พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 73 ข้าคาดการณ์การกระทำของเจ้าไว้แล้ว
บทที่ 73 ข้าคาดการณ์การกระทำของเจ้าไว้แล้ว
ทหารส่งสารหยิบแตรขึ้นมา เสียงแตรพลันดังก้องไปทั่วสนามรบ
ควันฝุ่นที่ฟุ้งอยู่ไม่ไกลค่อย ๆ จาง ฮองตง เตียนอุยและไทสูจู้พลันนำทหารม้าห้าร้อยนายพุ่งเข้ามาจากทั้งสี่ทิศ
“เจ้า…!”
เตียวก๊กสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อเห็นทหารม้ามากกว่าหนึ่งพันคนปิดล้อมเขาไว้
ไม่น่าเล่า เล่าเจี้ยงถึงได้นั่งดูเตียวโป้หลบหนี ในขณะที่ยังคงคุยนู่นคุยนี่กับเขาอยู่!
“เจ้ามันร้ายกาจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริง ๆ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเล่าเจี้ยงยิ่งแข็งกระด้างขึ้น เตียวก๊กในตอนนี้เหมือนปลาที่อยู่บนเขียง พร้อมถูกเชือดฆ่า
“เตียวก๊ก เจ้าคิดว่าข้าดูไม่ออกหรือว่าเจ้ากำลังถ่วงเวลาอยู่?”
“บอกตามตรง ข้าก็ถ่วงเวลาอยู่ เพื่อเก็บเจ้าไว้เช่นกัน!”
เมื่อเล่าเจี้ยงนำกองทัพมาใกล้สนามรบ ภาพที่เห็นคือกองทัพโพกผ้าเหลืองที่มีขวัญกำลังใจเปี่ยมล้นกำลังไล่ล่ากองทัพทางการที่หลบหนีอย่างเร่งรีบอยู่
ในเวลานั้น แม้กองทัพทั้งหมดของเล่าเจี้ยงจะรุกไปข้างหน้า และพวกฮองตงสี่คนจะกล้าหาญแค่ไหน ก็เป็นเรื่องยากที่จะกอบกู้วิกฤตได้
ไม่ว่าคนผู้หนึ่งจะกล้าหาญแค่ไหน จะฆ่าคนนับหมื่นไม่ได้เลยหรือ?
ทหารนับหมื่นเหล่านี้เริ่มหลบหนีเพราะชื่อของเล่าเจี้ยงหรือ?
คำตอบคือไม่ใช่! โดยเฉพาะผู้นำที่เป็นเตียวก๊กกับเตียวโป้
เล่าเจี้ยงสั่งให้ฮองตง ไทสูจู้ และเตียนอุย นำกองทหารม้าจำนวนห้าร้อยนายของแต่ละคน แบ่งออกเป็นสามทาง อ้อมไปด้านหลังกองทัพโพกผ้าเหลือง
เขาเลียนแบบกลยุทธ์ของเล่าปี่ในการสนับสนุนโลติด โดยพันหางม้าไว้รอบกิ่งไม้ แล้วให้วิ่งไปมา โห่ร้องเสียงดัง สร้าง
ฝุ่นตลบและเสียงกึกก้อง แต่กลับไม่เข้ามาใกล้ สร้างความรู้สึกกดดันราวกับมีกองทัพใหญ่เข้ามา
หากเป็นคนอื่นอาจจะไม่ตกหลุมพราง แต่บังเอิญว่าอีกฝ่ายคือเตียวก๊ก ซึ่งเคยได้รับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือของเล่าเจี้ยง
เตียวก๊กรู้ว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลง จึงคิดจะสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับการอยู่รอดของเตียวโป้กับความเป็นตายของกองทหารนับหมื่น
ความมีอคติของเตียวก๊กทำให้เล่าเจี้ยงมีโอกาสจัดการเขา
ประจวบกับทหารของเตียวโป้ต่อสู้กับเล่าเจี้ยง และถูกจูล่งฆ่าไปติด ๆ กันสามคน จึงสูญเสียขวัญกำลังใจไปอย่างมาก
เตียวก๊กคิดว่าเขาเข้าใจศัตรู แต่กลับคาดเดาสถานการณ์ผิด
จึงตกอยู่ในกลอุบายของเล่าเจี้ยง!
