พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 83 จะแก้สถานการณ์ยังต้องดูทหารม้า
บทที่ 83 จะแก้สถานการณ์ยังต้องดูทหารม้า
แต่เตียวโป้ไม่เชื่อก็ช่างบิดาเขาปะไร เล่าเจี้ยงยังคงกล้าทำเช่นนั้น!
ไม่นาน ขุนพลเกราะเงินสองคนก็ปรากฏแก่สายตาของนายทัพกลุ่มโพกผ้าเหลือง ตามมาด้วยทหารม้าสวมเกราะเหล็กนับไม่ถ้วนปรากฏออกมา!
เวรแล้ว ที่นี่เต็มไปด้วยกองทัพทางการ พวกเราถูกล้อมแล้ว!
นายทัพมีสีหน้าซีดเทา ก่อนเริ่มหลบหนีไปไกล โดยที่ไม่สนใจทหารใต้บังคับบัญชาอีก
เขาใช้โอกาสตอนที่ทหารม้ายังมาไม่ถึงหนีเอาชีวิตรอด!
ในระหว่างที่ทหารโพกผ้าเหลืองสับสน ด้านหน้าก็เบียดเข้ามาอีกครั้ง หนนี้เบียดมาอย่างดุดันมากจนทำให้หลายคนล้มลงกับพื้น
“ท่านแม่ทัพ! เป็นกองทัพทางการ! ทหารม้าของกองทัพทางการ!”
“ท่านแม่ทัพ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี!”
กองทัพโพกผ้าเหลืองรีบตะโกนเรียกผู้นำของตัวเอง ทว่าเหลียวซ้ายแลขวาก็หาไม่เจอ อีกฝ่ายหายไปนานแล้ว
“ท่านแม่ทัพหายไปแล้ว ท่านแม่ทัพหนีไปแล้ว!”
“ทหารม้าของกองทัพทางการมาแล้ว! ทำอย่างไรดี!”
“ว้าก ๆ! ข้าไม่รบแล้ว ข้าวก็กินไม่อิ่ม!”
“พี่น้องทั้งหลาย รีบหนีเร็ว พวกเราถูกล้อมไว้แล้ว”
“รีบไสหัวหลบไป อย่ามาขวางทาง!”
การหลบหนีของนายทัพกลุ่มโพกผ้าเหลือง ได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของทัพหลังกลุ่มโพกผ้าเหลือง
กองทัพโพกผ้าเหลืองสับสนอลหม่านอย่างขีดสุด ขวัญกำลังใจย่ำแย่ หากนายทัพยังอยู่ในสนามรบ เพิ่มขวัญกำลังใจ ก็ยังสามารถต้านทานได้อยู่
ยามนี้นายทัพต่างหนีไปแล้ว พวกทหารจะยังสู้รบต่ออีกได้อย่างไร?
ข้าวก็กินไม่อิ่ม ส่วนผู้นำน่ะหรือ? หลังจากเริ่มรบก็หายหัวหนีไปก่อน!
อย่าว่าแต่กองทัพโพกผ้าเหลืองเลย ต่อให้เป็นทหารห้าวหาญมากแค่ไหน ก็ไม่มีใจรบแน่นอน
“ฆ่า!”
เสียงโห่ร้องสังหารดังเข้ามา กองทัพทางการบุกเข้ามาใกล้เบื้องหน้าแล้ว
ขุนพลสองคนนั้นก็คือไทสูจู้กับจูล่ง! ทั้งสองขี่ม้านำอยู่หน้าสุด และพุ่งเข้าใส่กองทัพโพกผ้าเหลือง
ทัพหลังกลุ่มโพกผ้าเหลืองแตกกระเจิงเพราะหนีตายไปทั่วทุกสารทิศ ทหารม้าบุกทะลวงเข้าไปโดยตรง ขบวนทัพถูกจู่โจมจนแตกซ่านกระจัดกระจายทันที!
พวกทหารพากันทิ้งเกราะทิ้งหมวก แล้วเผ่นหนีไปทั่วทุกที่ ในขณะที่ทัพหลังหลายหมื่นคนพร้อมใจกันแตกกระเจิงทันที!
น่าสังเวช… หาใช่ตายอย่างน่าสังเวท แต่เป็นหนีตายอย่างน่าสังเวช!
คนหลายหมื่นคนหนีตายกันจ้าละหวั่นภายใต้การโจมตีของคนไม่กี่พันคน!
