พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 30 ทหารเดนของเล่าเจี้ยง
บทที่ 30 ทหารเดนของเล่าเจี้ยง
ณ ถนนหลักแคว้นกุนจิ๋ว
เล่าเจี้ยงกำลังนำคนสองพันหนึ่งร้อยนายออกเดินทางไปยังเมืองเอ่งช้วน เมื่อนึกถึงเรื่องที่เผชิญมาสามวันก่อน เขายังคงกัดฟันด้วยความเคียดแค้น
หลังจากพวกฮองตงเลือกทหารได้แล้ว ในตอนที่จะไปรับม้าและอาวุธต่าง ๆ เจ้าหน้าที่คลังอาวุธกลับแจ้งว่าตอนนี้คลังว่างเปล่า ทั้งยังรวบรวมอาวุธมากมายขนาดนั้นไม่ทัน กระทั่งม้าสักตัวหนึ่งก็ไม่มี!
ไม่มีจริง ๆ หรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่ ไม่ว่าคลังอาวุธจะว่างเปล่าแค่ไหน มันจะน้อยจนไม่สามารถจัดเตรียมให้ถึงสองพันคนได้เลยหรือ?
เล่าเจี้ยงรู้อยู่แก่ใจว่าเขาฮิวกำลังก่อกวนเขาอยู่! จึงไปคุยกับโฮจิ๋น
ฝ่ายแม่ทัพใหญ่ก็ร่ำไห้บ่นว่าแม่ทัพทั้งสามออกรบนำอาวุธในคลังไปจนหมด แม้แต่อาวุธที่จะจัดเตรียมไว้ให้กับทัพป่าทัพขนนกก็ยังมีไม่พอ
เล่าเจี้ยงรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายโป้ปด อาวุธของกองทหารรักษาพระองค์ล้วนเปลี่ยนเป็นของใหม่ทั้งหมด หากไม่ตาบอดย่อมมองออก
เด็กหนุ่มใช้ไม้อ่อนเอ่ยหว่านล้อมไม่หยุด จนสุดท้ายก็ได้รับอาวุธชำรุด และม้าห้าสิบตัวมา
อาวุธของทหารสองพันนายมีสะเปะสะปะทั้งมีด ดาบ ง้าว หอก แม้กระทั่งกระบองไม้ก็ยังมี ยิ่งชุดเกราะยังชำรุดทรุดโทรมมาก
บอกว่านี่เป็นทหารประจำของทางการ คงไม่มีใครเชื่อแน่นอน แต่หากบนหัวโพกผ้าเหลือง บอกว่าเป็นทหารกบฏโพกผ้าเหลืองย่อมไม่มีคนสงสัย!
และที่ทำให้เล่าเจี้ยงโกรธแค้นที่สุดคือ ให้ธนูเก่า ๆ ชำรุดมาแค่หนึ่งร้อยกว่าคัน เล่าเจี้ยงลองดูแล้ว ยังดึงหักไปแล้วคันหนึ่ง เมื่อเสียธนูไปคันหนึ่ง ก็เหลือเพียงหนึ่งร้อยคันถ้วน
เฮ้อ… ตลอดที่เดินทางมา เล่าเจี้ยงเอาแต่ถอนหายใจไม่หยุด
ภาพสยบกลุ่มโจรไปทั่วสารทิศอย่างองอาจผึ่งผายมิอาจเป็นจริงได้แล้ว
หากไม่ใช่เพราะพวกฮองตองนำทัพได้ มีขวัญกำลังใจที่ดี เกรงว่ากองทัพนี้คงไปไม่ถึงเมืองเอ่งช้วนและคงแตกซ่านไปแล้ว!
โชคดี พวกเล่าเจี้ยงสี่คนล้วนติดอาวุธครบมือ ซึ่งไม่ได้มาจากโฮจิ๋น แต่เล่าเจี้ยงเป็นคนจัดหามาเองทั้งหมด
ทั้งสี่คนสวมชุดเกราะยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้น โดยเฉพาะเตียนอุยผู้บ้าระห่ำ สวมชุดเกราะสีดำสนิทเหมือนหอคอยเหล็ก ทวนคู่ใหญ่ถูกแขวนไว้บนหลังม้า เล่าเจี้ยงได้ทำทวนเหล็กคู่ใหม่ที่ลกเอี๋ยงให้แก่เตียนอุยแล้ว
ฮองตงสวมชุดเกราะสีเหลือง ส่องแสงระยิบระยับท่ามกลางแดดจ้า มีเกาทัณฑ์ห้อยอยู่ใต้ม้า สายธนูที่แข็งหนาที่ทำให้ผู้คนหน้ามืด!