ในตอนแรก นักท่องเวลาไม่ได้เข้าใจในกลยุทธ์นี้มากนัก เขาแค่คิดได้กะทันหันเท่านั้น
ขอแค่ถ่วงเวลาเตียวก๊กได้ก็สำเร็จแล้ว
แม้เตียวก๊กไม่ตกหลุมพราง แต่ลูกน้องของเล่าเจี้ยงล้วนเป็นทหารม้า ไปมาได้ตามต้องการ ในกรณีเลวร้ายที่สุดก็แค่หนี
เป้าหมายหลักของเขาคือให้เวลาตั๋งโต๊ะหลบหนี ประการต่อมาคือหาโอกาสฆ่าเตียวก๊ก!
“อัก!”
เตียวก๊กกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง พลางชี้หน้าด่าผู้บัญชาการหนุ่มด้วยความโกรธ
“เจ้าอายุยังน้อยกลับชั่วช้าเช่นนี้ ไม่กลัวกรรมตามสนองหรือ?”
เล่าเจี้ยงยกดาบใหญ่ในมือขึ้น แล้วชี้ไปที่อีกฝ่าย
“กรรมตามสนองรึ? ต่อให้มี เจ้าก็ไม่มีวันได้เห็นมันแล้ว! เพราะข้านี่แหละ เจ้ากรรมนายเวรของเจ้าเช่นกัน!”
“การศึกไม่หน่ายกลอุบาย*[1] เตียวก๊ก วันนี้คือวันตายของเจ้า!”
“ทหารทั้งหมดฟังคำสั่ง ฆ่าเตียวก๊กซะ!”
“ฆ่า!”
เล่าเจี้ยงไม่ลังเลอีกต่อไป และเริ่มโจมตีใส่เตียวก๊ก
หนนี้เขาต้องตัดหัวของเตียวก๊กให้ได้ นี่คือโอกาสที่สวรรค์มอบให้เขา
ดังสุภาษิตที่ว่า ‘ไม่รับพรจากสวรรค์ จักต้องประสบภัย!’
สวรรค์ประทานโอกาสอันดีให้ หากไม่ฉวยโอกาสเหล่านั้นไว้ทันเวลา ก็จะต้องประสบหายนะแทน
บางทีนี่อาจเป็นการชี้นำนักท่องเวลาของสวรรค์
พวกฮองตงสี่คนนำทหารม้าที่แต่ละคนบัญชาห้าร้อยนายเข้าโจมตีเตียวก๊กจากทุกด้าน
เล่าเจี้ยงเป็นผู้นำมุ่งหน้าตรงเข้าโจมตีหัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง ไม่กี่อึดใจ ผู้บัญชาการหนุ่มก็บุกมาถึงเบื้องหน้าเตียวก๊ก
“ไอ้ชาติชั่ว!”
เตียวก๊กยังคงก่นด่าเล่าเจี้ยง เขารู้ว่าวันนี้ยากจะรอดพ้นความตายแล้ว จึงทำได้เพียงบรรเทาความชิงชังด้วยการก่นด่าเท่านั้น
ทหารม้าจากทุกทิศทางพุ่งเข้าหาเตียวก๊ก ทว่าพวกฮองตงสี่คนไม่ได้พุ่งเข้าไปฆ่าหัวหน้าอีกฝ่าย แต่อ้อมไปจัดการพวกทหารโพกผ้าเหลืองแทน
เตียวก๊กกลายเป็นคนใกล้ตายแล้ว ผลงานใหญ่นี้ย่อมต้องตกเป็นของเล่าเจี้ยง
ทหารม้าสองพันนายเผชิญหน้ากับทหารราบสองพันนาย ทั้งยังคงอยู่ภายใต้การนำของขุนพลทั้งสี่ ผลลัพธ์นั้นแค่คิดก็รู้ได้!
