พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 289 สถานการณ์ตึงเครียด
บทที่ 289 สถานการณ์ตึงเครียด
ทุกคนในบริเวณนี้เปลี่ยนเป็นกังวลขึ้นมา เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับเสียงนี้เป็นอย่างดี!
ขุนพลพิทักษ์ เล่าเจี้ยง!
บุคคลมีชื่อเสียงดั่งต้นไม้มีเงา ฝูงชนที่เดิมทีถูกล้อมรอบอย่างแน่นหนาต่างเบียดแยกกันออกทั้งสองด้านไม่หยุด เปิดเส้นทางใหญ่ให้เขา
“ใต้เท้าเตียว ใครให้เจ้าฆ่าโฮจิ๋นกันแน่ จงคิดให้ดีก่อนจะพูดออกมา”
เล่าเจี้ยงก้าวไปข้างหน้า พร้อมมองเตียวเหยียงด้วยรอยยิ้ม
“ชะ… ใช่! เป็นพระบัญชาสุดท้ายของฝ่าบาท! ขุนพลพิทักษ์ เป็นเพราะอ้วนเสี้ยว! เป็นคนชั่วผู้นี้! เป็นเขาที่บังคับให้ข้าพูดแบบนั้น!”
เตียวเหยียงเหมือนคว้าฟางช่วยชีวิตไว้ได้ จึงโอดครวญร่ำร้องกับเล่าเจี้ยง
นิ้วของอ้วนเสี้ยวสั่นด้วยความโกรธ ทว่าไม่ได้เปิดปากด่าแต่อย่างใด
เขากลัวแล้ว!
กองทัพไกลสุดลูกหูลูกตาข้างหลังเล่าเจี้ยงทำให้อ้วนเสี้ยวกังวลทันที ความหวาดกลัวพลุ่งพล่านอยู่ในหัวใจไม่หยุด!
“ขุนพลพิทักษ์ ไม่เจอกันหลายปี ท่านแม่ทัพสบายดีหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงไม่สนใจเตียวเหยียง เขากุมมือมองไปทางตั๋งโต๊ะที่เป็นฝ่ายทักทายเขาก่อน
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะเดินทางมาจากเมืองฝูเฟิงหรือ มานะบากบั่นจริง ๆ”
ในตอนนี้ตั๋งโต๊ะรู้สึกผิดเล็กน้อย อย่างไรเสียโฮจิ๋นเรียกตนมาก็เพื่อจัดการกับเล่าเจี้ยงโดยเฉพาะ! แต่เมื่อเห็นกองทัพที่อยู่ด้านหลังขุนพลพิทักษ์ก็ย่อมหวาดกลัวอยู่บ้าง
“ฮ่า ๆ ขุนพลพิทักษ์ล้อเล่นแล้ว! แม่ทัพใหญ่เรียกตัวมา ข้าจะไม่มาได้อย่างไร”
เตียวเหยียงกับเตียวต๋งดูมีความสุขมาก แม้แต่คนหยิ่งผยองอย่างตั๋งโต๊ะยังนอบน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้าเล่าเจี้ยง ซึ่งมากพอจะแสดงให้เห็นอำนาจและชื่อเสียงราชบุตรเขยของฝ่าบาทองค์ก่อนแล้ว!
เล่าเจี้ยงกดคางลง ก่อนเดินไปข้างหน้า พาองค์ชายทั้งสองมาจากเตียวเหยียงกับเตียวต๋ง
“ใต้เท้าเตียว พวกท่านทำเช่นนี้องค์ชายทั้งสองตกใจกลัวจะทำเช่นไร? บุ่มบ่ามกันเกินไปแล้ว”
เตียวเหยียงกับเตียวต๋งย่อมไม่กล้าขัดขืน หลังมอบสองพระองค์ให้เล่าเจี้ยงแล้วก็เริ่มคร่ำครวญ
“ขุนพลพิทักษ์ยังไม่รู้อะไร เป็นอ้วนเสี้ยวและพวกชั่วเหล่านี้บีบขู่เข็ญ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือจริง ๆ!”
“เอาเถิด เอาเถิด ข้าเข้าใจแล้ว”
เล่าเจี้ยงพาองค์ชายทั้งสองเข้าไปในขบวนทัพเรื่อย ๆ ก่อนส่งสายตาให้เตียนอุยกับจูล่ง
ทั้งสองเข้าใจทันที ก่อนพลิกตัวลงจากหลังม้าเดินมุ่งตรงไปอยู่ด้านหลังพวกเตียวเหยียง
ในที่สุดเตียวเหยียงกับเตียวต๋งก็โล่งใจ ขันทีทั้งสองไม่ได้คิดเป็นอื่นเลย มั่นใจว่าทั้งสองจะมาช่วยประคองตัวเอง จึงรีบปริปากขอบคุณ
“ขอบคุณขุนพลพิ… อั่ก!?”
