พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 281 คนอยู่เบื้องหลัง
บทที่ 281 คนอยู่เบื้องหลัง
ท่าทางตกใจของเอียนชิงไม่ได้ทำให้หันซุยคล้อยตามไปด้วย ตรงข้ามกลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะเยาะซ้ำ ๆ
“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่รู้ความน่ากลัวของกาเซี่ยง แผนชั่วที่เมืองเหมยหยางก็เป็นฝีมือของคนผู้นี้ทั้งนั้น เราต้องระวังให้มาก!”
“อีกอย่างเราตกลงแค่โจมตีเมืองฮั่นต๋งเท่านั้น หาใช่ตียึดเอาเมืองฮั่นต๋ง แสนคนนี้ล้วนเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของเรา เมื่อพ่าย ม้าเท้งจะยังคงเป็นสหายกับเราอยู่หรือไม่?”
เอียนชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ เดิมทีคิดว่าฝั่งตนมีกองทัพขนาดใหญ่ต้องโจมตีอย่างราบรื่นเป็นแน่ แต่ไม่คิดเลยว่าหลังต่อสู้มาทั้งคืน แม้แต่ประตูเมืองฮั่นต๋งก็ยังเปิดไม่ได้ด้วยซ้ำ
“นายท่าน หากเรามอาจตีเมืองฮั่นต๋งแตกได้เลย มันคุ้มค่าที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่หรือไม่?”
ฮั่นซุยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และตอบเอียนชิงอย่างมีความสุขมาก
“คุ้มสิ ข้อเสนอของโฮจิ๋นสูงมาก เราปฏิเสธไม่ได้!”
“แต่หากเกิดว่าโฮจิ๋นล้มเหลวเล่า เราไม่คว้าน้ำเหลวหรอกหรือ!?”
ก่อนหน้าเอียนชิงเคยมีข้อสงสัยนี้ ทว่าเวลานั้นเขาคิดว่าการโจมตีเมืองฮั่นต๋งจะเป็นไปอย่างราบรื่น แม้โฮจิ๋นจะคำนวณพลาด ฝ่ายตนก็ยังคงยึดครองเมืองหนึ่งได้
น่าเสียดายเรื่องไม่เป็นดั่งที่หวัง เมืองฮั่นต๋งเห็นอย่างนี้แล้ว หากไม่จ่ายราคามหาศาลไม่มีทางโจมตีเข้าไปได้เลย หากทางโฮจิ๋นคำนวณพลาดอีก คงเป็นงานที่สูญเปล่าจริง ๆ
หันซุยไม่กังวลต่อเรื่องนี้เลย กลับกันมีสีหน้าตลกขบขัน
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเมืองลกเอี๋ยงก็จะรวบรวมกองทัพแสนคนแล้ว เล่าเจี้ยงจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้วยกำลังเพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องที่เพ้อฝัน”
เช้าวันรุ่งขึ้น หันซุยเริ่มเคลื่อนทัพบุก การโจมตีครั้งนี้รุนแรงมาก และกินเวลานานหลายชั่วยาม ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับความเสียหาย
กาเซี่ยงถือครองยุทธภูมิดี และเตรียมทรัพยากรมาเพียงพอ จำนวนผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจึงมีไม่มาก ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้
ทว่ากองทัพเสเหลียงของหันซุยไม่ได้โชคดีขนาดนั้น คำที่ใช้เปรียบเทียบได้มีเพียงบาดเจ็บล้มตายอย่างสาหัสเท่านั้น!
ด่านเองเปงก๋วนเชื่อมยอดเขาสองแห่งเข้าด้วยกัน ขอบเขตการโจมตีจึงกว้างมาก ทว่าข้อเสียของการบุกขึ้นภูเขาก็ชัดเจนมาก ไม่เพียงต้องวิ่งจากล่างขึ้นบนเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับการตอบโต้ของทหารรักษาเมืองด้วย
หันซุยจัดกองกำลังที่ไม่นับว่ามากประจำอยู่ทั้งสองข้าง ย่อมไม่คืบหน้าอะไรอยู่แล้ว
ไพร่พลของกองทัพเสเหลียงส่วนใหญ่ยังคงถูกจัดอยู่ที่จุดตรวจบนตีนเขา ภูมิประเทศที่นี่เป็นที่ราบ เทียบกับบนภูเขาย่อมเอื้อต่อการโจมตีอยู่แล้ว
ทว่าตรงตีนเขาไม่กว้างมาก เรียกได้ว่าแคบจัด ดังนั้นไม่ว่าหันซุยจะจัดกองทหารมามากแค่ไหนก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ทำได้แค่เฝ้าดูทหารเข้าไปทีละกอง ๆ เท่านั้น
การโจมตีดำเนินไปเป็นเวลาเจ็ดวัน ทว่ากำลังรบของหันซุยกลับน้อยลงเรื่อย ๆ จวบจนสุดท้ายก็ได้แแค่ส่งคนไปหยั่งเชิงเท่านั้น
สาเหตุหลักคือมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากเกินไป! หันซุยทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เวลาเจ็ดวัน มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเกือบสามหมื่นคน ขนาดนี่ยังไม่ใช่การโจมตีอย่างเต็มกำลัง
ไม่กี่วันที่ผ่านมา หันซุยได้เข้าใจความจริงอันว่างเปล่านี้อย่างถ่องแท้แล้ว แม้คนทั้งแสนคนจะบุกเข้าไปหมด เกรงว่าคงยากจะแงะเปิดประตูของเมืองฮั่นต๋งได้!