ไม่นาน กองทัพโพกผ้าเหลืองก็ถูกสังหารจนสิ้น เหลือเพียงเตียวก๊กและคนรอบข้างไม่กี่คน
ฮองตงและคนอื่น ๆ หยุดการโจมตี และล้อมพวกหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองไว้
ดาบใหญ่ในมือของเล่าเจี้ยงยังคงมีหยดเลือดแดงฉานเกาะอยู่ ดูเหมือนเขาจะสังหารไปไม่น้อย
“ไอ้ชั่วช้า อาวุธเจ้าเปื้อนเลือดชาวโพกผ้าเหลืองข้าไม่รู้ไปตั้งเท่าไร!”
ดวงตาเตียวก๊กแดงก่ำ พลางก่นด่าเล่าเจี้ยงไม่หยุด
“เตียวก๊ก เลือดของเจ้าก็จะเซ่นให้กับดาบข้าเช่นกัน อีกอย่าง… เจ้าไม่ใช่คนสุดท้ายแน่นอน”
“ไอ้ชั่ว ไอ้สารเลว ไอ้ชาติหมา!”
เตียวก๊กยังคงด่าทอไม่หยุดจนเล่าเจี้ยงคร้านจะโต้เถียงด้วย จึงควบม้าพุ่งเข้าหาลูกเดียว
ชิ้ง!
ดาบในมือเล่าเจี้ยงตวัดลง ตัดศีรษะเตียวก๊กทันที
“ท่านแม่ทัพแห่งสวรรค์!”
ลัทธิโพกผ้าเหลืองเป็นกลุ่มกบฏที่รวมตัวกันด้วยศรัทธา เมื่อทหารองครักษ์เห็นเตียวก๊กถูกตัดหัว ก็พากันชักดาบออกมาปลิดชีพตนเองตายตามไป
“เป็นการจงรักภักดีที่โง่เขลาจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงมองไปที่ศพสังเวยเหล่านั้น ก็รู้สึกหม่อนหมอง
“ขอแสดงความยินดีกับนายท่านที่สร้างผลงานใหญ่!”
พวกฮองตงทั้งสี่คนพากันแสดงความยินดีที่หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองเตียวก๊กถูกเล่าเจี้ยงตัดหัวด้วยตัวเอง ความดีความชอบนี้ต้องไม่น้อยแน่!
เล่าเจี้ยงกวาดล้างความเศร้าหมองไปจากใจ แล้วแสดงท่าทียินดีออกมาแทน
“ครานี้สามารถสังหารเตียวก๊กได้ เป็นเพราะพวกท่านทุกคน!”
“นายท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว!”
“นายท่านใช้กลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้ผู้นำของโจรโพกผ้าเหลืองหนีไปด้วยความตื่นตระหนกแล้ว ใครในใต้หล้าจะเทียบเคียงได้!”
“เอาละ ๆ คราวนี้เตียวก๊กตกหลุมพราง ส่วนใหญ่เป็นเพราะโชคช่วย!”
เล่าเจี้ยงไม่กล้ายอมรับฉายาไม่มีใครในใต้หล้าเทียบเคียงได้นี้หรอก ภาพลักษณ์ของเขามีความสุภาพและถ่อมตัวมาโดยตลอด
เตียนอุยหัวเราะคิกคัก และเอ่ยชม
“นายท่านเก่งไปหมดทุกอย่าง ขนาดถ่อมตัวก็ยังเก่งอีก!”
เล่าเจี้ยงมองค้อนใส่เขา บ่งบอกให้เขาหุบปาก
เตียนอุยปากพล่อยมากเกินไป อยากพูดอะไรก็พูดอย่างนั้น ไม่สนใจผลกระทบเลยแม้แต่น้อย
“จัดการร่างของเตียวก๊ก แล้วเตรียมส่งหัวไปที่ลกเอี๋ยง”
“ขอรับ!”
“พวกเราไปดูท่านแม่ทัพตั๋งโต๊ะกันก่อนเถิด…”
[1] การศึกไม่หน่ายกลอุบาย หมายถึง การทำศึกสงครามย่อมต้องใช้กลอุบายหลอกอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นอุบายร้ายกาจก็ต้องทำ เพราะหากเราไม่หลอกเขา เขานั่นแหละจะหลอกเรา ฉะนั้นใครหลอกอีกฝ่ายหนึ่งได้มากกว่า ย่อมเป็นผู้ชนะ