พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 290 การมาถึงอย่างกะทันหันของกองทหารม้าหัวหอก
บทที่ 290 การมาถึงอย่างกะทันหันของกองทหารม้าหัวหอก
ตั๋งโต๊ะกับเล่าเจี้ยงเปิดสงครามกันหรือ? คนของกองทัพพระญาติล้วนตกตะลึง เมื่อสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสนามรบ พวกเขาจะรอดปลอดภัยได้อย่างไร
แต่มีคนหนึ่งที่ภายนอกดูกังวล ทว่าภายในเปรมปรีดิ์ยิ่งนั่นคืออ้วนเสี้ยวหรืออ้วนเปิ่นชู
อ้วนเสี้ยวเป็นลูกอนุของอ้วนฮอง มีฐานะต่ำต้อย และไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากตระกูลอ้วน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออ้วนสุดไม่เคยเห็นพี่ชายคนนี้เป็นมนุษย์เลย
เพราะสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ อ้วนเสี้ยวเลยเข้าร่วมสังกัดแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น เพราะรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาและท่าทางสง่างาม จึงได้รับความสำคัญ
ทว่าอ้วนเสี้ยวจริงใจกับโฮจิ๋นจริงหรือ?
ไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูลอ้วนจริงหรือ?
ความจริงแล้วไม่ใช่!
อ้วนเสี้ยวแค่ไม่ชอบการปฏิบัติจากบิดาผู้ให้กำเนิดอ้วนฮองและอ้วนสุดผู้เป็นน้องชายเขาเท่านั้น แต่นั่นเป็นเพียงแค่เรื่องราวในวัยเยาว์
ต้องยอมรับว่าราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเป็นยุคที่หน้าตาสำคัญจริง ๆ ขอแค่ดูดี ย่อมได้เปรียบเป็นธรรมดา
เมื่ออ้วนเสี้ยวค่อย ๆ เติบโตขึ้น รูปร่างหน้าตาอันสง่างามก็ค่อย ๆ ปรากฏ และได้รับความสนใจจากอ้วนฮองกับอ้วนหงุยมากขึ้น โดยเฉพาะอ้วนหงุยที่เข้าข้างอ้วนเสี้ยวอย่างมาก และนี่เป็นต้นตอเพลิงโทสะของอ้วนสุดเช่นกัน ที่อ้วนเสี้ยวได้อ้วนเทียรับเลี้ยงนั่นเพราะอ้วนหงุยสนับสนุน
ดังนั้นไม่ว่าภายนอกอ้วนเสี้ยวจะภักดีต่อจวนแม่ทัพใหญ่แค่ไหน ทว่าในตัวเขายังคงมีสายเลือดของตระกูลอ้วนอยู่ ยามนี้โฮจิ๋นถูกฆ่าแล้ว โฮเบี้ยวก็เช่นกัน กองกำลังของพระญาติพังทลายลงแล้ว ก็ถึงเวลาที่อ้วนเสี้ยวควรกลับคืนสู่รากเหง้าของตัวเอง
ราชธานีลกเอี๋ยงในตอนนี้หาใช่เหลือแค่ขุมกำลังฝ่ายเล่าเจี้ยง แต่ฝ่ายตระกูลทรงอิทธิพลยังคงยืนหยัดไม่ล้มมาตลอด เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวใด แค่อยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
เล่าเจี้ยงมีกองทัพสี่หมื่นนาย ย่อมแข็งแกร่งและอวดดีอยู่แล้ว ทว่าก็ทำให้ขุนพลพิทักษ์ซ่อมสุมกำลังอย่างเปิดเผยในที่แจ้งได้ ในขณะตระกูลเก่าแก่ที่นำโดยตระกูลอ้วนล้วนซ่อนอยู่ในความมืด
อ้วนเสี้ยวไม่เพียงแต่รู้ในจุดนี้ เล่าเจี้ยงเองก็กระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี ดังนั้นนับตั้งแต่ที่เขากับตั๋งโต๊ะเริ่มทะเลาะกัน สายตาของขุนพลพิทักษ์ไม่เคยละไปจากคุณชายตระกูลอ้วนเลย
ทุกท่วงทางของอ้วนเสี้ยวล้วนตกอยู่ในสายตาเล่าเจี้ยง โดยเฉพาะความสุขที่ซ่อนอยู่ในดวงตานั่น!