ไทสูจู้กับจูล่งไม่ได้ไล่ตามกองทัพโพกผ้าเหลืองที่แตกพ่ายไป แต่มุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า
คำสั่งของพวกเขาคือไปรวมตัวกับเล่าเจี้ยงล้อมฆ่าเตียวโป้กับเตียวเหลียง
ทัพกลางในตอนนี้ไม่ได้แตกกระเจิงไปทันทีตามที่เล่าเจี้ยงคิดไว้ แม้ก่อนหน้านี้จะโกลาหล แต่ภายใต้การรวบรวมของนายทัพทั้งหลาย ก็ค่อย ๆ เริ่มต่อต้านขึ้นมา
แรงกระตุ้นที่ทำให้พวกนายทัพต่อต้านขึ้นมาคือการสร้างสถานการณ์ขู่ขวัญตบตาของกองทัพทางการ! จำนวนของกองทัพทางการทั้งสองด้านมีน้อยเกินไป! ด้านหนึ่งมีแค่ไม่กี่พันคน!
เริ่มแรกกองทัพของเล่าเจี้ยงควบม้าออกมากะหันทัน ทำให้กองทัพโพกผ้าเหลืองคิดว่าถูกล้อมเอาไว้ กอปรกับข่าวลือที่ว่าเตียวโป้กับเตียวเหลืองตายแล้ว จึงทำให้ทหารจำนวนมากหลบหนีด้วยความขลาดกลัว
ทว่านายทัพของกองทัพกลางของกลุ่มโพกผ้าเหลืองไม่ได้หลบหนี เขารวบรวมทหารเพื่อสู้รบปรบมือมาโดยตลอด
ครั้นเห็นว่ากองทัพทางการมีคนไม่พอ ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
“พี่น้องทั้งหลาย กองทัพทางการมีเพียงไม่กี่พันคน ไม่ต้องกลัว พวกเรามีสหายพี่น้องตั้งหลายหมื่นคน! ฆ่า ฆ่าพวกมัน!”
คำพูดของนายทัพทัพกลางได้เพิ่มขวัญกำลังใจของพวกทหาร พวกทหารหลายคนจึงได้สติขึ้นมาท่ามกลางความสับสนอลหม่าน
“นั่นสิ พวกเราจะหนีทำไม พวกเรามีมากกว่ากองทัพทางการตั้งหลายเท่า!”
“พี่น้องทั้งหลาย รีบหยิบอาวุธขึ้นมา สังหารกองทัพทางการพวกนี้ทิ้งให้หมด!”
หากสู้รบกันปกติ กองทัพโพกผ้าเหลืองเหล่านี้คงไม่ถูกควบคุมได้หรอก ทว่าสนามรบวุ่นวายเกินไปจริง ๆ
แม้มีหลายคนกลับมาเข้าร่วมทำศึกแล้ว กระนั้นกองทัพโพกผ้าเหลืองยังถูกควบคุมอยู่ดี
กองทัพโพกผ้าเหลืองมีคนอยู่มากมาย พวกทหารที่ต่อต้านกองทัพทางการมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นายทัพทัพกลางพบว่าแนวโน้มแห่งชัยชนะได้เอนเอียงมาหาพวกเขาแล้ว
“พี่น้องทั้งหลาย กองทัพทางการต้านทานไม่ไหวแล้ว! เร่งมือเข้า ฆ่าพวกมันให้หมด!”
ในระหว่างที่นายทัพทัพกลางเห็นแสงอรุณอยู่นั้น เมฆดำอึมครึมก็ค่อย ๆ ลอยเข้ามาบดบัง
ครืน… ครืน…
พื้นดินด้านหลังค่อย ๆ สั่นสะเทือน ทั้งยังมีเสียงครวญคราง ร้องไห้ดังไม่ขาดสาย
“ทหารทั้งหลาย กองทัพเสริมมาถึงแล้ว ฆ่าพวกมัน!”
นายกองซุ่มโจมตีทั้งสองด้านของกองทัพทางการรู้ว่าทหารม้ามาถึงแล้ว ก็เปล่งเสียงร้องตะโกนออกมาทันใด
เมื่อทหารทางการเห็นทัพเสริมมาถึงแล้ว ขวัญกำลังใจพลันเพิ่มขึ้น ก่อนไกวแกว่งอาวุธปลิดชีพศัตรูอย่างสุดชีวิต
กองทัพโพกผ้าเหลืองไม่ทันระวังจากการระเบิดจู่โจมกะทันหันของกองทัพทางการ และทหารอย่างกะทันหันจึงถูกสังหารตายกันระนาวทันที
สุภาษิตกล่าวว่า ‘เรื่องดีมักมาทีละหน เรื่องไม่ดีมักมาอย่างกระหน่ำซ้ำซ้อน’
ทหารม้าด้านหลังบุกเข้ามาถึงเบื้องหน้าแล้ว จึงก่อเกิดเป็นการโจมตีขนาบทั้งภายในและภายนอก!
