พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 334 กดดันซุนเกี๋ยน
บทที่ 334 กดดันซุนเกี๋ยน
“นายท่าน วิธีค้ำจุนราชวงศ์ฮั่นนั้นมีมากมาย อย่างเช่นเรายกทัพทั้งหมดโจมตีตั๋งโต๊ะ หรือรวบรวมกลุ่มวีรชนโจมตีตั๋งโต๊ะด้วยกัน หรือไม่ก็… นั่งดูกลุ่มพันธมิตรสู้ตายกับตั๋งโต๊ะ และหลังจากนั้นเราก็เก็บเกี่ยวผลประโยชน์”
“ไม่ว่าจะใช้วิธีใด สุดท้ายก็เป็นการอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตั๋งโต๊ะทั้งสิ้น และจุดประสงค์การค้ำจุนราชวงศ์ฮั่น ก็ขึ้นอยู่กับนายท่านจะเลือกอะไรแล้ว”
อ้วนสุดโพล่งความคิดตัวเองออกมาทันที
“แน่นอนว่าเลือก…”
เมื่อกล่าวไปได้ไม่กี่คำ อ้วนสุดก็หยุดพูดได้ทันเวลา เขาเห็นเอียมเซียงจ้องมองมาตลอดราวกับกำลังเพ่งเล็ง และเปล่งวาจาราวกับกล่าวเตือน
ตอนนั้นเองอ้วนสุดก็ตระหนักได้ว่าทุกคนภายในห้องกำลังมองมาที่ตัวเอง และหลายคนดูกังวลมาก!
โชคดีที่ไม่ได้พูดออกไป ไม่เช่นนั้นจะทำให้ทุกคนโกรธเคืองแน่! วัตถุประสงค์ของวิธีที่สามชัดเจนเกินไป ทุกคนรู้ดีว่าการนั่งดูอ้วนเสี้ยวรบกับตั๋งโต๊ะเป็นเพียงเพื่อรักษาความแข็งแกร่ง และเป็นเจตนาชั่ว!
อ้วนสุดกระแอมสองสามครั้ง ทำจิตใจตัวเองให้สงบลง แล้วเรียบเรียงคำพูดและเอ่ยออกมาใหม่
“ท่านเอียมเซียง เรามีกองกำลังหกหมื่นนาย ทว่าความแข็งแกร่งยังด้อยกว่ากองทัพเสเหลียงของตั๋งโต๊ะมาก หากสู้อย่างสุดชีวิตก็ยังยากจะชนะได้ แผนที่สองของท่านเอียมเซียงนั้นไม่เลว แต่หลังจากเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยวแล้วก็จะต้องมองหน้าเขา ข้ากล้ำกลืนความอัปยศเช่นนี้ไม่ได้จริง ๆ!”
สู้กับตั๋งโต๊ะลำพังก็สู้ไม่ไหว และไม่เต็มใจเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยวอีก แม้นี่จะไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่กลับให้คำตอบแก่ทุกคนแล้ว
“แม่ทัพอ้วน ข้าได้รับการไหว้วานจากใต้เท้าอ้วนฮองให้นำชาวเอ่งช้วนมาสวามิภักดิ์ จุดประสงค์คือเพื่อสู้ตายกับทรราชตั๋งโต๊ะ หากแม่ทัพอ้วนอยากนั่งบนภูดูเสือกัดกันอยู่ที่เมืองหลู่หยาง เช่นนั้นข้าน้อยก็คงต้องขอตัวลา”
เป็นไปตามที่อ้วนสุดคาดไว้ ตัวเองแค่มีความคิดนี้ โลหองเจ้าเมืองเอ่งช้วนก็คัดค้านอย่างเปิดเผย และเสนอตัวจะจากไปแล้ว
ในตอนที่อ้วนสุดคิดว่าจะบังคับให้โลหองอยู่ต่อหรือไม่นั้น ซุนเกี๋ยนเจ้าเมืองเตียงสาก็ลุกออกมาเช่นกัน
“แม่ทัพอ้วน ซุนเกี๋ยนนำกองทหารสองหมื่นนายเดินทางไกลมาจากเมืองเตียงสา ก็เพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือกำจัดทรราชตั๋งโต๊ะ หากแม่ทัพอ้วนไม่มีความคิดที่จะต่อสู้ เช่นนั้นข้าก็ทำได้เพียงนำกองกำลังไปเองแล้ว ”
อ้วนสุดตะลึงสุดขีด เขาแค่เปิดเผยความคิดตัวเอง ครู่เดียวทุกคนก็จะหมางเมินหนีหายแล้ว!