หลังจากนั้น หันซุยก็ไม่เป็นฝ่ายโจมตีด่านเองเปงก๋วนก่อนอีก แต่ประจำการอยู่ที่ปากทางเข้าเขากิสานแล้วคอยรุกรานด่านเองเปงก๋วนตลอด จุดประสงค์นั้นชัดเจน คือมิให้เจ้าถอนกองกำลังไปจากที่นี่ได้
การปะทะกับกองทัพเสเหลียงครั้งนี้สิ้นสุดลงในช่วงสั้น ๆ กาเซี่ยงทำตามสัญญา ไม่ให้หันซุยกล้าเผชิญหน้ากับด่านเองเปงก๋วนอีก
แม้ไม่เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน แต่กลับข่มขวัญหันซุยอย่างหนักด้วยการป้องกันอันแน่นหนา!
…
สามเดือนต่อมา เดือนสี่ ค.ศ. 189
ณ จวนขุนพลพิทักษ์ ราชธานีลกเอี๋ยง
เล่าเจี้ยงได้รับแแผ่นไม้ไผ่ของกาเซี่ยงจากเมืองฮั่นต๋ง และเรียกรวมลูกน้องใต้บังคับบัญชาทุกคนหารือแผนการตอบกลับทันที
“ทุกท่าน ในตอนที่เราคลายความระมัดระวังในช่วงปีใหม่นี้เอง เมืองฮั่นต๋งกำลังรับศึก! กุนซือกาเซี่ยงเกรงข้าจะเป็นกังวลความปลอดภัยในเมืองฮั่นต๋ง จึงไม่ได้รายงานข้าในทันที แต่รอจนกว่าอันตรายจะหมดสิ้นก่อนถึงแจ้งแก่ข้า”
กาเซี่ยงอธิบายเรื่องหันซุยแอบลอบโจมตีด่านเองเปงก๋วนมาอย่างละเอียดมาก รวมถึงตนระดมกองกำลังและวางแผนรับมืออย่างไรด้วย
เล่าเจี้ยงยินดีนักที่มีกาเซี่ยงบัญชาการอยู่ในเมืองฮั่นต๋ง ในเวลาเดียวกันก็อดนึกหวั่นกลัวไม่ได้
หากด่านเองเปงก๋วนเป็นเอียวหลิมที่ตนจัดให้ไปเฝ้าประจำการ มันคงถูกทำลายไปแล้วใช่หรือไม่? หากฮองตงไม่สนใจทหารที่หายไป ไม่สั่งการให้ทหารเตรียมพร้อมสู้รบล่วงหน้า จะมีตอนจบที่แตกต่างออกไปหรือไม่?
แน่นอนว่าทุกอย่างไม่มี ‘ถ้า’ ความจริงก็คือหันซุยพ่ายให้กับกาเซี่ยงจนไม่กล้าคิดบุกด่านเองเปงก๋วนอีก!
แต่ทั้งหมดนี้ก็คู่ควรให้เล่าเจี้ยงกลับไปคิด ศัตรูจะปรากฏขึ้นในตอนที่คาดไม่ถึง เขาเองก็ตระหนักได้ถึงจุดนี้
“หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะกุนซือกาเซี่ยงย้ายฮองตงกับกองพลเกาทัณฑ์ไปเฝ้ารักษาการณ์ที่ด่านเองเปงก๋วน ไม่มีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วนของกุนซือกาเซี่ยง เชื่อว่าฐานทัพของเราคงถูกกองทัพเสเหลียงวางยา ความพยายามสามปีของเราก็จะสูญเปล่า!”
“แม้หนนี้จะได้ชัย กระนั้นข้าต้องรับผิดชอบ! ข้าประมาทเกินไป คิดไม่ถึงเลยว่าหันซุยจะกล้าโจมตีด่านเองเปงก๋วน”
ยิ่งพูด เล่าเจี้ยงยิ่งเลือดร้อนมีน้ำโห ไม่เพียงแต่ต่อหันซุย แต่ยังรวมถึงตัวเขาเองด้วย
ไฉนตนถึงได้โง่เขลาปานนี้! หันซุยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาแล้ว ไยถึงคิดว่าหันซุยจะโจมตีเมืองเฉินชางอยู่อีก?
