พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 33 ความเป็นตายของเล่าเจี้ยง
บทที่ 33 ความเป็นตายของเล่าเจี้ยง
จบแล้ว…
จบแล้วงั้นรึ?
ทหารกองกำลังส่วนตัวล้มลงทีละคน ทหารหลวงหนีไปทุกทิศทุกทาง ฮองตงและคนอื่น ๆ ยังคงต่อสู้อย่างสุดชีวิต
เล่าเจี้ยงรู้สึกหนาวสะท้าน และไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
ฝึกฝนอย่างยากลำบากมาสิบกว่าปี
สี่พันกว่าทิวาราตรี!
ข้า…ไร้ความสามารถเช่นนี้จริงหรือ?
แม้จะหนีความตายมาได้โดยบังเอิญ แต่อนาคตเล่า?
ประชาชนบนแผ่นดินนี้จะมองข้าอย่างไร
เต้เหี้ยนจะเห็นข้าเป็นอะไร
ซุนฮิวจะคิดกับข้าเช่นไร
กัวหยวนกับซุนเขียนเล่าจะรู้สึกอย่างไร
ฮองตง เตียนอุย ไทสูจู้เล่า จะคิดกับข้าเช่นไร
แล้วก็ยังมีเอี๋ยมเอ๋อร์ นาง…
หมดปัญญาสู้แม้กระทั่งโจรโพกผ้าเหลือง จากนี้ไปจะเผชิญหน้ากับโจโฉ หรือเล่าปี่ได้อย่างไร
คำพูดกล้าได้กล้าเสียที่ออกมาจากปากข้า จะน่าขบขันขนาดไหนสำหรับคนรุ่นต่อไป?
เด็กอัจฉริยะ …มากพรสวรรค์ …เจ้าคารมคมคาย?
สุดท้ายก็แค่เก่งแต่ปาก!
ข้าเป็นคนน่าขบขันคนหนึ่ง…
วี้ด…
มีเสียงดังอื้ออึงอยู่ในหัวมาเป็นระลอก เจ็บปวดจนเล่าเจี้ยงหลับตาแน่น
เขาอยากกุมมือไว้บนหน้าผาก แต่กลับพบว่าตนเองควบคุมร่างกายไม่ได้
เล่าเจี้ยงในตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงกู่ร้องฆ่าฟันอีกต่อไป มีเพียงเสียงหัวใจเต้น ‘ตึก ตึก ตึก’ อยู่ในหัว
เด็กหนุ่มสวมชุดเกราะสีทองซึ่งดูสะดุดตาเป็นพิเศษ และทุกการกระทำของเล่าเจี้ยงล้วนตกอยู่ในสายตาแม่ทัพโพกผ้าเหลืองสวมเกราะดำ
“ฮ่า ๆ ๆ! หัวหน้าทัพทางการตกใจจนสิ้นสติแล้ว!”
“คอยดู ข้าจะไปเอาหัวมันมา!”
แม่ทัพชุดเกราะดำหัวเราะลั่น ก่อนเร่งรุดเข้าไปหาเล่าเจี้ยงพร้อมกับขวานในมือ!
เมื่อเตียนอุยเห็นแม่ทัพโพกผ้าเหลืองพุ่งเข้าไปสังหารผู้เป็นนาย ก็ร้อนรนขึ้นมาทันใด
“ไสหัวไปให้หมด!!”
ทวนคู่ตวัดกวาดล้างทหารไปจำนวนมหาศาล ทว่าศัตรูมีมากเกินไป ดั่งมัจฉาทวนกระแสน้ำขึ้นไป
ไม่ ไม่ ไม่!
จะจบแบบนี้ไม่ได้ ความปรารถนาของข้ายังไม่เป็นจริง ชีวิตของข้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
ภาพใบหน้างดงามและรอยยิ้มของซัวเอี๋ยมปรากฏขึ้นมาในหัวของเล่าเจี้ยง ทำให้เขามีความกล้าหาญมากขึ้น
ผู้บัญชาการหนุ่มกัดฟัน ชักดาบออกมาอย่างกล้าหาญ และแทงไปที่ฝ่ามือตนเอง!