จูล่งกับไทสูจู้ต่างนำทหารม้าสองพันกว่าคนจู่โจมเข้ามาทั้งสองด้าน
ทหารม้าจู่โจมสังหารมาตลอดทาง ความเร็วจึงลดลงไปนานแล้ว ทว่ายังคงบุกรุกเร็วมากเสียจนไม่สามารถต้านทานได้เหมือนเดิม
เกราะเงินของทั้งสองย้อมไปด้วยเลือดแดงฉาน หอกยาวในมือมีเลือดไหลหยดลงมาไม่หยุด
กองทัพทางการทั้งในและนอกรวมเข้าด้วยกัน พลันสังหารกองทัพโพกผ้าเหลืองจนล้มลุกคลุกคลาน ร้องเรียกหาพ่อแม่ทันที
กองทัพโพกผ้าเหลืองพังทลายอย่างสมบูรณ์ ทหารโพกผ้าเหลืองนับไม่ถ้วนเริ่มหลบหนี ไม่ว่าใครอยู่ตรงหน้า ถ้าขวางทาง ก็ตวัดดาบสังหาร ผู้ที่โชคร้ายล้มลงกับพื้น ทำได้แค่ถูกเหยียบย่ำจนตายเท่านั้น
“ไม่ต้องไล่ตาม รีบมุ่งไปทัพหน้า ล้อมฆ่าเตียวโป้!”
พวกจูล่งสองคนเรียกนายกองทั้งสี่คนให้หยุดไล่ตาม พวกเขายังมีงานสำคัญที่ต้องทำ
ทหารโพกผ้าเหลืองที่ปราชัยได้ยินคำพูดของจูล่ง ก็รู้สึกปีติยินดี และยิ่งวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาไม่ตามเจ้าแล้ว จะยังอยู่รอตายที่นี่อีกทำไม?
เตียวโป้กับเตียวเหลียงล้วนไม่รู้ว่าด้านหลังเกิดอะไรขึ้น สีหน้ายังคงมีความภาคภูมิใจอยู่
โดยเฉพาะเตียวโป้ เขารู้สึกตื่นเต้นคึกคักอย่างมาก ความแค้นชิงชังที่สะสมมานาน ในที่สุดวันนี้ก็ได้ปลดปล่อยเสียที!
เพราะการโจมตีของแม่ทัพเล่าถ่วงเวลาไปนานแล้ว ตอนนี้กองทัพโพกผ้าเหลืองจู่โจมกองทัพทางการอย่างต่อเนื่อง
ข้อได้เปรียบด้านจำนวนคนขยายออกไปอย่างไม่มีสิ้นสุด ทัพหน้าของเตียวโป้มีเกือบหกหมื่นคน แต่ฝ่ายตรงข้าม กระทั่งสองหมื่นก็มีไม่ถึง!
ตอนที่เล่าเจี้ยงโจมตีตอนแรก เขาคว้าโอกาสตอนที่ทัพหลังของกองทัพโพกผ้าเหลืองโกลาหลจู่โจมอย่างสายฟ้าแลบ จนทุกอย่างช่างราบรื่นดั่งผ่ากระบอกไม้ไผ่
หากเตียวโป้หนีตาย เช่นนั้นกองทัพโพกผ้าเหลืองคงไม่พ้นมีสภาพแตกกระเจิง
แต่ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของแม่ทัพหนุ่มคือ อีกฝ่ายกลับไม่หลบหนี!
กองทัพโพกผ้าเหลืองเริ่มสงบลงอย่างช้า ๆ ภายใต้การระดมพลของเตียวโป้ และเริ่มตอบโต้กลับ!
