พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 325 จางจื่อตกหลุมพราง
บทที่ 325 จางจื่อตกหลุมพราง
ณ จวนท่านเจ้าเมือง อำเภออ้วนเสีย เมืองลำหยง
“ท่านเจ้าเมือง เจ้าเมืองตองกุ๋น เกียวโป้ส่งเอกสารทางการมาสามฉบับ แจ้งสั่งให้เจ้าเมืองทั่วหล้าระดมกำลังทหารปราบปรามตั๋งโต๊ะ ยามนี้เจ้าเมืองปุดไฮได้ชูธงก่อการขึ้นแล้ว และเชื้อเชิญเหล่าขุนพลผู้กล้าจากทั่วสารทิศเข้าเมืองหลวงรับใช้ฮ่องเต้”
จางจื่อไม่สบอารมณ์ยิ่ง นี่เสมือนคลื่นลูกแล้วลูกเล่า เรื่องของอ้วนสุดเคี่ยวกรำเขาไม่พอ อ้วนเสี้ยวยังถือโอกาสระดมพลขึ้นอีก!
“เกียงจู่เป๋า! ข้าเพิ่งได้รับตำแหน่งจากตั๋งโต๊ะ แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองลำหยง รวมถึงผู้ว่าการแคว้นเกงจิ๋วอย่างเล่าเปียวเองล้วนได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่จากตั๋งโต๊ะทั้งสิ้น หรือว่าคิดจะระดมพลก่อการทรยศแล้ว?”
เกียงจู่เป๋าคือกุนซือใกล้ตัวที่สุดของจางจื่อ คอยติดตามมาจากเมืองเอ่งช้วน ยามนี้เมืองลำหยงมีกิจธุระใด จางจื่อล้วนแล้วแต่หารือกับเกียงจู่เป๋าทั้งสิ้น
“ท่านเจ้าเมือง ยามนี้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากสนับสนุนตอบรับอ้วนเสี้ยว เช่นนั้นเราต้องส่งกำลังทหารออกไปยังราชธานี ทว่าเมื่อเราออกจากอำเภออ้วนเสียแล้ว จะยังหวนกลับมาได้อยู่หรือ? อ้วนสุดคอยจับตามองอยู่ที่เมืองหลู่หยางตลอดเวลา!”
มีหรือจางจื่อจะไม่เข้าใจเหตุผลนี้ เขาเองก็กังวลใจเช่นกัน
“ก็ใช่น่ะสิ! ทว่าหากเราไม่ตอบรับอ้วนเสี้ยว เช่นนั้นอ้วนสุดย่อมใช้โอกาสโจมตีอำเภออ้วนเสียในยามนี้แน่! สามสิบเจ็ดอำเภอของเมืองลำหยง มีสามสิบหกอำเภอที่อ้วนสุดลอบดึงเข้าพวกอย่างลับๆ คาดการณ์ว่าตอนนี้พลทหารและอาชาของอ้วนสุดคงมีมากกว่าเราหลายเท่า”
เกียงจู่เป๋าเผยสีหน้าลำบากใจ เขาเองก็ไม่มีหนทางที่ดีกว่าแล้วเช่นกัน หากให้จัดการกิจของรัฐบางอย่างยังพอทำได้ ทว่ากลยุทธ์ที่บังคับทิศทางสถานการณ์ภาพรวมเช่นนี้ช่างทำให้เขาลำบากใจเกินบรรยาย
“ท่านเจ้าเมือง จากความเห็นอันต่ำต้อยของผู้น้อย เคลื่อนไหวยามนี้ยังมิสู้อยู่นิ่งไปก่อนขอรับ กำแพงเมืองของอำเภออ้วนเสียสูงใหญ่ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ในเมืองมีพลทหารคุ้มกันนับหนึ่งหมื่น ซึ่งมากพอปกป้องตัวเองได้ขอรับ ควรเฝ้าสังเกตการต่อสู้ระหว่างตั๋งโต๊ะและอ้วนเสี้ยวไปก่อน จากนั้นเราค่อยตัดสินใจจากสถานการณ์เอาขอรับ”
จางจื่อพยักหน้าอย่างหมดหนทาง ต้องการทหารแต่ไร้ทหาร ต้องการขุนพลแต่ไร้ขุนพล ต่อให้จางเหลียงฟื้นคืนชีพ ยามนี้ก็คงไร้ซึ่งหนทางจัดการอยู่ดี
“ก็ทำได้แค่นี้แล้วเช่นกัน หวังว่าตั๋งโต๊ะจะสะกดสองสหายอ้วนได้ เช่นนั้นพวกเราจะได้มีโอกาสรอดชีวิตอีกสักเสี้ยว”
“รับทราบ”
นอกประตูมีทหารนายหนึ่งพรวดพราดเข้ามา ท่าทางดูร้อนรนผิดปกติ
“มีเรื่องอันใดถึงรีบร้อนเพียงนี้? คงมิใช่ว่าอ้วนสุดมาถึงเมืองแล้วใช่ไหม?”