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงกระตุ้นสมอง ให้การสั่งการร่างกายฟื้นตัวในทันที
เสียง ประสาทสัมผัส หรือแม้แต่พลัง!
เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในร่างกาย หลังจากฝึกฝนร่างกายมาหลายปี ได้แสดงออกมาตอนนี้แหละ!!
“ย้าก!!!” เล่าเจี้ยงกำดาบใหญ่ในมือแน่น แล้วกู่ก้องเสียงคำรามสะท้านยุทธภูมิ “ข้าคือเล่าเจี้ยง แม่ทัพปราบกบฏ ทายาทเชื้อพระวงศ์ฮั่น จงยอมศิโรราบต่อข้า!!!”
เล่าเจี้ยงขี่ม้าพุ่งเข้าไปหาแม่ทัพศัตรู สองมือจับดาบใหญ่ไว้มั่น ทุ่มเทกำลังทั้งหมดมุ่งตรงไปยังขวานใหญ่ของแม่ทัพฝ่ายข้าศึก
ยามเล่าเหมือนเนิ่นนาน ทว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว สิ้นเสียง ‘เคร้ง!!’ สองอาวุธก็เข้าปะทะกัน
แม่ทัพชุดเกราะดำรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ประดังเข้ามาดุจภูเขา เขาถูกเล่าเจี้ยงฟันดาบคู่ใหญ่เข้าใส่จนกระเด็นลอยออกไป
และบังเอิญตกไปอยู่แทบเท้าเตียนอุยเข้าพอดี
ขุนพลบ้าระห่ำจ้องมองผู้อยู่แทบเท้าประหนึ่งเพชฌฆาต ก่อนเหวี่ยงทวนลงมาตัดหัวชายเกราะดำโพกผ้าเหลือง และหยิบขึ้นมาชูจนสุดแขน
“แม่ทัพศัตรูตายแล้ว แม่ทัพศัตรูตายแล้ว!”
ทหารทั้งสองฝ่ายต่างตกตะลึง ทั่วทั้งสนามรบเงียบงันภายในชั่วพริบตา
การสังหารแม่ทัพศัตรูส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจอย่างมาก ทหารโพกผ้าเหลืองหลายคนนิ่งค้างอยู่ที่เดิมอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป
เล่าเจี้ยงกวาดมองไปทั่วด้วยสายตาวาวโรจน์ ก่อนตะโกนอย่างทรงพลัง
“วันนี้ข้าจะร่วมเป็นร่วมตายไปพร้อมกับทุกท่าน ฆ่ามันให้หมด!!”
สิ้นเสียง เขาก็กวัดแกว่งดาบสังหารไปทั่วทันที ซึ่งดูกล้าหาญมาก และไร้ศัตรูต่อกร
“ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน!”
เตียนอุยอาจหาญมากที่สุด เขากวัดแกว่งทวนคู่โลดแล่นอยู่ในสนามรบ ไม่รู้ว่าทหารโพกผ้าเหลืองตายไปด้วยอาวุธของชายผู้นี้กี่คน!
กองทัพหลวงที่กำลังแตกซ่านกลับมารวมตัวกันอีกครั้งภายใต้การนำของเล่าเจี้ยง และพากันคำรามอย่างดุดันพร้อมพุ่งเข้าหากองทัพโพกผ้าเหลือง
ขวัญกำลังใจของทหารหลวงพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับขวัญกำลังใจของกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองที่ลดลงอย่างมหันต์
การตัดศีรษะของแม่ทัพทำให้หัวใจของบริวารสั่นคลอน ประกอบกับความฮึกเหิมของทหารหลวงที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน ทำให้กองทัพโพกผ้าเหลืองแตกพ่ายทันที
ต่างฝ่ายต่างผลักไสและเหยียบย่ำกันเอง เสียงร้องไห้และก่นด่าดังไปทั่วทุกสารทิศ
กองทัพโพกผ้าเหลืองเริ่มวิ่งหนีสุดชีวิต นึกเกลียดบิดามารดาที่ให้ขามาน้อยเกินไป
กองกำลังฮั่นเปรียบเสมือนสายฟ้าทะยานไล่ตามไปไม่หยุดยั้ง!