นี่คือธนูแรงง้างสี่ต้านที่เล่าเจี้ยงเสียเงินเสียทองซื้อมาให้ตอนอยู่ที่แคว้นกิจิ๋ว!
ไทสูจู้เคยลองยิงแล้ว สามารถยิงออกไปได้ ทว่าผลลัพธ์กลับเทียบกับอานุภาพของธนูแรงดึงสามต้านไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าไม่มีกำลังแขนเพียงพอ
ไทสูจู้สวมชุดเกราะสีเงิน มือถือหอกยาว ดูผึ่งผายองอาจ
และที่ดูโดดเด่นที่สุดคงเป็นเล่าเจี้ยง สวมชุดเกราะสีทอง ดูสะดุดตา
เล่าเจี้ยงไม่อยากเด่นขนาดนั้น ทว่าขัดเล่าเอี๋ยนไมได้
เล่าเอี๋ยนบอกว่านี่เป็นเสื้อเกราะที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งแข็งแรงมาก จนเขาทำได้เพียงตอบรับตกลง
เด็กหนุ่มสูงล่ำสันอยู่แล้ว หลังจากสวมชุดเกราะสีทอง ยิ่งดูทรงพลังเหนือขั้นขึ้นไปอีก
ม้าของทั้งสี่คน เล่าเจี้ยงก็เป็นคนออกเงินซื้อมาเอง แม้ม้าทั้งสี่ตัวจะไม่ใช่ม้าล้ำค่าอะไร ทว่าก็เป็นม้ารบที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ในลกเอี๋ยงแล้ว
ม้าสี่ตัวรวมกับชุดเกราะสามชุด แทบทำเอาเล่าเจี้ยงกระอักเลือด
ทุกครั้งใกล้จะถึงเวลากลางคืน เล่าเจี้ยงจะสั่งให้ตั้งค่ายพักแรม ไม่มีการเดินทัพตอนกลางคืนทั้งสิ้น
ครั้งแรกนำทัพออกรบ เล่าเจี้ยงระมัดระวังอย่างมาก ไม่ได้เร่งรีบเดินทัพเลยแม้แต่น้อย และรักษาความเร็วสี่สิบลี้ต่อวันเอาไว้…
แรกเริ่มพวกทหารแค่มารวมกันชั่วคราว กอปรกับได้อาวุธย่ำแย่เกินไป ขวัญกำลังใจแค่คิดก็รู้ได้
สำหรับคนสองพันกว่าคน เรื่องสนามรบในเมืองเอ่งช้วนตอนนี้เสมือนน้ำหนึ่งแก้วรบกับเกวียนขนฟืนที่ไฟไหม้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ‘ทหารที่รอดตาย’ เหล่านี้
ตอนนี้เล่าเจี้ยงมาถึงทัพของฮองฮูสงแล้ว สภาพตอนนี้ไม่แน่อาจถูกรังเกียจก็เป็นได้
หลังจากตั้งค่ายพักแรมแล้ว ทุกคนก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่กระโจมของเขา
“ฮั่นเซิง หากเจอกองทัพโพกผ้าเหลือง จะมีกำลังพอต่อสู้หรือไม่?”
“นายท่าน หากเจอกลุ่มโพกผ้าเหลืองกลุ่มเล็กๆ พวกเราสู้กันสุดชีวิต หรือสู้จนตัวตาย แต่หากเจอกับกองทหารกลุ่มใหญ่… ”
ฮองตงมีสีหน้าจนใจ ไม่ได้เอ่ยต่อไป เชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจสถานการณ์ดี
เล่าเจี้ยงรู้ว่าพยัคฆ์เกาทัณฑ์แค่พูดให้มันน่าฟัง หากไม่ใช่เพราะหัวเรือใหญ่ที่นำกองทัพล้วนแต่เป็นผู้กล้า ก็คงไม่มีกำลังต่อสู้แน่นอน
“บ้าเอ๊ย! ไอ้เลวเขาฮิว ไอ้โง่โฮจิ๋น!”