ความได้เปรียบของกองทัพทางการค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ เมื่อมีทหารโพกผ้าเหลืองจัดทัพได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนข้อได้เปรียบของกองทัพโพกผ้าเหลืองก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
การสู้รบดำเนินต่อไปสักพัก กองทัพโพกผ้าเหลืองก็ได้ปราบปรามกองทัพทางการได้อย่างสมบูรณ์ และได้กลายเป็นผู้ได้เปรียบในสนามรบ
โชคดีที่กองทัพทางการมีขุนพลอย่างเตียนอุย ฮองตงบัญชาการ และเล่าเจี้ยงที่เป็นผู้นำตัวอย่าง จึงเพิ่มขวัญกำลังใจให้กองทัพได้อย่างมาก
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ กระนั้นก็ยังคงถูกกองทัพโพกผ้าเหลืองควบคุมอย่างช้า ๆ อยู่ดี
หลังเวลาที่ดำเนินไป ปัญหาใหญ่ที่สุดก็เกิดขึ้น คือกำลังกายค่อย ๆ หมดลง
แม้แต่เตียนอุยที่แข็งแกร่งยังรู้สึกว่าสองแขนปวดชา การกวัดแกว่งทวนใหญ่ก็ช้าลงไปมาก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงทหารธรรมดา!
“นายท่าน เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ยิ่งสู้ต่อกองทัพโพกผ้าเหลืองยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังของพวกทหารใกล้จะหมดลงแล้ว!”
ฮองตงมีสีหน้ากังวล สนามรบเปลี่ยนแปลงไปสุดจะหยั่งคาดในชั่วเสี้ยวอึดใจ เขาเอาแต่สนใจสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายมาตลอด
แม้เตียนอุยจะไม่เข้าใจศาสตร์สงคราม ทว่าก็ยังสามารถแยกแยะผลได้ผลเสียในสนามรบได้ จึงเอาแต่โน้มน้าวให้เล่าเจี้ยงกลับเข้าเมือง
“นายท่าน ท่านเข้าเมืองไปก่อน ข้าจะนำทัพเข้าโจมตีเอง!”
เล่าเจี้ยงไม่ได้ตอบฮองตงว่าจะทำอย่างไรต่อไปในทันที และไม่ได้ฟังคำพูดของเตียนอุยด้วย เพียงแต่พยายามเหวี่ยงดาบให้มากขึ้น ใช้การกระทำแสดงออกว่าแม้ต้องตาย เขาก็จะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว!
แม่ทัพเล่าในตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว ทันทีที่ถอนทัพกลับ กองทัพทางการจะต้องเคลื่อนไหวตามที่กองทัพโพกผ้าเหลืองต้องการแน่ แบบนั้นทุกอย่างก็จะจบลงจริง ๆ
เตียวโป้เห็นพวกเล่าเจี้ยงเริ่มหมดแรงเหนื่อยล้าแล้ว ก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่สามารถเอาชนะไอ้สารเลวคนนี้ได้ในที่สุด!
“เล่าเจี้ยง ข้าจะคอยดูว่าหนนี้ใครจะมาช่วยเจ้า! บุกเข้าไป ผู้ใดฆ่าเล่าเจี้ยงได้ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงาม!”
ภายใต้รางวัลอันหนักหน่วงย่อมมีผู้กล้า เมื่อทหารโพกผ้าเหลืองได้ยินค่าหัวของเล่าเจี้ยง ก็พากันรุดบุกเข้าไปด้วยดวงตาแดงฉาน
เล่าเจี้ยงพลันกดดันเพิ่มขึ้น เขาสู้ไปด้วยถอยหลังไปด้วย
เขาไม่มีทางถอนทัพกลับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถอยหลังไปเล็กน้อยไม่ได้ เล่าเจี้ยงหาใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา รอให้คนมาฆ่าอยู่ตรงนั้น!
สีหน้าของแม่ทัพเล่าไม่ได้สุขุมเหมือนอย่างเดิมแล้ว ความร้อนรนภายในใจเขียนไว้เต็มใบหน้าอย่างชัดเจน!
ดูท่าการใช้คนน้อยเอาชนะคนมากจะไม่ง่ายแล้ว!
เขาจำประวัติศาสตร์ได้แม่นว่าแค่กองทัพกว่าล้านคนถอยหลังพร้อมกันทั้งกองทัพก็แตกพ่าย เหตุใดตัวเองใช้วิธีเดียวกันกลับมีผลลัพธ์ต่างกันได้ล่ะ?
จืออี้ จูล่ง! หากพวกเจ้าทั้งสองยังไม่มาอีก ข้าจะยืนหยัดไว้ไม่ไหวจริง ๆ แล้วนะ!
ตอนนี้เล่าเจี้ยงได้ร่ำร้องเสียใจอยู่ในใจเแล้ว