”
หลี่เหวินโหวส่ายหน้า นัยน์ตาวาบวับความยินดีออกมา
“ไม่เลย ตี่หยางผู้นี้โหดเหี้ยมนัก เล่าเจี้ยงให้เขาไปแยกทหารเชลย แต่เขากลับฆ่าไปกว่าสองพันคน สุดท้ายข้าก็นำกลับมาได้แค่พันกว่าคนเท่านั้น”
“เขาสังหารนักรบเผ่าเชียงเรากว่าสองพันคนอีกแล้วหรือ?”
เป่ยกงปั่วอวี้ผุดลุกขึ้น และถามด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ครั้งก่อนเขาตัดสินใจเอง สังหารหม่าเย่กู่แม่ทัพของข้า คราวนี้ก็ตัดสินเอง สังหารเหล่าพี่น้องของข้าไปมากกว่าสองพันคน ข้าจะไม่มีวันปล่อยเขาไปแน่!”
“แม่ทัพเป่ยกงโปรดระงับโทสะ ตี่หยางแค่ทำไปตามน้ำ! หากเขาไม่ทำแบบนี้ เล่าเจี้ยงไม่ไว้วางใจเขาแน่!”
“แต่ตี่หยางเป็นเพียงตัวหมากในมือเราเท่านั้น หลังจากใช้เขาสยบเล่าเจี้ยงได้แล้ว ชีวิตของก็อยู่ในกำมือของแม่ทัพเป่ยกงมิใช่หรอกหรือ?”
“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแหละ…”
เป่ยกงปั่วอวี้พยักหน้าอย่างจนใจ ชาวฮั่นคนนี้ตัดสินเอาเองตามใจอย่างกำเริบเสิบสานมาตลอด ทำให้เขาโมโหมากจริง ๆ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้เรามาหารือแผนการกันดีกว่า ดูว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะลากเล่าเจี้ยงลงหลุมโคลน ทำให้เขาปีกหักบินได้ยาก”
“ใช่! ต้องหารือเรื่องนี้อย่างรอบคอบ”
ทุกคนภายในกระโจมเริ่มหารืออย่างกระตือรือร้นกันขึ้นมา มีเพียงคนเดียวที่เงียบอยู่ด้านข้าง และมักจะเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
คนผู้นี้คือหันซุย เขาถูกเป่ยกงปั่วอวี้ทุบตีจนใบหน้ามีรอยฟกช้ำดำเขียว
พวกโง่เอ้ย! คิดว่าเล่าเจี้ยงจัดการง่ายขนาดนั้นเลยรึ พวกเจ้าไร้เดียงสากันเกินไปแล้ว!
ในความคิดข้า ตี่หยางนั้นถูกจับได้นานแล้ว พวกเจ้าวางแผนไปวางแผนมา ไม่ช้าก็กลายเป็นหมากไปด้วย
แต่ก็ช่างปะไร ข้ามีชีวิตแบบนี้มามากพอแล้ว ครั้งนี้จะได้ยืมมือเล่าเจี้ยงจัดการพวกเจ้าเสีย!