จางจื่อเขม็งจ้องทหารนายนั้น กลัวว่าอีกฝ่ายจะตอบรับตามสิ่งที่ตนคาดคิดไว้
“เรียนท่านเจ้าเมือง เจ้าเมืองเตียงสา ซุนเกี๋ยนชิงนำกองทัพใหญ่สองหมื่นนายมุ่งหน้ามา! ซุนเกี๋ยนส่งเสียงต้องการการสนับสนุนเข้าเมืองไปปราบปรามตั๋งโต๊ะ หวังว่าท่านเจ้าเมืองจะสนับสนุนเสบียงทหารและหญ้าม้าให้สักหน่อยขอรับ”
จางจื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก ขอเพียงไม่ใช่อ้วนสุดรุกหน้าเข้ามาก็ถือว่าเป็นข่าวดีที่สุดแล้ว!
“เกียงจู่เป๋า ซุนเกี๋ยนบอกว่าต้องการเสบียงและหญ้าม้า เราควรมอบให้หรือไม่?”
“มอบให้ไม่ได้ขอรับ!”
คราวนี้เกียงจู่เป๋าตอบกลับอย่างรวดเร็วไม่มีลังเล
“ท่านเจ้าเมือง ซุนเกี๋ยนเป็นเจ้าเมืองเตียงสา ยศศักดิ์เดียวกับท่าน ไหนเลยเขาจะมีอำนาจสั่งการให้เรามอบเสบียงทหารและหญ้าม้าของเมืองลำหยงให้? ให้พูดอีกคือ… ซุนเกี๋ยนผู้นี้เป็นคนโหดใจเหี้ยม สังหารอองยอง ผู้ตรวจการเกงจิ๋ว คิดดูแล้วเขาเองก็มิได้มีเจตนาดีเสียเท่าไร”
จางจื่อปวดหัวเจียนตายอยู่รอมร่อแล้ว หากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่มีทางมาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองลำหยงแน่!
“ทว่าซุนเกี๋ยนแข็งแกร่งและมีกองกำลังทหาร ได้ยินว่าขุนพลพิทักษ์เล่าเจี้ยงยังกล่าวชมเขาไว้ตั้งมาก หากไม่ให้ พวกเราคงสร้างความแค้นให้เขา หากซุนเกี๋ยนและอ้วนสุดร่วมมือโจมตีลำหยงขึ้นมา เราจะทำอย่างไรเล่า?”