เอียมเซียงเห็นอ้วนสุดเบิกตาอ้าปากกว้างพูดอะไรไม่ออก จึงรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อปลอบใจ
“เจ้าเมืองโล เจ้าเมืองซุน นายท่านไม่ได้หมายความเช่นนั้นแน่ ขอท่านเจ้าเมืองทั้งสองอย่าเพิ่งวู่วาม!”
อ้วนสุดได้สติกลับมาเช่นกัน ก่อนรีบพยักหน้าเห็นด้วย เขาสามารถบังคับโลหองให้อยู่ได้ แต่กลับมิอาจรักษาซุนเกี๋ยน ไว้ได้ คนสองหมื่นคนในมือซุนเกี๋ยนล้วนแข็งแกร่งกว่าคนสี่หมื่นคนที่เขามี
“ใช่ ๆ ๆ เจ้าเมืองทั้งสองอย่าเพิ่งวู่วาม ข้าเพียงแค่บอกว่าไม่อยากเห็นหน้าอ้วนเสี้ยว หาใช่บอกว่าจะไม่ไป”
ถึงอย่างไรซุนเกี๋ยนกับโลหองก็อยู่ภายใต้บัญชาอ้วนสุด ดังนั้นจะอวดดีเกินไปไม่ได้ หลังจากอ้วนสุดลงให้แล้ว ทั้งคู่ก็ค่อย ๆ สงบลง และรออ้วนสุดกล่าวแผนต่อไปต่อ
“หนังสือปราบปรามคนทรยศของอ้วนเสี้ยวได้ระบุไว้แล้วว่าต้องการให้เจ้าเมืองทุกเมืองมารวมตัวกันที่ซวนจ่าวเพื่อหารือเรื่องปราบคนทรยศ ข้าน้อยคาดว่าอย่างน้อยหนึ่งเดือน อย่างมากสองเดือน กองกำลังแต่ละพื้นที่จะรวมตัวกันแล้วเสร็จ กองทัพรามีทหาร เสบียงเพียงพอ มิสู้ถือโอกาสนี้ล้างบางศัตรูและสร้างความน่าเกรงขาม จะได้ไม่ให้พวกเจ้าเมืองเหล่านั้นดูแคลนนายท่านด้วย”
ความหมายของเอียมเซียงคือนำทัพไปสร้างความเสียหายให้ตั๋งโต๊ะก่อนเจ้าเมืองเหล่านั้น เพื่อให้สถานะของอ้วนสุดอยู่เหนือกว่าอ้วนเสี้ยว
ทว่าแม้กลยุทธ์นี้จะดี กลับขัดแย้งกับความตั้งใจเดิมของอ้วนสุด สถานการณ์ในอุดมคติของเขาคือการนั่งบนภูดูเสือกัดกัน นั่งดูสองฝ่ายรบกันสบาย ๆ ซึ่งจะรักษาความแข็งแกร่งของเขาไว้ได้อย่างแน่นอน
กองทัพตั๋งโต๊ะมีกำลังพลเกือบแสนนาย มีหรือจะถูกโจมตีพ่ายไปง่าย ๆ งานนี้เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ศักดิ์ศรีของเขาจะถูกทำลาย ถูกอ้วนเสี้ยวหัวเราะเยาะไม่ว่า สูญเสียกองกำลังไปก็ยิ่งน่าอนาถ
อ้วนสุดหมายจะเปิดปากปฏิเสธ กลับเห็นเอียมเซียงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังขยิบตา และเหล่มองไปข้าง ๆ
“อา… ใช่ ๆ ท่านเอียมเซียงพูดถูก! ไอ้ทรราชตั๋งโต๊ะสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ข้าอยากจะสั่งสอนเขามานานแล้ว!”
อ้วนสุดได้รับการเตือนจากกุนซือจึงตระหนักได้ในทันใด
“ซุนเกี๋ยน รับคำสั่ง!”
ซุนเกี๋ยนยืนขึ้นอีกครั้ง และเดินไปกุมมือรับคำสั่งตรงกลาง
“ขอรับ!”
“เจ้าเมืองซุนนำกองกำลังขึ้นเหนือ บุกยึดอำเภอเหลียง เมืองหยางเหริน และคุกคามด่านต้ากู่ การขนส่งเสบียงและหญ้าทั้งหมดให้แม่ทัพข้าจะเป็นคนจัดหาเอง ท่านแม่ทัพแค่รุกคืบไปข้างหน้าอย่างอาจหาญก็พอ!”