ซุนฮิวมองเล่าเจี้ยงโทษตัวเองไม่ไหว จึงผุดลุกขึ้นปลอบใจ
“นายท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ การล่วงรู้เรื่องไม่คาดฝันนับร้อยจะนำไปสู่ตัวเองที่ตัดสินใจได้ดีขึ้น น่าแปลกใจจริงๆ ที่หันซุยบุกฮั่นต๋ง”
เล่าเจี้ยงยิ่งคิดยิ่งรู้สึกแปลก หันซุยมีเหตุผลอะไรต้องจู่โจมเมืองฮั่นต๋งด้วย?
“กงต๋า เหวินเหอบอกว่าหันซุยนำกองกำลังแสนคนเดินทางไกลไปยังฮั่นต๋ง อย่าเพิ่งพูดถึงว่าเขามีเสบียง หญ้าและยุทธโธปกรณ์เพียงพอหรือไม่ เขาไม่กลัวฮองฮูสงจะยกทัพมาจากเมืองเฉินชาง หรือตั๋งโต๊ะยกทัพมาจากเมืองเหมยหยางไปโจมตีสี่เมืองแห่งเลียงจิ๋วของเขาหรือ?”
ด้วยกองทัพแสนคน เล่าเจี้ยงเชื่อว่านี่คือกองกำลังส่วนใหญ่ของหันซุแล้ว รวมถึงทหารชาวเชียงหูนับไม่ถ้วนด้วย
“นายท่าน ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซุนฮิวไม่ได้ตอบคำถามนี้ กลับกันถามสถานการณ์ของฮ่องเต้แทน
เห็นซุนฮิวถามดังนั้น เล่าเจี้ยงยังรู้สึกอายเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตนเคยพูดเป็นมั่นเหมาะว่าฝ่าบาทจะสวรรคตในเดือนสอง ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เดือนสี่แล้ว พระเจ้าเลนเต้ยังมีชีวิตอยู่!
ทว่าถึงมีชีวิตอยู่ ก็แค่ประคับประคองไปเท่านั้น ช่วงนี้เล่าเจี้ยงเข้าออกพระราชวังบ่อยมากจึงสังเกตได้ อีกไม่นานพระเจ้าเลนเต้คงหายใจโรยรินเพราะป่วยหนัก
“ฝ่าบาทคงจะทนได้อีกไม่นานแล้ว ข้าคิดว่าเดือนนี้คงยากจะผ่านไป!”
ซุนฮิวไม่ดูเศร้าอีกต่อไป กลับกันเผยรอยยิ้มออกมา
“นายท่าน เห็นทีต้องมีคนมอบผลประโยชน์มากมายให้หันซุยแน่ และตั๋งโต๊ะกับฮองฮูสงต้องได้รับคำสั่งให้รั้งทัพรอจังหวะบุกโจมตี!”
เล่าเจี้ยงยังคงไม่เชื่อ หันซุยคิดล้ำลึกขนาดนี้ ไม่กลัวว่าตั๋งโต๊ะกับฮองฮูสงไม่รักษาคำพูดหรือ?
“กงต๋าพูดจาลอย ๆ ไร้หลักฐาน เหตุใดหันซุยเชื่อตั๋งโต๊ะกับฮองฮูสงว่าจะรั้งทัพรอจังหวะบุกโจมตีด้วยเล่า?”
ซุนฮิวกล่าวต่อ “ฮ่า ๆ นายท่าน ท่านลืมมิตรภาพระหว่างหันซุยกับท่านแม่ทัพใหญ่ไปแล้วหรือ?”
“เป็นโฮจิ๋นเอง!”
เล่าเจี้ยงเบิกตาโพลง ร้องอุทานออกมา หากมีโฮจิ๋นอยู่เบื้องหลังทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว!
โฮจิ๋นมีฐานะเป็นแม่ทัพใหญ่ ย่อมมีสิทธิ์เด็ดขาด บวกกับมีมิตรภาพอันดีกับหันซุยมาแต่ไหนแต่ไร
เมื่อมีการรับรองจากโฮจิ๋น ประกอบกับผลประโยชน์มหาศาล หันซุยคงยากจะไม่หวั่นไหว
“ดูเหมือนแม่ทัพใหญ่ของเราจะทนรอความโกลาหลไม่ไหวแล้ว”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา ใบหน้ายังคงมีแววดูถูกเหยียดหยามเปื้อนอยู่