พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 81 ติดกับแผนชั่วของเล่าเจี้ยงอีกครั้ง
บทที่ 81 ติดกับแผนชั่วของเล่าเจี้ยงอีกครั้ง
เช้าตรู่อันสดใส แสงอรุณฉายส่องอาบปฐพี ทุกสรรพสิ่งเพิ่งตื่นฟื้นขึ้นจากนิทรา
เพลานี้มีแค่สองคนที่กระปรี้กระเปร่า เตรียมพร้อมสงครามหนสุดท้ายนี้!
เป็นเล่าเจี้ยงกับเตียวโป้นั่นเอง!
เมื่อเทียบกับแม่ทัพเล่า ฝ่ายกบฏประหม่ายิ่งกว่า
ศึกครานี้เกี่ยวข้องกับความเป็นตายของกองทัพโพกผ้าเหลือง เกี่ยวข้องกับความเป็นตายของเตียวโป้ และอนาคตของใต้หล้า
ขอแค่จัดการเล่าเจี้ยงได้ ใต้หล้าก็จะไม่น่าห่วงอีก!
อย่างน้อย เตียวโป้ก็คิดเช่นนี้
“น้องสาม ขวัญกำลังใจของทหารในค่ายเป็นอย่างไรบ้าง?”
สิ่งที่เตียวโป้กังวลมากที่สุดในตอนนี้คือปัญหาขวัญกำลังใจของทหาร
เนื่องจากเสบียงในค่ายหมดแล้ว ไม่ว่ากองทัพจะเกรียงไกรแค่ไหน ก็ยังต้องสูญเสียกำลังรบ!
“พี่รอง เสบียงและหญ้าในค่ายเราหมดแล้ว เมื่อวานพวกทหารไม่ได้กินข้าว เช้านี้ก็กินแก้ขัดไปได้หนึ่งมื้อ”
เตียวเลี้ยงลังเลอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะทหารโพกผ้าเหลืองมีความศรัทธาในลัทธิโพกผ้าเหลือง เกรงว่าคงก่อกบฏแบบไม่ทันตั้งตัวไปแล้ว
เตียวโป้พยักหน้า เขาเองก็มีสีหน้ากลุ้มใจเช่นกัน
ไม่ง่ายเลยกว่าจะบีบเล่าเจี้ยงออกมาได้ เขาจะต้องทำให้อีกฝ่ายพ่ายให้ได้ด้วยกองกำลังที่เหนือกว่า!
เตียวเหลียงฝืนยิ้มออกมา เพื่อให้เตียวโป้สบายใจ
“พี่รอง ข้าได้แจ้งพวกสหายพี่น้องแล้ว หลังจากยึดอำเภอกงจ๋งได้สามารถปล้นได้เต็มที่ ขวัญกำลังก็ถือได้ว่าเพิ่มสูงขึ้น!”
เตียวโป้เองก็ยิ้มบางตอบกลับไป เขารู้ว่าน้องสามกำลังปลอบใจเขาอยู่ จึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นยอมรับอย่างไม่รู้อะไร
ทั้งหมดก็เพื่องานใหญ่ของกองทัพโพกผ้าเหลือง!
“ไปกันเถิด เดินทางไปเมืองกงจ๋งสู้กับเล่าเจี้ยงกัน!”
“อืม สู้จนตัวตาย!”
เตียวโป้จับมือเตียวเหลียงไว้แน่น ขอบตาอีกฝ่ายอดเปียกรื้นไม่ได้
เตียวเหลียงตื้นตันใจอย่างมาก ราวกับได้ย้อนเวลาไปในตอนที่สามพี่น้องพึ่งพากันและกัน
นานเท่าไรแแล้ว? ตั้งแต่พี่ใหญ่จากไป พี่รองก็เปลี่ยนไปโหดเหี้ยมไร้ความรู้สึก
ในที่สุดวันนี้…
กองทัพโพกผ้าเหลืองต้องชนะ!