หึหึ หึหึ…
หันซุยหัวเราะเยาะอยู่ในใจไม่หยุด ยิ่งผู้คนตรงหน้าวางแผนชั่วร้ายมากเท่าไร สุดท้ายก็จะยิ่งตายอย่างน่าสังเวช
ตนไม่มีทางบอกพวกเขาแน่ ต่อให้บอกไป ด้วยนิสัยของเป่ยกงปั่วอวี้ก็ไม่เชื่อ และอาจถูกเขาเหน็บแนมทางวาจาอีกด้วย
เวลากำลังดำเนินไปทีละน้อย ๆ กองทัพฮั่นกับกองทัพซีเหลียงมีแผนของตัวเอง และด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงสงบสุขชั่วคราว
มณฑลราชธานี*[1] เมืองลกเอี๋ยง ณ สวนอุทยานหลังพระราชวัง
องค์หญิงว่านเหนียนกำลังเดินเล่นอยู่ท่ามกลางมวลบุปผา เพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอมของดอกไม้บานสะพรั่ง
แต่ละที่ยังคงมีการกบฏอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มกบฏซีเหลียงที่บุกมาถึงดินแดนกวนจง ทว่าทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับสาวน้อยตัวเล็ก ๆ คนนี้
ในฐานะฮ่องเต้ พระเจ้าเลนเต้ไม่เคยลืมเลยสักวันว่าดอกไม้พวกนี้คือการรีดไถเงิน! แสดงให้เห็นว่าเขามองเงินทองเหมือนดั่งชีวิตแค่ไหน
แต่พระเจ้าเลนเต้ผู้รักเงินมาก กลับใจกว้างกับลูกสาวตัวน้อยคนนี้ เขาไม่เคยปฏิบัติต่อนางไม่ดีเลย ขนาดเงินที่ให้เล่าอวิ๋นยังมากกว่าให้พวกนางสนมเสียอีก
อาจกล่าวได้ว่าองค์หญิงว่านเหนียนเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท ถูกเอาอกเอาใจ เลี้ยงดูประคบประหงมมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ปลูกฝังให้เล่าอวิ๋นกลายเป็นคนชั่วร้ายเลย ตรงข้ามกลับถ่อมตัวและสุภาพมาก วิทยศิลป์สี่แขนงก็ยังเชี่ยวชาญ*[2] อีกทั้งยังชอบเรื่องพวกดอกไม้พืชพรรณเป็นพิเศษ เป็นผู้หญิงที่แปลกมากคนหนึ่ง
เล่าอวิ๋นไม่เคยวางอำนาจบาตรใหญ่ในฐานะองค์หญิงมาก่อนเลย ไม่ว่าจะข้ารับใช้หรือผู้อาวุโสก็มีท่าทางสุภาพทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงได้รับความนิยมอย่างมากในวังหลวง และเป็นที่รักของทุกคน
นางร่ายรำอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้ ราวกับนางฟ้าตัวน้อยที่มีชีวิตชีวา ท่าทางสง่างาม สูงส่งจับใจ ในเวลานี้ราวกับแปลงกลายเป็นเทพธิดาบุปผาที่กลมกลืนไปกับดอกไม้หลากสีสัน
แปะ แปะ แปะ แปะ!
ไม่ไกลนัก เสียงปรบมือดังเข้ามา ขัดนางฟ้าผู้สง่างามคนนี้
“เสด็จพ่อ!”
เล่าอวิ๋นเห็นพระเจ้าเลนเต้ปรบมืออยู่ด้านข้าง ก็เผยท่าทางยิ้มแย้มก่อนวิ่งตรงไปคล้องแขนพระเจ้าเลนเต้ทันที
“เหตุใดเสด็จพ่อถึงมีเวลามาที่นี่ได้ล่ะเพคะ”
ฝ่าบาทมองลูกสาวที่เหมือนนางฟ้าด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยเอ็นดู
“อวิ๋นเอ๋อร์ วันนี้พ่อไม่มีอะไรทำ จึงอยากมาดูลูกสาวที่รัก”
เล่าอวิ๋นมีความสุขมากกอดแขนบิดาไว้แน่น
“อวิ๋นเอ๋อร์ก็คิดถึงมากเช่นกัน แต่กลัวว่าจะไปถ่วงงานใหญ่ของเสด็จพ่อเข้า อวิ๋นเอ๋อร์จึงไม่กล้าไปรบกวน”
พระเจ้าเลนเต้ลูบหัวนางแผ่วเบา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความรักอย่างหมดจิตหมดใจ
“เด็กดีรู้ความที่สุด แต่ไม่ว่าเจ้าจะคิดถึงเราตอนไหน ก็มาหาเราได้เลย! คนอื่นไม่ได้ ทว่าลูกสาวที่รักของเราทำได้!”
ฮ่องเต้ทะนุถนอมลูกสาวตัวเองจริง ๆ แม้แต่โฮฮองเฮาก็ไม่มีสิทธิ์นี้
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ!”
“เสด็จพ่อ มีข่าวออกรบของพี่เล่าเจี้ยงบ้างหรือไม่เพคะ”
เล่าอวิ๋นถือโอกาสตอนเข้าเฝ้า สอบถามเรื่องราวสามีในอนาคตของตัวเอง
“เจ้านี่นะ ยังไม่ทันได้แต่ง ใจก็ไปอยู่ที่เขาหมดแล้วหรือ”
พระเจ้าเลนเต้แสร้งทำเป็นไม่พอใจ ทว่าค่อนข้างอยากรู้ว่าเล่าเจี้ยงหลอกล่อหัวใจลูกสาวเขาอย่างไร!