ทันทีที่เล่าเจี้ยงกับตั๋งโต๊ะเปิดสงครามกัน ต้องเกิดสถานการณ์เสือสองตัวต่อสู้กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ หากทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บด้วยกันทั้งคู่ แล้วใครกันจะได้ประโยชน์? เกรงว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้ว
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองฝ่ายต่างจับอาวุธของตน โดยเฉพาะพวกขุนพลของเล่าเจี้ยงต่างมีสายตาดุดัน เชื่อว่าแค่เล่าเจี้ยงสั่ง พวกเขาจะเร่งรุดไปข้างหน้าฉีกตั๋งโต๊ะเป็นชิ้น ๆ ทันที
ในตอนนั้นเอง มีเสียงคำรามอึกทึกดังมาจากด้านข้างอีกครั้ง ไม่นานควันฝุ่นฟุ้งตลบ แผ่นดินสั่นสะเทือน
ทหารม้าอีกแล้ว!
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ พลางทอดสายตาไปยังต้นเสียง
วันนี้ริมฝั่งแม่น้ำเหลืองคึกคักจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีกองกำลังมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้ บางทีอาจมีสงครามใหญ่เกิดขึ้น
ทหารม้าเคลื่อนพลแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นาน ทหารเกราะเงินก็ปรากฏสู่สายตา มาพร้อมธงใหญ่โบกสะบัด บนนั้นเขียนว่า กองทหารม้าหัวหอก
เป็นกองทหารม้าหัวหอกของเล่าเจี้ยง!
ขอแค่เป็นคนที่เคยผ่านการฝึกซ้อมทหารมา ก็ยากที่จะลืมกงล้อที่ราวกับโม่บดเนื้อนั่น! เหตุที่ผู้คนยำเกรงเล่าเจี้ยง นั้นก็เพราะทหารม้าหนึ่งหมื่นนายของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ไทสูจู้ควบม้ามาอยู่ตรงหน้าขุนพลพิทักษ์ ก่อนกุมมือคำนับเขา
“คารวะนายท่าน”
“จืออี้ ลำบากแล้ว”
ไทสูจู้ไม่ทราบว่าตรงนี้เกิดอะไรขึ้น ทว่าเห็นทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ก็วิเคราะห์สถานการณ์เบื้องต้นได้แล้ว
“นายท่าน กองทหารม้าหัวหอกพร้อมโจมตีทุกเมื่อ!”
เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้กองทหารม้าหัวหอกอยู่ที่นี่แล้ว เล่าเจี้ยงมีข้อได้เปรียบอย่างล้นหลาม ยิ่งปราศจากความหวั่นเกรง
แต่ตั๋งโต๊ะกลับไม่ผ่อนคลายขนาดนั้น ทหารม้าหมื่นคนนี้ไม่เท่าไร แต่ชุดเกราะมันวาวนี่น่าตกใจจริง ๆ
เกราะเหล็กและเกราะหนังนั้นต่างราวฟ้ากับเหว!
ทั้งสองอย่างไม่มีทางเทียบกันได้เลย
เดิมตั๋งโต๊ะไม่มีไพร่พลมากเท่าเล่าเจี้ยง กำลังของทั้งสองพอ ๆ กัน เดิมท่าทีแข็งขืนของเขาก็เป็นการกัดฟันสร้างศัตรูกับเล่าเจี้ยงแล้ว ตอนนี้การมาถึงของกองทหารม้าหัวหอก ทำให้เกิดความหวั่นวิตกขึ้นอย่างสิ้นเชิง!
“ขุนพลพิทักษ์ ข้าไม่ได้จะล่วงเกิน เพียงแต่…”
เดิมทีตั๋งโต๊ะอยากสรรหาเหตุผลมาแก้ไขความขัดแย้งนี้ ทว่าคิดอยู่นานก็หาข้อแก้ตัวที่ดีไม่ได้ จึงได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“เอาเถิด แม่ทัพตั๋งโต๊ะ ท่านกับข้าร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ทั้งร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายครั้ง เราเป็นมิตรกันนานแล้ว”
ตั๋งโต๊ะเห็นเล่าเจี้ยงไว้หน้าตัวเอง จึงรีบเอ่ยคล้อยตาม
“ใช่ ใช่! ขุนพลพิทักษ์พูดถูก! เรารู้จักกันมาหลายปี ความสัมพันธ์ของเราย่อมแน่นแฟ้นยิ่ง!”
เล่าเจี้ยงกลับมายิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง ตั๋งโต๊ะพูดจารู้เรื่องขนาดนี้ช่างดีไม่น้อย
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะยินดีจากแดนซานฟู่มาไกลเพื่อความปลอดภัยของเมืองลกเอี๋ยง คุณงามความดีเช่นนี้จะไม่ตกรางวัลได้อย่างไร บัดนี้ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต แม่ทัพตั๋งโต๊ะก็เป็นเสาหลักของบ้านเมืองเช่นกัน ท่านยินดีช่วยข้าสนับสนุนฮ่องเต้องค์ใหม่หรือไม่”
ตั๋งโต๊ะปีติยินดี หากรู้ว่าเล่าเจี้ยงมีไมตรีให้ ไยตัวเองต้องก่อเรื่องขนาดนี้ด้วย? เขาเสียใจมากจริง ๆ
“ขุนพลพิทักษ์มีคุณธรรมนัก! เมื่อครู่เป็นข้าไร้มารยาทเอง ขออภัยด้วย”
หลังจากตั๋งโต๊ะพูดจบก็รีบกุมมือขอโทษเล่าเจี้ยง ท่าทางนับว่านอบน้อมมากทีเดียว!