เกียงจู่เป๋าโดนถามเช่นนี้ก็ใบ้กินทันใด เขาเสียใจเหลือเกิน หากรู้ว่าเรื่องราวจะยุ่งเหยิงเพียงนี้ ตีให้ตายเขาก็ไม่มีทางตามจางจื่อมาทิ้งชีวิตที่นี่แน่
“แบบนี้ก็แล้วกันท่านเจ้าเมือง ส่งคนไปบอกซุนเกี๋ยนก่อนว่าเมืองลำหยงเกิดภัยแล้ง คลังว่างเปล่า ดูว่าเขามีท่าทีอย่างไรค่อยตัดสินใจอีกที”
จางจื่อพยักหน้า ถอนหายใจหนักหน่วงเฮือกใหญ่
“ทำได้แค่นี้แล้วล่ะ…”
ไม่ช้านายทหารที่จางจื่อส่งไป ก็กลับมารายงานจากกองทัพซุนเกี๋ยน
นายทหารบอกเล่าเหตุผลของพยัคฆ์แห่งกังตั๋ง รวมถึงการฝากทักทายถึงจางจื่ออย่างละเอียด ซ้ำยังส่งมอบวัวและแกะให้เป็นของกำนัลไม่น้อย ทั้งยังอธิบายรายละเอียดความขัดแย้งระหว่างอ้วนสุด พร้อมทั้งเอ่ยเป็นนัยหวังว่าจางจื่อจะร่วมมือกับเขาต่อกรอ้วนสุดอีกด้วย
“ท่านซุนพูดแบบนี้จริงหรือ? เขามีความแค้นส่วนตัวกับอ้วนสุดหรือ?”
นายทหารยืนยันข้อสงสัยของจางจื่อซ้ำเป็นรอบที่สาม ทั้งยังรับประกันว่าตนมิได้โป้ปด
“นายท่าน ซุนเกี๋ยนแข็งแกร่งและมีกำลังพล ทั้งยังเป็นทหารผ่านศึกมานับไม่ถ้วน หากร่วมมือกับเขา อ้วนสุดย่อมไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป!”
นี่ถือว่าเป็นข่าวดีที่สุดของเมืองลำหยงเลยก็ว่าได้! มีซุนเกี๋ยนกับทหารสองหมื่นนายเพิ่มเข้ามา ประกอบกับกองทัพเมืองอ้วนเสียอีกหนึ่งหมื่นนาย ก็มากพอต่อกรอ้วนสุดแล้ว!
“เกียงจู่เป๋า ท่านซุนมอบของขวัญมากมายให้เรา ข้าอยากไปค่ายทหารของซุนเกี๋ยนเพื่อแสดงความขอบคุณ และจะได้ถือโอกาสนี้หารือปัญหาของอ้วนสุดกับท่านซุน”
เกียงจู่เป๋ารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก จึงเห็นด้วยทันที
“ท่านเจ้าเมืองพูดถูก พรุ่งนี้ข้าจะไปพร้อมกับท่านใต้เท้า หากพรุ่งนี้ซุนเกี๋ยนมีเงื่อนไขอะไร ขอแค่ไม่มากเกินไป ท่านเจ้าเมืองก็ตกลงเขาได้หมด”
“ทุกอย่างให้เป็นไปตามเจ้าว่า”
ช่วงเช้าวันถัดมา จางจื่อกับเกียงจู่เป๋าไปที่ค่ายทหารของซุนเกี๋ยนพร้อมรถเข็นที่เต็มไปด้วยของขวัญ ซุนเกี๋ยนกระตือรือร้นมาก ออกมามาต้อนรับจางจื่อถึงนอกประตูค่ายและนำเข้าไปในกระโจมผู้บัญชาการด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นตัวซุนเกี๋ยน จางจื่อยิ่งรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ รูปร่างพยัคฆ์แห่งกังตั๋งนี้ดูเหมือนขุนศึกห้าวหาญ อีกทั้งทหารที่เห็นมาตลอดทางล้วนดูเก่งกาจเป็นงาน อย่างที่กองทหารรักษาการณ์เมืองอ้วนเสียมิอาจเทียบได้
ภายในกระโจมผู้บัญชาการ หลังแบ่งแยกแขกเจ้าภาพนั่งแล้ว จางจื่อก็เป็นฝ่ายหยิบจอกเหล้าขึ้นมาแสดงความเคารพต่อซุนเกี๋ยนก่อน
“ข้าน้อยได้ยินชื่อเสียงท่านซุนมานาน วันนี้ได้เห็นช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก จางจื่อขอดื่มให้ท่านซุนจอกหนึ่ง เชิญ”
ซุนเกี๋ยนสุภาพมาก ก่อนยกจอกเหล้าตอบรับ
“เจ้าเมืองจางเกรงใจเกินไปแล้ว ข้ามิบังอาจรับคำชมได้ เชิญ!”