แต่กล่าวไม่ทันจบ เตียวเหยียงกับเตียวต๋งก็ถูกเตียนอุยกับจูล่งปาดคอพร้อมกัน ความเร็วนั้นมหาศาลมากจนตอบสนองไม่ทัน!
เพียงไม่กี่อึดใจ เล่าเจี้ยงก็ช่วยองค์ชายทั้งสองไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็สังหารเตียวเหยียงกับเตียวต๋งได้ด้วย
“ไอ้เตียวเหยียงกับเตียวต๋ง ไอ้สองตัวนี้บังอาจกระทำการเหิมเกริมกับองค์ชายทั้งสอง!”
ทุกคนมองเล่าเจี้ยงพาองค์ชายทั้งสองกลับอย่างนิ่งอึ้ง แต่กลับไม่มีใครกล้าขวางเขาหรือแม้แต่ส่งเสียงใด ๆ ออกมาเลย
“ขุนพลพิทักษ์!”
ในเวลานี้เองมีคนหนึ่งลุกออกมา เล่าเจี้ยงคุ้นเคยกับเจ้าของเสียงมาก จึงหันกลับมา
“พี่เมิ่งเต๋อ มีสิ่งใดชี้แนะหรือ?”
หน้าโจโฉกระตุกไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าตึงเครียดยิ่งนัก! แม้เล่าเจี้ยงจะยิ้มตอบ กระนั้นยังคงชวนให้สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกไม่รู้จบ
“ขุนพลพิทักษ์ ท่านจะทำอะไร?”
โจโฉกำหมัดแน่นแล้วเสี่ยงเอ่ยวาจาเหล่านี้ออกมา แม้รู้ว่าหากเล่าเจี้ยงฆ่าเขาตอนนี้ จะไม่มีผู้ใดปกป้องก็ตาม
“ฮ่า ๆ แน่นอนว่าคุ้มกันทั้งสองพระองค์กลับพระราชวัง หลังจากเสร็จพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ก็จะเถลิงราชย์ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ทันที!”
โจโฉรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เขากลัวว่าเล่าเจี้ยงจะมีเจตนาร้าย คิดยึดครอบครองลกเอี๋ยงไว้ในกำมือ
“ขุนพลพิทักษ์ ได้ยินว่าก่อนสวรรคต ฝ่าบาททรงเรียกท่านเข้าเฝ้า ไม่ทราบว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้ใครสืบทอดบัลลังก์ต่อ?”
ทุกคนต่างเงี่ยหูฟัง คำถามของโจโฉทำให้ทุกคนสงสัยขึ้นมา รวมถึงอ้วนเสี้ยวที่อยู่ด้านข้างยังไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เงียบ…
เล่าเจี้ยงไม่ตอบ ทุกคนเองก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ทั้งหมดจ้องมองไปที่เขา
ขุนพลพิทักษ์เองกวาดสายตามองทุกคนเช่นกัน ครั้นกำลังจะตอบ ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากด้านหลังอีกครั้ง
มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่มาจากด้านหลังตั๋งโต๊ะ ซึ่งดึงดูดความสนใจของทุกคนไป
ไม่นาน ร่างอันคุ้นเคยก็ปรากฏในสายตาเล่าเจี้ยง คือลิยู ลูกเขยและกุนซือของตั๋งโต๊ะนั่นเอง!
ลิยูไม่สนคนอื่น เขาควบม้ามาตรงหน้าพ่อตา และตะโกนเสียงดัง
“นายท่าน ข้านำกองทหารสองหมื่นห้าพันนายมาถึงแล้ว และยังมีลิฉุยกับกุยกีนำทัพสองหมื่นคนตามหลังมา อย่างช้าสุดถึงพรุ่งนี้!”
ลิยูตั้งใจประกาศแสนยานุภาพต่อหน้าผู้คนจำนวนมากที่นี่ เพียงเพื่อสร้างอำนาจให้กับตั๋งโต๊ะ!
ดวงตาตั๋งโต๊ะเป็นประกาย ไม่คิดเลยว่าลูกเขยของตัวเองจะมีประโยชน์ขนาดนี้ ทหารราบสองหมื่นห้าพันนายมาถึงเร็วมาก!
“ดี! เหวินโหยว เจ้ายังไม่รู้อะไร แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นตายแล้ว เตียวเหยียงกับเตียวต๋งขันทีทั้งสองถูกขุนพลพิทักษ์ฆ่าแล้วเช่นกัน!”