“นายท่าน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ด่าเขาฮิวให้ตายอย่างไรก็ไร้ประโยชน์”
ไทสูจู้เห็นท่าทางซึมเศร้าของเล่าเจี้ยง จึงได้แต่เอ่ยปลอบโยน
“นายท่าน มิสู้เราเร่งเดินทัพไปให้ถึงทัพของแม่ทัพฮองฮูสงดีหรือไม่”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้า ปฏิเสธความเห็นของไทสูจู้
“หากทหารเหลือเศษพวกนี้เข้าไปรวมกับทัพใหญ่ จักต้องบั่นทอนขวัญกำลังใจของกองทัพเป็นแน่! ฮองฮูสงไม่มีทางรับได้แน่นอน มิสู้คิดหาวิธีเองจะดีกว่า”
“นายท่านไม่ต้องเป็นห่วง หากเจอกลุ่มโพกผ้าเหลือง ข้าจะพุ่งเข้าใส่พวกมันจนล้มหัวคะม่ำไปเลย”
เล่าเจี้ยงมองเตียนอุยที่เอ่ยคำสัตย์อย่างจริงใจ ก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“ข้ากับเอ้อร์ไหลองอาจกล้าหาญ ทว่าพละกำลังของคนคนเดียวมักมีจำกัด”
เล่าเจี้ยงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยกับทุกคน
“พวกเราไม่ต้องรีบเดินทางไปยังสนามรบหลัก เพราะหนึ่งขวัญกำลังใจทหารยังไม่เต็มที่พอ ทหารยังไม่มีใจในการรบ สองโอกาสยังมาไม่ถึง”
เล่าเจี้ยงคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ดี หัวใจสำคัญของสงครามเมืองเอ่งช้วนอยู่ที่จูฮีถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ โปไฉปิดล้อมฉางชีเอาไว้
“ฮั่นเซิง เลือกคนที่มีความสามารถสูงในบรรดาพลคุ้มกันมาห้าสิบคนเท่ากับจำนวนม้า และเดินทางไปสืบข่าวที่เมืองลำหยง หาอีกสิบห้าคนไปสืบข่าวที่เมืองเอ่งช้วน ส่วนที่เหลือยี่สิบคนให้สืบข่าวกลุ่มโพกผ้าเหลือที่ตรงข้านี้”
“รับบัญชา!”
“ยามนี้กองกำลังโพกผ้าเหลืองมีอยู่ทั่วทุกที่ ข้าจะวางแผนไปด้วยเดินทางไปด้วยเพื่อฝึกฝนพวกทหาร”
“เกรงว่าทหารของเราจะยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ”
“แต่คุณค่าของทหารอยู่ที่ความสามารถในการสู้รบหาใช่จำนวนไพร่พล แม้กลุ่มโพกผ้าเหลืองจะมีจำนวนมาก แต่เป็นพวกเสเพล การฝึกทหารครานี้ หากมีทหารชั้นยอดมากกว่าหนึ่งพันคน ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลนเราแล้ว”
“ขอรับ”
เมื่อทุกคนเห็นเล่าเจี้ยงตัดสินใจแล้ว ก็ไม่พูดอะไรมากอีก และเลือกที่จะไปทำตามคำสั่ง
เด็กหนุ่มมีความเห็นแก่ตัวอยู่เล็กน้อย เขาไม่เคยสู้รบในสนามรบ ตั้งแต่มาเกิดใหม่ก็ไม่เคยฆ่าสิ่งมีชีวิตใดด้วยตัวเองเลย!
บนโลกนี้แม้จะฆ่าเสือไปตัวหนึ่ง ก็ยังมีไทสูจู้คอยช่วย
เล่าเจี้ยงไม่อยากจะจินตนาการภาพนรกแดนตายที่ผู้คนแขนขาขาดเหล่านั้นอีก เมื่ออยู่ในค่ายทหาร ความรู้สึกกดดันได้ก่อขึ้นมาในใจ
สนามรบไม่มีทางเป็นยุทธภูมิผู้กล้าเหมือนที่เขาจินตนาการไว้แน่นอน แต่คือความเป็นความตายอย่างแท้จริง!
ด้วยเหตุนี้ ทัพของพวกเล่าเจี้ยงยิ่งเดินทางช้าลง และมักจะเปลี่ยนเส้นทางไปทางอื่น
เล่าเจี้ยงได้เริ่มต้นชีวิตในสนามรบของเขาแล้ว