พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 286 ตายตกไปตามกัน
บทที่ 286 ตายตกไปตามกัน
“เรียนขุนพลทหารม้ารถศึก ตอนนี้ภายในวังมีคนทั้งหมดหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคน ไม่รวมทหารพันคนในวังกับทหารสองพันคนที่อ้วนเสี้ยวนำไป”
เง่าของโพล่งออกมาอย่างไม่คิด เขาอยู่ค่ายแม่ทัพใหญ่ทุกวัน จึงรู้เรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี
โฮเบี้ยวพยักหน้า หนึ่งหมื่นเจ็ดพันคนอาจดูเยอะมาก แต่จริง ๆ แล้วไม่นับว่าแข็งแกร่งมากนัก เพราะยังมีเล่าเจี้ยงอยู่ด้วย
“แม่ทัพเง่า บัดนี้ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ เมืองลกเอี๋ยงตกอยู่ในความวุ่นวาย ข้าต้องการนำกองกำลังเข้าวังปราบกบฏ และผลักดันองค์ชายใหญ่ครองบัลลังก์ เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่?”
เจตนาชัดเจนแล้ว หากเง่าของไม่สนับสนุน เขามีจุดจบไม่ดีแน่!
เง่าของเผยสีหน้าดุดัน ตอนนี้วุ่นวายพอแล้ว หากโฮเบี้ยวนำทัพเข้าลกเอี๋ยงอีก จะไม่โกลาหลเพิ่มขึ้นหรอกหรือ? นี่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่วุ่นวายมากยิ่งขึ้น
“ขุนพลทหารม้ารถศึก ตอนนี้สถานการณ์ไม่ชัดเจน เราควรอยู่นิ่ง ๆ ไหม? หากยังนำทัพเข้าลกเอี๋ยงอีก สถานการณ์จะยิ่งจัดการเก็บกวาดได้ยากหรือเปล่า?”
“ยามนี้เมืองลกเอี๋ยงตกอยู่ในอันตราย ในฐานะขุนพลทหารม้ารถศึก ผู้บัญชาการทัพองครักษ์หลวงจะนั่งนิ่งดูดายได้อย่างไร! เจ้าแค่บอกมาว่าจะติดตามข้าหรือไม่!”
น้ำเสียงของโฮเบี้ยวไม่เป็นมิตร มือกำฝักดาบแน่นมากขึ้น
เง่าของรู้หากไม่ตอบอีก ตนเองต้องมีจุดจบไม่ดีแน่ และก็ไม่กล้าแสดงความเห็นอื่นใด ทำได้เพียงตกลง
“ขอรับ ข้าน้อยจะเชื่อฟังคำสั่งขุนพลทหารม้ารถศึก!”
ในที่สุดโฮเบี้ยวก็พอใจ ก่อนเดินไปตรงหน้าเง่าของและช่วยประคองอีกฝ่ายขึ้นมา
“มีแม่ทัพเง่าช่วย ข้าไม่ต้องกลุ้มใจว่าจะทำงานใหญ่ไม่สำเร็จแล้ว!”
“จัดทัพ ออกเดินทาง!”
ค่ายหน่วยองครักษ์หลวงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองลกเอี๋ยง ใกล้กับเมืองลกเอี๋ยงมาก หากเดินทัพเร็ว อย่างมากหนึ่งเค่อก็เข้าแล้ว
โฮเบี้ยวไม่รอช้า ตอนนี้เวลาคือสิ่งสำคัญที่สุด หากเข้าวังเร็วอีกหน่อย ก็จะมีโอกาสชนะมากขึ้น!
น่าเสียดาย โฮเบี้ยวนำกองทัพเดินทางไปไกลไม่เท่าไร ก็เห็นกองทัพหนึ่งมาขวางทางไว้
“ขุนพลพิทักษ์ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
คนที่ขวางทางก็คือเล่าเจี้ยงผู้นำทัพอุทยานทิศประจิมมาตั้งค่ายกลเรียบร้อยแล้ว!
“ขุนพลทหารม้ารถศึก ท่านจะนำทัพไปไหน? ถนนเส้นนี้มุ่งสู่เมืองลกเอี๋ยง ท่านจะทำอะไร?”
เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงขวางทาง โฮเบี้ยวก็ตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นขุนศึกรูปงามถือทวนอยู่ข้างเล่าเจี้ยง รู้สึกเจ็บแผ่นหลังแปล๊บ ๆ
“ขุน… ขุนพลพิทักษ์ ในฐานะผู้บัญชาการทัพองครักษ์หลวง! ข้าย่อมต้องเข้าลกเอี๋ยงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปราบกบฏ!”