ดวงตาลิยูเบิกกว้าง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ ก่อนกวาดสายตามองทุกคน สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่เล่าเจี้ยง
“คารวะขุนพลพิทักษ์ ไม่คิดเลยว่าลากันไปได้ไม่นาน จากนายกองทหารม้าเลื่อนเป็นขุนพลพิทักษ์แล้ว ลิยูขอแสดงความยินดีด้วย”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม พร้อมคารวะกลับ
“ไม่ได้เจอกันหลายปี ท่านลิยูยังคงสง่างามเช่นเคย”
ลิยูแย้มยิ้มเต็มดวงหน้า แถมยังจงใจมองไปด้านหลังเล่าเจี้ยง
“ขุนพลพิทักษ์มาที่นี่พร้อมกองทัพไม่น้อยทีเดียว”
เล่าเจี้ยงอดหัวเราะในใจไม่ได้ ลิยูผู้นี้ร้ายกาจจริง ๆ เพิ่งพูดไปประโยคเดียวก็มีเจตนาไม่ดีแล้ว
“ฮ่า ๆ นี่คือกองทัพอุทยานทิศประจิมกับทัพองครักษ์หลวง รวมแล้วสามหมื่นกว่าคน ตอนนี้กลับไปอยู่สังกัดจวนขุนพลพิทักษ์แล้ว”
องครักษ์หลวง? ผู้คนฝั่งของอ้วนเสี้ยวตกตะลึงอีกระลอก ทัพองครักษ์หลวงอยู่ในสังกัดของโฮเบี้ยวมิใช่หรอกหรือ? จะกลับมาสังกัดจวนขุนพลพิทักษ์ได้อย่างไร?
“ขุน… ขุนพลพิทักษ์เล่า ขุนพลทหารม้ารถศึกโฮเบี้ยวเล่า เหตุใดหน่วยองครักษ์หลวงจึงกลับมาอยู่ใต้บัญชาจวนขุนพลพิทักษ์?”
เดิมทีอ้วนเสี้ยวต้องการเรียกเล่าเจี้ยงด้วยชื่อจริง ทว่าด้วยกองทัพมากกว่าสามหมื่นคนนี้ทำให้เขาจำใจต้องก้มหัวจริง ๆ
“โฮเบี้ยวก่อกบฏ ถูกแม่ทัพเง่าของสังหารแล้ว”
“เจ้า!”
ขณะที่อ้วนเสี้ยวจะระเบิดโทสะออกมา มือกลับถูกโจโฉจับไว้แน่น และฝืนกดสหายไว้
ก่อกบฏ! ก่อกบฏอีกแล้ว!
พระเจ้าเลนเต้สวรรคตไม่ทันไร เล่าเจี้ยงสังหารสองพี่น้องตระกูลโฮในข้อหากบฏไปแล้ว แถมยังควบคุมอำนาจทหารของราชธานีลกเอี๋ยงไว้ในมือทั้งหมดด้วย!
เล่าเจี้ยงทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร? เชื่อว่าทุกคนต่างมีคำตอบในใจแล้ว เพียงแต่กลัวอำนาจจึงไม่กล้าพูดออกมา
“ขุนพลพิทักษ์ ตั๋งโต๊ะจากเมืองฝูเฟิงมาไกล จะกลับไปมือเปล่าไม่ได้!”
ด้วยการมาของลิยูทำให้ตั๋งโต๊ะมีกองกำลังมากขึ้น ความมั่นใจจึงปริ่มขึ้นมากล้าท้าทายเล่าเจี้ยง
ตั๋งโต๊ะตัดสินใจแน่วแน่ ครั้งนี้แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นถูกเล่าเจี้ยงสังหารแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องปักหลักในลกเอี๋ยงให้ได้!
มีเพียงการอยู่ในราชธานีลกเอี๋ยงเท่านั้น เขาจึงจะได้รับอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าตึงเครียด ทว่าแอบมีความสุขอยู่ในใจ
ประวัติศาสตร์กำลังดำเนินไปในทางที่มันควรจะเป็น…
เมื่อครู่นักท่องเวลายังกังวลว่าตั๋งโต๊ะจะกลัวกองกำลังของเขาเสียอีก อย่างไรตั๋งโต๊ะก็ต้องอยู่ในลกเอี๋ยง หากไม่มีชายผู้นี้ ใครจะสร้างความวุ่นวายในเมืองหลวง? หรือต้องให้เล่าเจี้ยงแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่ และฉายาคนสาปแช่งสิบทิศไว้แทนรึ?
แม้ตั๋งโต๊ะจะไม่อยากอยู่ เล่าเจี้ยงก็จะหาทางทำให้เขาอยู่ต่อให้ได้!
ทว่าก็มิอาจปล่อยให้ตั๋งโต๊ะไร้ความยำเกรงได้ ดังนั้นจึงต้องสั่งสอนบทเรียนเล็ก ๆ ให้เสียหน่อย
“ทำไม แม่ทัพตั๋งโต๊ะมีความเห็นอื่นหรือ?”
ตั๋งโต๊ะวางมือลงบนเอว เขาเป็นคนหยาบกระด้าง ขอแค่มีกองกำลังอยู่ด้วยก็ย่อมไม่มีความหวั่นกลัว
“ขุนพลพิทักษ์กล้าหาญรบเก่งเช่นนี้ เรื่องนี้ข้าไม่แคลงใจ ทว่ากองทัพสามหมื่นนายของข้านี้หาใช่อ่อนแอเช่นกัน!”