“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพียงแต่อย่างไรเสียเมืองลกเอี๋ยงก็เป็นเมืองของฮ่องเต้ มิอาจนำกองกำลังเข้าไปได้ พวกเราให้กองกำลังประจำการอยู่นอกเมืองดีหรือไม่?”
ข้อเสนอของเล่าเจี้ยงไม่มีปัญหาอะไร ถึงอย่างไรก็เป็นราชธานี ควรนำกองกำลังเข้าไปเสียที่ไหน? ตั๋งโต๊ะคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“เหวินโหยวเจ้ารีบไปตั้งค่าย และบอกลิฉุยกับกุยกี เมื่อพวกเขามาถึงให้เข้าไปรอในค่ายด้วย หากไม่มีคำสั่งข้า ห้ามเคลื่อนไหวใด ๆ”
ตั๋งโต๊ะรีบสั่งลิยูที่อยู่ด้านข้าง เชื่อว่าด้วยความปราดเปรื่องของลูกเขยมากพอจะจัดการกองทัพใหญ่ได้
“จืออี้ กงต๋า แม่ทัพเง่าของ พวกเจ้าก็นำทหารของตัวเองกลับค่ายเถิด”
ไทสูจู้กับเง่าของไม่ได้จากไปในทันที เพียงแต่ลังเลเล็กน้อย เหมือนพวกเขายังกังวลสถานการณ์ที่นี่อยู่
“ไม่ต้องห่วง แม่ทัพตั๋งโต๊ะมีสติปัญญา ไม่ทำเรื่องโง่เง่าหรอก”
เมื่อเล่าเจี้ยงกล่าวเช่นนี้ ทั้งสองคนก็ไม่มีข้อกังขาอะไรอีก เพียงกุมมือรับคำสั่ง
“จริงสิแม่ทัพเง่าของ อย่าลืมจัดเตรียมหน่วยองครักษ์หลวงสามพันนายเข้าเมืองลกเอี๋ยง เรื่องความปลอดภัยของพระราชวังจะประมาทไม่ได้!”
เล่าเจี้ยงเรียกรั้งแม่ทัพเง่าที่กำลังจะจากไปเอาไว้ และมอบหมายงานให้อีกครั้ง
เง่าของไม่พูดอะไร แค่กุมมือรับคำสั่ง
เดิมทีมีทหารองครักษ์คอยดูแลพระราชวังอยู่นับพันคน ตอนนี้ในพระราชวังตกอยู่ในความอลหม่าน ไม่รู้ว่าจะเหลือคนเท่าไร
หลังกองกำลังแยกย้ายกันไป แม่น้ำเหลืองที่เดิมทีแน่นขนัดก็ลดลง สงครามใหญ่ก็คลี่คลาย
ลูกน้องใต้บัญชาจวนแม่ทัพใหญ่ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก และแอบอุทานในใจว่า ‘รอดแล้ว’ ไม่ได้
มีเพียงอ้วนเสี้ยวเท่านั้นที่ดูไม่เต็มใจ ความฝันที่จะนั่งตักตวงผลประโยชน์ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง!
มารดาเจ้าเถอะเล่าเจี้ยง! อย่าคิดว่าเจ้าจะชนะได้ตลอดนะตระกูลอ้วนเราไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น!
อ้วนเสี้ยวก่นด่าด้วยความโกรธในใจ ก่อนนำคนอื่น ๆ กลับลกเอี๋ยง ละครฉากนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
“ไปกันเถิดแม่ทัพตั๋งโต๊ะ!”
“ขุนพลพิทักษ์เชิญ!”
ภายใต้คำเชิญของเล่าเจี้ยง ตั๋งโต๊ะกับเล่าเจี้ยงก็คุ้มกันองค์ชายทั้งสองกลับเมืองลกเอี๋ยงด้วยกัน
เมื่อเห็นไม่มีใครอยู่รอบ ๆ ตั๋งโต๊ะอดเข้าไปหาเล่าเจี้ยง พลางถามเบา ๆ ไม่ได้
“ขุนพลพิทักษ์ ไม่ทราบว่าฝ่าบาททิ้งคำสั่งเสียอะไรไว้หรือไม่ และให้องค์ชายพระองค์ใดสืบทอดบัลลังก์ต่อ?”
“เอ่อ…”