“กบฏอะไร ใครก่อกบฏ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของเล่าเจี้ยง โฮเบี้ยวก็พูดไม่ออกทันที
แม้อยากบอกว่าเป็นเตียวเหยียงก่อกบฏ ก็รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเล่าเจี้ยงกับเตียวเหยียงเป็นอย่างดี วาจามาถึงคอแล้วแต่กลับไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา!
“อย่าบอกนะว่าขุนพลทหารม้ารถศึกต้องการฉวยโอกาสที่ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ก่อกบฏ?”
“ไม่… ไม่ใช่นะ!”
ไม่ว่าโฮเบี้ยวจะโง่แค่ไหน ก็ไม่ปล่อยให้เล่าเจี้ยงตราหน้าตนแน่นอน เรื่องก่อกบฏไม่ว่าอย่างไรก็จะยอมรับไม่ได้!
“โฮจิ๋นพี่ชายเจ้าก็คิดก่อกบฏ จึงถูกฝ่าบาทสั่งให้เตียวเหยียงสังหารไปแล้ว ดูเหมือนเจ้าจะความจำไม่ดี”
ทันทีที่เล่าเจี้ยงกล่าวเช่นนี้ออกมา โฮเบี้ยวตกใจสุดขีด
“อะไรนะ! เจ้าพูดอะไร ฝ่าบาทให้เตียวเหยียงฆ่าพี่ใหญ่โฮจิ๋นหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้ปกปิดสักนิด เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ใช่แล้ว โฮจิ๋นก่อกบฏ ทุกคนในใต้หล้าต่างอยากปลิดชีพเขา หากไม่ฆ่าจะเก็บเอาไว้ทำไม?”
“เจ้า… เล่าเจี้ยง! เจ้ากล้ามากนะ กล้าถ่ายทอดพระราชโองการปลอม และสังหารแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันอย่างไร้เหตุผล!”
โฮเบี้ยวได้สติอย่างสมบูรณ์ เล่าเจี้ยงไม่มีเจตนาดีแน่! ตนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพด้วยอีกต่อไป
“ฮ่า ๆ ๆ! โฮจิ๋นไอ้สวะขายเนื้อหมูมีคุณสมบัติอะไรเป็นแม่ทัพใหญ่ ที่เขาอยู่รอดมาจนถึงวันนี้นับเป็นพระกรุณาของฝ่าบาทแล้ว จะเรียกว่าฆ่าอย่างไร้เหตุผลได้อย่างไร”
“และข้าก็มีความกล้ามาก ฝ่าบาทยังสั่งให้ข้ามาส่งขุนพลทหารมารถศึกออกเดินทางด้วย นี่ก็มาหาขุนพลทหารม้ารถศึกของต้าฮั่นเราแล้วไม่ใช่หรือไร”
โฮเบี้ยวถูกยั่วโมโหจนตัวสั่นไปทั้งร่าง จนชี้หน้าด่าเล่าเจี้ยงอย่างโกรธจัด
“เจ้า! ไอ้สารเลว! เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ทำตามพระบัญชาฝ่าบาท ส่งพวกเจ้าสองพี่น้องไปอยู่ด้วยกัน!”
เล่าเจี้ยงตอบด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทว่าโฮเบี้ยวเห็นความชั่วร้ายทั้งหมดในดวงตาเขา
“เจ้ามันเพ้อเจ้อไปแล้ว! ข้ามีกองกำลังอยู่ข้างหลังถึงสองหมื่นคน เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรือ? อย่าคิดว่าข้าดูไม่ออกขยะข้างหลังเจ้าล้วนเป็นกองทัพอุทยานทิศประจิม หาใช่ทหารม้าหมื่นนายของเจ้า!”
หากเล่าเจี้ยงนำทหารม้าหมื่นนายของตนมา โฮเบี้ยวคงกลัวจนเยี่ยวเล็ดไปแล้ว กำลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของทหารม้ายังทำให้โฮเบี้ยวรู้สึกหวาดกลัวถึงทุกวันนี้ ทว่ากองทัพอุทยานทิศประจิมนั้นเทียบไม่ได้แม้แต่น้อย!