ภายในอำเภอกงจ๋ง ทหารทุกนายเตรียมพร้อมแล้ว พวกเขากินอิ่มนอนหลับ รอกองทัพโพกผ้าเหลืองมาถึง แล้วสู้กันให้ตายไปข้าง
เล่าเจี้ยงสวมเกราะทอง เปล่งแสงสะท้อนระยิบระยับเป็นพิเศษท่ามกลางแดดเจิดจ้า ซึ่งดูอานุภาพน่าเกรมขามมาก
เขาวางมือไว้บนกำแพงเมือง ออกแแรงบีบเล็กน้อย เพื่อซ่อนความประหม่าในใจ
แม้แผนการจะเพียบพร้อมสมบูรณ์แค่ไหน อย่างไรก็เป็นการเรียนรู้จากการอ้างอิง จะได้ผลลัพธ์อย่างไรนั้น เล่าเจี้ยงก็ไม่แน่ใจ
เด็กหนุ่มต้องยอมเสี่ยงสักครั้งหนึ่ง คุณงามความดีในการสยบกลุ่มโพกผ้าเหลืองในครั้งนี้สำคัญสำหรับเขามากจริง ๆ
“นายท่าน พวกมันมากันแล้ว!”
เสียงเตียนอุยดังเข้ามา เล่าเจี้ยงตัวสั่นเล็กน้อย สายตาทอดมองออกไป แม้จะเตรียมใจมาก่อนแล้ว ก็ยังหวั่นไหวมากอยู่ดี
วันนี้อากาศปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยแจ่มชัด มองเห็นได้กว้างไกลจากที่สูง
ขบวนทอดยาวแถวหนึ่งสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเล่าเจี้ยง กองทัพโพกผ้าเหลืองมีมากจริง ๆ มากจนไกลสุดลูกหูลูกตา
ไม่นานเตียวโป้ก็นำทัพมาถึงและท้าทายอย่างโอหัง
“เล่าเจี้ยง ข้านำทหารทั้งหมดมาแล้ว เจ้ากล้าออกเมืองมาสู้จนตัวตายกับข้าหรือไม่?”
“เจ้ามีคนและม้าอยู่เท่าใดกัน? ไยมองไปแล้วไกลสุดลูกหูลูกตานัก?”
เล่าเจี้ยงแสร้งทำเป็นกระวนกระวายใจ พลางปาดเหงื่อไม่หยุด
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!!!”
ยากนักที่เตียวโป้จะเห็นแม่ทัพผู้โด่งดังหน้าเจื่อนเช่นนี้ จึงหัวเราะลั่นขึ้นมาทันที
“ทำไม? กลัวแล้วหรือ หากกลัว ก็เรียกท่านเตียวโป้ดูสิ ข้าอาจจะไว้ชีวิตเจ้า!”
เล่าเจี้ยงโมโหในทันใด พลางชี้หน้าด่ากลับมา
“กลัวงั้นรึ? ข้าเป็นถึงแม่ทัพผู้สูงส่งแห่งราชวงศ์ฮั่น จะกลัวโจรกบฏเช่นเจ้าได้อย่างไร!”
เตียวโป้ไม่อยากลับฝีปากด้วย จึงถามออกไปตรง ๆ
“สรุปเจ้ากล้าออกมาสู้จนตัวตายกับข้าหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงหันไปหาเตียนอุย ก่อนจะถาม “ยังเหลืออีกเท่าไรกว่าจะถึงยามเฉิน?”
“ไม่ถึงครึ่งชั่วยามขอรับ”
แม่ทัพเล่าพยักหน้า อุทานในใจว่าใกล้แล้ว ก่อนมองไปทางศัตรู
“เตียวโป้เจ้าฟังนะ วันนี้ข้าเล่าเจี้ยงจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาอานุภาพของกองทัพฮั่น!”
“ดี เช่นนั้นเจ้าก็รีบลงมาสู้ซะ!”