“เสด็จพ่อ… ไม่นะเพคะ อวิ๋นเอ๋อร์แค่เป็นห่วงเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองเท่านั้น!”
เล่าอวิ๋นขี้อายมาก พลางเขย่าแขนบิดาไม่หยุด
“เอาเถิด ๆ หยุดเขย่าพ่อได้แล้ว อีกเดี๋ยวคงได้เขย่าจนแขนพ่อหลุดพอดี”
“ทางด้านเล่าเจี้ยง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เจ้าเด็กนั่นมีฝีมือในการรบจริง ๆ เราวางใจในตัวเขามาก”
“เมื่อเขารับชัยชนะกลับมา เราจะจัดงานแต่งงานให้พวกเจ้า”
เมื่อเล่าอวิ๋นได้ยินเช่นนี้ก็ยิ่งเขินอายเข้าไปใหญ่ จึงก้มหน้าไม่กล้ามองพระเจ้าเลนเต้
“ฮือ เสด็จพ่อ… ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
“ฮ่า ๆ ๆ ช่างเป็นบุตรสาวโตแล้วมิอาจอยู่บ้านนานจริง ๆ ลูกสาวที่เรารักมาหลายปีถูกเจ้าหนุ่มนั่นชิงไปแล้ว”
เล่าอวิ๋นไหนเลยจะกล้ามองหน้าพระเจ้าเลนเต้จึงโถมเข้าไปอยู่ในอ้อมแขน ซุกใบหน้ากับอกบิดาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในระหว่างที่พ่อลูกกำลังอารมณ์ดีมีความสุขอยู่นั้น ก็มีคนผู้หนึ่งเดินพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอกอย่างเร่งรีบ
“ฝ่าบาท!”
พระเจ้าเลนเต้สังเกตเห็นผู้มาเยือนแล้ว คือเตียวเหยียง ขันทีที่เขาไว้วางใจเป็นอย่างมาก
“อาวุโสเหยียง มีเรื่องอันใดหรือ?”
น้ำเสียงของพระเจ้าเลนเต้ไม่ค่อยดีนัก ช่วงเวลาอันอบอุ่นเช่นนี้ถูกขัดจังหวะ ช่างน่าโมโหเสียจริง!
เตียวเหยียงเห็นความไม่พอใจของฝ่าบาทแล้ว ทว่าเขาไม่กล้าทำให้เรื่องใหญ่ล่าช้า
“ฝ่าบาท กวนจงพะ…”
พระเจ้าเลนเต้ยกนิ้วชี้แตะตรงปาก ขัดคำพูดของเตียวเหยียง ขณะเดียวกันก็ย่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย และส่ายหน้าเบา ๆ
เตียวเหยียงเป็นเหมือนพยาธิตัวกลมในท้องของฝ่าบาท เข้าใจความหมายของฮ่องเต้ทันที จึงกุมมือโค้งคำนับอีกครั้ง
“ฝ่าบาท แม่ทัพใหญ่มีเรื่องขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เช่นนี้พระเจ้าเลนเต้ถึงได้พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนส่งสายตาให้เตียวเหยียง บ่งบอกให้เขาออกไปก่อน
หลังจากที่เตียวเหยียงจากไปแล้ว ฮ่องเต้ก็ค่อย ๆ ผละตัวออกจากลูกสาว
“อวิ๋นเอ๋อร์ พ่อมีเรื่องต้องทำ คงไม่ได้อยู่กับเจ้าแล้ว!”
เล่าอวิ๋นพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “เสด็จพ่อรีบไปเถิด อย่าให้แม่ทัพใหญ่ต้องรอนาน”
[1] มณฑลราชธานีหรือที่รู้จักกันในชื่อซือโจว (司州) หรือมณฑลหลวง เป็นมณฑลครอบคลุมพื้นที่ของเมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นสองแห่ง ได้แก่เตียงฮันและลกเอี๋ยง มีพรมแดนทางทิศตะวันตกติดกับมณฑลเลียงจิ๋ว
[2] วิทยศิลป์สี่แขนง (琴棋書畫) ได้แก่ พิณ หมากล้อม ลายมืออักษรศิลป์ และ จิตรกรรมวาดเขียน