การต่อสู้ดำเนินไปสองชั่วยาม และไล่ตามฆ่าไปยี่สิบกว่าลี้
ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็สั่งให้รวมพลทหาร และนับจำนวนผู้บาดเจ็บ
ไทสูจู้มองไปที่เล่าเจี้ยง และเอ่ยแสดงความยินดี
“นายท่านกล้าหาญไร้ผู้ต้าน ลงมือจนโค่นแม่ทัพศัตรูลงได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงตกอยู่ในอันตราย!”
ฮองตงกับเตียนอุยก็หันมาหาเล่าเจี้ยงพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน และพากันพยักหน้าเห็นด้วยไม่หยุด
“ครานี้ต้องขอบคุณความกล้าหาญของทุกท่าน และความพยายามอย่างสุดความสามารถของเหล่าทหาร หาใช่คุณงามความดีของข้าเพียงผู้เดียวไม่”
เล่าเจี้ยงไม่หยิ่งผยองคิดว่าตัวเองเป็นคนพลิกสถานการณ์ทั้งหมด แม้จะเอาชนะศัตรูได้ กระนั้นก็ยังคงมีความกลัวอยู่
“พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
พวกฮองตงต่อสู้อย่างสุดชีวิต ย่อมได้รับบาดเจ็บในระดับที่แตกต่างกันไป ไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อการต่อสู้ในครั้งต่อไปหรือไม่
“พวกเราไม่เป็นไร!”
โชคดีที่มีบางคนบาดเจ็บแค่ภายนอก แม้เตียนอุยมีเลือดอาบโทรมกาย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเลือดของศัตรู
“แล้วบาดเจ็บล้มตายไปเท่าใด?”
น้ำเสียงของเล่าเจี้ยงดูกลัดกลุ้ม ครานี้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อยแน่
“ครั้งนี้กองทัพเราสังหารผู้คนไปมากกว่าหกร้อยคน บาดเจ็บสาหัสมากกว่าห้าสิบคน บาดเจ็บเล็กน้อยหนึ่งร้อยกว่าคน ส่วนพลเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายไปมากกว่าห้าสิบคน”
บรรยากาศพลันตึงเครียด…
ศึกนี้บาดเจ็บล้มตายกันไปมากเหลือเกิน
โดยเฉพาะพลเกาทัณฑ์ที่มีเพียงหนึ่งร้อยนาย ตายไปมากเท่าไร ก็สูญเสียไปมากเท่านั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยล้มตายบาดเจ็บมาก่อน
“เฮ้อ… หากไม่ใช่เพราะพลอารักขาเหล่านี้ถูกฝึกโดยฮั่นเซิง วันนี้ข้าเกรงว่าจะไม่รอด…”
เล่าเจี้ยงมองฮองตงด้วยความรู้สึกผิด ความพยายามตลอดหลายปีของอีกฝ่าย วันนี้บาดเจ็บล้มตายไปมากกว่าครึ่ง!
“นายท่าน พวกเขาทั้งหมดล้วนไม่มีบ้าน ตัวคนเดียว เชื่อว่าพวกเขาทุกคนเต็มใจที่จะตายแทนนายท่าน!”