เมื่อเตียวโป้ได้ยินว่าเล่าเจี้ยงจะออกจากเมืองก็เบิกบานขึ้นมาทันที หัวใจยิ่งเต้นระรัว และตื่นเต้นไม่น้อย
ในที่สุด! ในที่สุดก็ได้โอกาสปลิดชีพเล่าเจี้ยงด้วยน้ำมือตัวเองแล้ว!
ไม่รู้ว่าเตียวโป้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน เขารู้สึกว่าแค่แม่ทัพหนุ่มออกมา ก็จะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้!
สุดท้ายก็ยังเป็นข้อจำกัดของผู้บัญชาการชาวนาที่คิดแค่ว่าจำนวนเครื่องมือตัดสินทุกอย่าง
เล่าเจี้ยงไม่ได้ลงจากกำแพงไปในทันที แต่มองซ้ายมองขวา แล้วเอ่ยเงื่อนไข
“เจ้าอยู่ข้างล่างข้าจะสู้กับเจ้าอย่างไร เจ้าถอยหลังไป ข้าจะนำทัพออกเมือง แล้วเราค่อยรบกัน”
เตียวโป้ได้ยินยิ่งยินดีเข้าไปใหญ่ เมื่อครู่เพิ่งกังวลว่าแม่ทัพเล่าอยู่ใกล้กำแพงเมืองมากเกินไป พอรบไม่เอื้ออำนวยคงถอยกลับเข้าเมืองไปได้ทันที หรือสวรรค์จะตาสว่าง ยกธงชัยกลับคืนสู่ฝ่ายลัทธิโพกผ้าเหลืองแล้ว!
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ปากเตียวโป้ก็หุบไม่ได้ ก่อนจัดขบวนให้ถอยหลังไปทันที
“ถอยหลัง! รีบถอยเร็ว!”
ด้วยกลัวว่าขบวนทัพถอยหลังช้า และเล่าเจี้ยงเปลี่ยนใจ จึงเร่งขึ้นมาอีกครั้ง
“เร็ว! ถอยเร็ว!”
ทั้งหมดนี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของนักท่องเวลา ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการของเขา
“จุดไฟ!”
เล่าเจี้ยงออกคำสั่ง นายทหารรีบปฏิบัติทันที ควันดำกลุ่มหนึ่งค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่อากาศ
“พี่รอง ในเมืองมีควันไฟลอยขึ้นมา”
เตียวเหลียงรู้สึกว่ามันแปลก ๆ จึงรีบเตือนพี่ชาย
“ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้น รีบถอยหลัง! รีบหน่อย!”
เตียวโป้ไม่สนใจเลยสักนิด เขาในตอนนี้คิดเพียงให้ที่มันว่างเร็ว ๆ เล่าเจี้ยงจะได้ออกมา
ภายใต้การกระตุ้นซ้ำ ๆ ของแม่ทัพแห่งปฐพี กองทัพโพกผ้าเหลืองพยายามถอยหลังไป ทว่าขบวนทัพยาวเกินไป ทหารที่อยู่ด้านหลังจึงไม่ได้ยินคำสั่งเตียวโป้เลยแม้แต่น้อย
เตียวโป้กังวลแค่ว่าเล่าเจี้ยงจะเปลี่ยนใจไม่ออกมา เขาจึงไม่สนใจความวุ่นวายที่เกิดจากการพยายามล่าถอยของขบวนทัพแม้แต่น้อย
ทหารข้างหน้าพยายามถอยหลัง ทหารข้างหลังก็กลัวล้มถูกเหยียบ จึงเริ่มผลักไปข้างหน้า
เป็นอยู่อย่างนี้ เจ้าเบียดข้า ข้าผลักเจ้า ขบวนทัพยาวหลายสิบลี้พลันวุ่นวายขึ้นมา
ขบวนด้านหลังอยู่ไกลเกินไป ไม่รู้เลยว่าข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้แค่ว่าข้างหน้าพยายามถอยหลังมาอย่างสุดชีวิต
“ได้ยินหรือไม่? ท่านแม่ทัพให้รีบถอยหลังไป!”