ซุนเกี๋ยนมีสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจกับงานที่ได้รับมอบหมายนี้มาก ทว่าก็ยังน้อมรับ
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!”
ภายใต้การเร่งเร้าของอ้วนสุด ซุนเกี๋ยนจึงจัดทัพกำลังพลสองหมื่นนายในวันนั้น และพาเทียเภา*[1] ฮันต๋ง*[2] อุยกาย*[3] โจเมา*[4] ขุนพลสี่คนเคลื่อนพลไปยังอำเภอเหลียง
สำหรับการออกรบกับกองทัพตั๋งโต๊ะในครั้งนี้ ซุนเกี๋ยนไม่ได้คัดค้านอะไร ทว่าขุนพลสี่คนใต้บัญชาต่างรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย
“นายท่าน อ้วนสุดผู้นี้ไม่มีดีอะไรเลยจริง ๆ ไม่ว่าผลประโยชน์หรือชื่อเสียงเขาก็เอาไปหมด ส่วนงานสกปรก งานเหนื่อยยาก กลับโยนมาให้เรา”
“นั่นสิขอรับ! เจ้าสารเลวอ้วนสุดนั่น เขาไม่อยากแบกรับการถูกเพ่งเล็งจากการมีกองทัพแข็งแกร่ง ทั้งไม่อยากสูญเสียกองกำลังไปกับการรบตั๋งโต๊ะ สุดท้ายก็ผลักไสให้เรามาแนวหน้า”
“นายท่าน ข้าว่ามิสู้เราตรงไปยังซวนจ่าวและสวามิภักดิ์กับอ้วนเสี้ยวเลยมิดีกว่าหรือ!”
ในบรรดาขุนพลใต้บัญชาทั้งสี่มีคนไม่พอใจต่ออ้วนสุดอย่างมากไปสามคนแล้ว มีเพียงเทียเภาผู้เดียวที่นิ่งเงียบไม่ปริปาก
“เต๋อโหมว เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ซุนเกี๋ยนไม่แสดงความคิดของตัวเองออกมาง่าย ๆ แต่มองไปที่เทียเภาคนที่นิ่งสุขุมที่สุด
“นายท่าน บัดนี้อำนาจฮ่องเต้ถดถอย ดูเหมือนตั๋งโต๊ะจะกลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด ทว่าความจริงแล้วยังเทียบกับตระกูลอ้วนไม่ได้เลย ตระกูลอ้วนเป็นตระกูลขุนนางมาสี่ยุคสมัย มีพรรคพวกคนเก่าคนแก่กระจายอยู่ทั่งใต้หล้า ทั้งยังเป็นผู้นำตระกูลขุนนางเก่าแก่ เมื่อการต่อสู้ดำเนินไปเรื่อย ๆ กองกำลังของตระกูลอ้วนจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้น! ดังนั้นวิสัยทัศน์ของเราไม่อาจจำกัดอยู่เพียงในปัจจุบันได้”
“แม้เราจะมีกำลังพลชั้นยอดสองหมื่นนาย แสนยานุภาพไม่ธรรมดา แต่เมื่อเทียบกับสองพี่น้องตระกูลอ้วนกับตั๋งโต๊ะแล้ว เราก็เป็นแค่ทัพที่อ่อนแอ รากฐานของเรามีแค่เมืองเตียงสา ทว่าสองพี่น้องตระกูลอ้วนกลับยึดทั้งแว่นแคว้นต้าฮั่นได้อย่างง่ายดาย นั่นเพราะชื่อเสียงที่ต่างกันเกินไป”
คำพูดของเทียเภาเปรียบเสมือนน้ำเย็นเพลิงร้อนในใจคนฝ่ายตนเอง โชคดีที่ซุนเกี๋ยนหาใช่คนเลอะเลือน และเขาค่อนข้างเห็นด้วยกับมันในใจ
ซุนเกี๋ยนรู้ดีอยู่แก่ใจ ตระกูลซุนเก่าแก่ของตนเป็นลูกหลานซุนวู ปราชญ์ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากคนภายนอกเลย แม้เป็นคนง่อกุ๋น เมืองกังตั๋ง แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากตระกูลขุนนางในเมืองกังตั๋งเลย
หากกล่าวให้ดูดีหน่อยคือตอนนี้ซุนเกี๋ยนเป็นแค่เจ้าเมืองเมืองหนึ่ง หากกล่าวไม่น่าฟังหน่อยคือซุนเกี๋ยนเป็นแค่คนเถื่อนที่รู้จักแค่การต่อสู้ฆ่าฟันเท่านั้น ไม่มีทางมีชื่อเสียงได้เลย!