เล่าเจี้ยงมองไปที่ฮองตงด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง เขารู้ว่าอีกฝ่ายต้องทุกข์ใจมากกว่าเขาแน่
“ฮั่นเซิง บันทึกชื่อของพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ วันหน้าเราจะแสดงความเคารพต่อพวกเขา”
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
ในการสู้รบหลายครั้งก่อนหน้านี้ มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตมากกว่าสองร้อยคน ตอนนี้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตไม่ถึงแปดร้อยคน
ทว่า… ก็เหลือทหารสู้รบเพียงหนึ่งพันกว่าคน
“แม้กองทัพของเราจะบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก กระนั้นก็ยังสังหารกลุ่มโพกผ้าเหลืองไปสี่พันกว่าคน จับเป็นเชลยได้มากว่าห้าร้อยคน กองทัพศัตรูล้วนถูกกวาดล้างทั้งหมด”
เตียนอุยเห็นไทสูจู้พยักหน้า ก็ส่งเสียงคล้อยตามเห็นด้วย
“ตั้งแต่ศึกแรกมาจนถึงตอนนี้ เราสังหารโจรโพกผ้าเหลืองไปกว่าหกพันคนแล้ว!”
ทหารสองพันนายสังหารกลุ่มโพกผ้าเหลืองมากกว่าหกพันคน แม้จะไม่ใช่กำลังหลักของกลุ่มโพกผ้าเหลือง แต่ก็นับว่าได้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม
หกพันชีวิตกับวิกฤตความเป็นตาย ทำให้ผู้บัญชาการหนุ่มตาสว่าง
เล่าเจี้ยงรู้สึกโล่งใจเมื่อรู้ผลลัพธ์จากการต่อสู้
“มีเชลยหรือไม่? กลุ่มโพกผ้าเหลืองพวกนี้แตกต่างจากที่เราเคยเจอกันมาก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด พวกมันมาจากไหนกัน”
“เมื่อครู่สอบปากคำได้ความว่า เป็นกลุ่มของ ‘เสียวเอี๋ยนอู๋’ คนหนุ่มใต้บังคับบัญชาโปไฉ แม่ทัพโจรโพกผ้าเหลือง”
“รองแม่ทัพจูฮีถูกโปไฉโจมตีพ่ายแพ้ และตอนนี้เขาไปประจำการอยู่ร่วมกับฮองฮูสงที่เมืองฉางชี”
“ตอนนี้โปไฉได้ล้อมรอบเมืองนั้นไว้แล้ว เสียวเอี๋ยนอู๋กำลังเคลื่อนพลช่วยเหลือมาจากเขตตะวันออก และพบกับพวกเราซึ่งกำลังห้ำหั่นกันอยู่ตรงนี้”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้า ลอบก่นด่าว่า ‘ซวยชะมัด’ ในใจ
“หน่วยสอดแนมเล่า เหตุใดไม่มีรายงานเลย?”
เด็กหนุ่มรู้สึกสงสัยกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของศัตรู พูดตามหลักการแล้ว ตอนที่ศัตรูเข้ามาใกล้ หน่วยสอดแนมต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าสิ
ฮองตงส่ายหน้าถอนหายใจ จากนั้นคุกเข่าสารภาพผิด
“ทั้งหมดเป็นเพราะข้าน้อยเองที่เรียกหน่วยสอดแนมกลับมา!”
“ข้าเห็นว่าจำนวนศัตรูมีมาก และหน่วยสอดแนมต่างเป็นพลคุ้มกัน มีความสามารถในการรบ จึงให้หน่วยสอดแนมเข้าร่วมรบต้านทัพเอาไว้”
“ขอนายท่านลงโทษข้าด้วย!” เล่าเจี้ยงพยุงฮองตงลุกขึ้น และพยักหน้าให้เขา “นี่เป็นการกระทำที่ไร้ทางเลือกเช่นกัน”
“ให้ครั้งนี้เป็นบทเรียน ต่อไปไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามไร้หน่วยสอดแนม!”
“ขอบพระคุณนายท่าน”
ความประมาทของฮองตงในครั้งนี้ส่งผลให้พี่น้องมากกว่าครึ่งหนึ่งที่อยู่กับเขามานานหลายปีถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บ แม้กระทั่งเกือบทำให้เล่าเจี้ยงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเช่นกัน
และเพราะบทเรียนนี้เองที่ทำให้พยัคฆ์เกาทัณฑ์รอดพ้นจากความตาย แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมถูกเล่าขานสืบไป