“ข้าได้ยินว่าเบื้องหน้าเจรจาศึกไม่ค่อยราบรื่น ตอนนี้ทัพหน้ากำลังล่าถอย!”
“อะไรนะ ข้างหน้ารบแพ้งั้นหรือ ถึงว่าเหตุใดถึงถอยหลัง!”
“แพ้อีกแล้วหรือ? เล่าเจี้ยงผู้นี้เป็นตัวซวยของพวกเราชาวโพกผ้าเหลืองจริง ๆ!”
“ท่านแม่ทัพแพ้แล้ว ไม่ได้การละพวกเรารีบหนีกันเถิด!”
“ท่านแแม่ทัพถูกฆ่าแล้ว! รีบหนีเร็ว!”
จากประโยคให้ถอยหลังของเตียวโป้ เมื่อถ่ายทอดไปถึงท้ายทัพ ได้แปรเปลี่ยนเป็นด้านหน้ารบพ่าย คำพูดของคนนั้นช่างน่ากลัวจริง ๆ!
แต่เตียวโป้ไม่มีทางนึกถึงแน่นอน ว่าการเร่งเร้าของเขากลายเป็นอาถรรพ์ที่ทำให้ชีวิตคนมากกว่าแสนคนตกอยู่ในอันตราย!
เสียงปังดังขึ้น…
ประตูเมืองกงจ๋งถูกเปิดออก!
เล่าเจี้ยงบัญชาทหารม้า ก่อนพุ่งตรงเข้าหาเตียวโป้พร้อมกับฮองตงและเตียนอุย
“ฆ่ามัน จับเป็นเตียวโป้กับเตียวเหลียง!”
กองทัพฮั่นคำรามพร้อมพุ่งเข้าหากองทัพโพกผ้าเหลืองที่กำลังล่าถอย
เมื่อเห็นแม่ทัพเล่าบุกจู่โจมเข้ามาใกล้ เตียวโป้ก็ยังไม่ได้สติกลับมา
เจ้าให้ข้าถอยเพื่อหาพื้นที่ว่าง รอให้เจ้านำทัพออกมา แล้วค่อยสู้รบกันมิใช่หรอกหรือ?
เหตุใดเริ่มต่อสู้เลยล่ะ?
เตียวโป้ยังคงมองเบื้องหน้าอย่างนิ่งค้าง นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาคิดไว้เลย!
“รีบคุ้มกันท่านแม่ทัพเร็ว!”
เตียวเหลียงได้สติก่อนคนแรก เขาตะโกนเสียงดังสั่งทหารให้เข้าไปสกัดกั้นข้างหน้า ส่วนตัวเองลากพี่รองถอยหลังไปอย่างสุดชีวิต
“ไม่ใช่สิ! มันไม่ใช่แบบนี้!”
“ควรตั้งค่ายก่อนแล้วค่อยรบมิใช่หรือ?”
เตียวโป้ยังคงพึมพำกับตัวเอง พลางส่ายหัวไม่หยุด
“พี่รอง!”
เตียวเหลียงเปล่งเสียงเรียกอย่างสุดกำลัง ทว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเขาเลย ยังคงพึมพำกับตัวเอง
เพียะ!
เตียวโป้ตื่นขึ้นจากความเจ็บปวด เขากุมหน้ามองน้องชายอย่างตกตะลึง
“น้องสาม…”
“พี่รอง! ท่านมีสติหน่อย พวกเราติดกับแผนชั่วของเล่าเจี้ยงอีกแล้ว!”
“เพราะเหตุใดกัน! เขาให้ข้าถอยหลังไปรอสู้จนตัวตายกับเขามิใช่หรือ! ข้ายังไม่ทันเหลือที่ให้เขาเลย!”
เตียวโป้ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่เต็มใจยอมรับทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
“พี่รอง ท่านติดกับแผนชั่วของเล่าเจี้ยงแล้ว!”