หลังดื่มไปจอกหนึ่ง ซุนเกี๋ยนก็เริ่มคุยเรื่องทางการ
“เจ้าเมืองจาง บัดนี้ตั๋งโต๊ะสร้างความวุ่นวาย เป็นพิษร้ายบ่อนทำลายต้าฮั่น สร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ข้าไร้อำนาจวาสนา ทว่ายินดีนำสหายพี่น้องเมืองกังตั๋งไปยังลกเอี๋ยง กำจัดไอ้ทรราชเพื่อแผ่นดิน ไม่ทราบว่าเจ้าเมืองจางยินดีร่วมไปกับเราหรือไม่?”
จางจื่อใช้มือลูบคาง แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“อืม… ท่านซุนภักดีต่อแผ่นดิน จางจื่อนับถือยิ่งนัก เพียงแต่เมืองลำหยงมีทหารน้อยนิด ทั้งยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งจับจ้องอยู่ จางจื่อมีใจอยากช่วยเหลือ แต่ไม่มีกำลังอย่างท่านซุน”
“ศัตรูที่แข็งแกร่ง? ไม่ทราบว่าศัตรูแข็งแกร่งที่เจ้าเมืองจางกล่าวถึงคือ…”
จางจื่อถอนหายใจ และดื่มเหล้าอีกจอกหนึ่ง
“แน่นอนว่าเป็นอ้วนสุด! นับตั้งแต่เขามาถึงเมืองลำหยงก็สร้างปฏิปักษ์ต่อข้าไปทุกหนทุกแห่ง ตระกูลอ้วนหยั่งรากฝังลึก แต่ละอำเภอในเมืองลำหยงแอบติดต่อกับเขาอย่างลับ ๆ ข้ามีใจจะช่วย แต่กลับไร้ความสามารถจริง ๆ ”
ซุนเกี๋ยนมองจางจื่อด้วยสีหน้าฉงน
“ได้ยินมาว่าแม่ทัพอ้วนสุดได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักให้เป็นแม่ทัพหลัง แล้วไยเจ้าเมืองจางถึงขัดแย้งกับเขาได้เล่า?”
“ท่านซุนไม่รู้อะไร อ้วนสุดนั้นอยากได้เมืองลำหยง! อยากให้ข้าถอยกลับที่เดิมข้ามานานแล้ว ทว่าข้าได้ยินว่าท่านซุนก็มีความบาดหมางกับอ้วนสุด ไม่ทราบว่า…”
“หึหึหึ…”
ซุนเกี๋ยนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยืนขึ้นเดินไปกลางกระโจม แล้วตะโกนออกไปด้านนอก
“แม่ทัพอ้วน! เชิญเข้ามาสิ เรื่องบาดหมางเราท่านบอกเจ้าเมืองจางเองดีกว่า!!”
ม่านกระโจมเบิกออก! คนที่เดินเข้ามาสวมอาภรณ์งดงามหรูหรา หากไม่ใช่อ้วนสุดแล้วจะเป็นใครได้อีก!
ดวงตาจางจื่อเบิกกว้าง รูขุมขนทั่วร่างพลันลุกทันใด พลางมองซุนเกี๋ยนที่อยู่ตรงข้ามด้วยความประหลาดใจ
“ท่านซุน เจ้า… เจ้า…”
อ้วนสุดเพียงแค่ชำเลืองมองจางจื่อ ระหว่างเดินตรงไปนั่งบนตำแหน่งผู้บัญชาการ
“ท่านซุน ข้าขอตัวลาก่อน!”
จางจื่อลุกขึ้นทันที พยายามจะหนีออกจากกระโจม ทว่าก้าวไปได้แค่ก้าวเดียว ก็ต้องถอยหลังกลับ เพราะบัดนี้เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยศาสตราวุธแหลมคมวาววับ
“เจ้าเมืองจาง …เจ้าคิดจะไปไหนได้อีก?”
อ้วนสุดเผยรอยยิ้มน่าสยดสยองออกมา ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลนและเย้ยหยัน