ทุกคนในลกเอี๋ยงต่างรู้ กองทัพอุทยานทิศประจิมล้วนเป็นทหารเกณฑ์ใหม่ ไม่มีกำลังรบเท่าใดนัก การฝึกฝนก็ค่อนข้างธรรมดาทำให้โฮเบี้ยวกล้าเผชิญหน้ากับเล่าเจี้ยงอยู่ตรงนี้
“ฮ่า ๆ โฮเบี้ยว เจ้าประเมินตัวเจ้าเองสูงไปจริง ๆ! พวกเจ้าสองพี่น้องตระกูลโฮก่อความวุ่นวาย ยังคิดจะลากทัพองครักษ์หลวงลงไปฝังกับเจ้าด้วยหรือ?”
โฮเบี้ยวเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้เลยว่าเล่าเจี้ยงไปเอาความมั่นใจมาจากไหน!
“เล่าเจี้ยง! อย่าได้ใส่ร้ายคนอื่นนักเลย ฝ่าบาทเพิ่งสิ้นพระชนม์ไป เจ้าก็คิดร้ายสังหารพี่ใหญ่ข้า ตอนนี้ก็กำลังพยายามเอาเปรียบข้าอีก ไม่ใช่กำจัดผู้เห็นต่างจากเจ้าหรือไร! ข้าว่าเจ้าคิดก่อกบฏ และอยากแย่งชิงบัลลังก์ไปเสียเองใช่หรือไม่?”
โฮเบี้ยวคิดว่าหากเขาพูดคำเหล่านี้ออกมา เล่าเจี้ยงจะประหม่าลนลาน ทหารและขุนพลใต้บัญชาเขาก็จะสับสนวุ่นวาย ทว่าผลลัพธ์เหนือความคาดหมายโฮเบี้ยวไปอย่างสิ้นเชิง
สงบ! ขุนพลและทหารใต้บัญชาของเล่าเจี้ยงสงบมาก ไม่มีใครเชื่อคำพูดของโฮเบี้ยวเลย!
แม้แต่ขุนพลใต้บัญชาของเล่าเจี้ยงก็ล้วนมองโฮเบี้ยวด้วยสายตาเหยียดหยามขีดสุด ราวกับกำลังมองตัวตลกกระจ้อยร่อยก็มิปาน
“เอาเถิด! การแสดงควรจบลงได้แล้ว”
“ตามพระบัญชาของฝ่าบาท จงสังหารพี่น้องโฮจิ๋น คืนความสงบสุขกลับสู่ลกเอี๋ยง!”
โฮเบี้ยวไม่เชื่อสักนิด ได้แต่ชี้หน้าด่าเล่าเจี้ยงไม่หยุด
“ปลอมแปลงพระราชโองการ เจ้าปลอมแปลงพระราชโองการ! เล่าเจี้ยงไอ้สารเลว อย่าคิดจะหลอกลวงข้า! เจ้านั่นแหละเป็นกบฏ! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เล่าเจี้ยงไม่สนต่อความโกรธอันไร้สาระของอีกฝ่าย ตรงข้ามกลับตะโกนใส่ทหารองครักษ์แทน
“หากไม่ลงมือกำจัดกบฏชั่วตอนนี้ จะรอไปอีกเมื่อใด!”
โฮเบี้ยวตกตะลึงจนต้องหันกลับไปตรวจสอบ พริบตานั้นก็ได้ยินเสียงคำรามดังขึ้นข้างหู
“กำจัดกบฏชั่ว!”
ขุนพลที่อยู่ข้างหลังตวัดดาบลงมาตัดหัวเจ้านายทันที!
โฮเบี้ยวจนตัวตายก็ยังไม่ทันได้รู้ว่าใครทรยศตัวเอง
ทัพองครักษ์หลวงตื่นตระหนกทันใด ทั้งหมดต่างมองไปที่คนลงมือสังหาร กุนซือของโฮเบี้ยวยิ่งหวาดกลัวจนสั่นไปทั่วร่าง
“เง่า… เง่าของ… เจ้า… เจ้ากล้ามาก! เจ้ากล้า…”
ฉัวะ!
เสียงตวัดดาบดังขึ้นอีกหนจนกุนซือผู้นั้นตายในทันที! เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น แม่ทัพเง่าของก็สังหารคนไปสองคนติด
โฮเบี้ยวกับกุนซือล้วนกลายเป็นศพสังเวยดาบเขา!
เง่าของกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นไม่มีใครคัดค้าน ก็พลิกตัวลงจากหลังม้าเดินไปคุกเข่าลงตรงหน้าเล่าเจี้ยงข้างหนึ่ง
“เรียนขุนพลพิทักษ์ ข้าสังหารโฮเบี้ยวคนทรยศตามบัญชาฝ่าบาทแล้ว!”