“เต๋อโหมว เจ้ายังคงคิดรอบคอบ แต่ก็เหมือนอย่างที่พวกกงฟู่พูด ข้าเองก็ไม่เต็มใจให้อ้วนสุดใช้เป็นเบี้ยเช่นกัน!”
ซุนเกี๋ยนมีภูมิหลังเป็นนักรบ นับตั้งแต่เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองเขาผ่านมากว่าร้อยสมรภูมิ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับกองทัพโพกผ้าเหลือง กองทัพเสเหลียงหรือออกรบครั้งสุดท้ายในจิงหนาน เขาล้วนทำตามหัวใจอิสระของตัวเอง ต่อให้ขัดแย้งกับเตียวอุ๋น เขาก็ยังลาออกและจากไปได้
“นายท่าน ตอนนี้ตั๋งโต๊ะควบคุมราชสำนัก แต่ความแข็งแกร่งและภูมิหลังไม่ดีเท่าสองพี่น้องตระกูลอ้วน ตั๋งโต๊ะกำลังสร้างศัตรูกับตระกูลขุนนางเก่าแก่ในใต้หล้า! คนก่อนที่เป็นศัตรูกับตระกูลขุนนางเก่าแก่ก็ถูกกวาดล้างไปแล้วมิใช่หรอกหรือ?”
เตียวก๊กกลุ่มโพกผ้าเหลือ คำเหล่านี้แวบขึ้นมาในหัวซุนเกี๋ยนทันที!
นับจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ต่อต้านกบฏโพกผ้าเหลืองอย่างเปิดเผย สถานการณ์ของกบฏโพกผ้าเหลืองในแต่ละพื้นที่ก็แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่นานก็สูญหายไป
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าเราได้แค่ต้องพึ่งพาอ้วนสุดเท่านั้นหรือ?”
เทียเภาพยักหน้ายืนยันคำกล่าวของซุนเกี๋ยนอย่างไม่ลังเล
“ถูกต้อง! สองพี่น้องตระกูลอ้วนแข็งแกร่งมีอำนาจ แต่กลับเหมือนน้ำและไฟ เราจะเทียวไปเทียวมาอยู่ระหว่างกลางพวกเขาทั้งสองไม่ได้”
“เฮ้อ! คงต้องเป็นเช่นนั้นแล้ว…”
ซุนเกี๋ยนนึกเสียใจ หากอ้วนสุดไม่ยุยงให้เขาฆ่าจางจื่อ คงไม่ต้องผูกมัดตัวเองกับอ้วนสุด และคงไม่ถูกย้ายไปรบที่อื่นจากที่ตั้งใจไว้เช่นนี้
เมื่อมองไปยังดินแดนอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า ซุนเกี๋ยนก็รู้ว่าตัวเองใกล้จะเผชิญกับการสมรภูมิอันโหดร้ายแล้ว…
[1] เทียเภา (程普) แม่ทัพคนสำคัญของตระกูลซุนแห่งง่อก๊ก รับใช้ตระกูลซุนถึงสามรุ่นด้วยกัน นับตั้งแต่ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก ซุนกวน
[2] ฮันต๋ง (韓當) ขุนพลของผู้นำตระกูลซุนสามรุ่นแห่งง่อก๊ก มีบทบาทในศึกผาแดงเซ็กเพ็กที่โด่งดังของสามก๊ก
[3] อุยกาย (黃蓋) ขุนพลของผู้นำตระกูลซุนสามรุ่น รับใช้ซุนเกี๋ยนเวลาไล่เลี่ยกับเทียเภาและฮันต๋ง หนึ่งในห้าผู้อาวุโสแห่งง่อก๊ก
[4] โจเมา (祖茂) ขุนพลคนแรก ๆ ของซุนเกี๋ยน ในวรรณกรรม เขาถูกฮัวหยงสังหารเพราะออกไปรบ แต่อ้วนสุดไม่ยอมส่งเสบียงมาให้ แต่ตามประวัติศาสตร์แล้ว โจเมาติดตามซุนเกี๋ยนเรื่อยมาจนถึงยุคของซุนเซ็ก และเป็นหนึ่งในสี่ขุนพลที่ติดตามซุนเซ็กหนีจากอ้วนสุดเพื่อไปเป็นใหญ่ในกังตั๋ง