พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 87 เปิดกองบัญชาการแม่ทัพหลัง!
บทที่ 87 เปิดกองบัญชาการแม่ทัพหลัง!
ไอ้เจ้าเขาฮิวระยำ บัณฑิตคนพาลผู้นั้นแนะนำว่าถอดตำแหน่งผู้บัญชาการของเล่าเจี้ยงให้ได้
เหตุใดตัวเองถึงได้เชื่อคำพูดเขาได้น่ะ!
โฮจิ๋นเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไฉนตัวเองถึงได้โง่เขลาปานนี้!
พระเจ้าเลนเต้หรี่ตาจ้องมองแม่ทัพใหญ่ พลางตัดสินใจเหน็บแนมอีกฝ่าย
“เราจำได้ว่าก่อนหน้านี้โลติดพ่ายศึก ท่านแม่ทัพใหญ่ยังพูดขอร้องอย่างมีเหตุผลแทนโลติด”
“ตอนนี้เล่าเจี้ยงสร้างคุณงามความดีใหญ่เช่นนี้ ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ขอตกรางวัลให้ ยังคิดจะถอนตำแหน่งผู้บัญชาการของเขาอีกหรือ?”
“หรือนี่คือวิธีการทำงานของท่านแม่ทัพใหญ่? มีผลงานไม่ได้รางวัล ผิดผลาดไม่ถูกลงโทษ?”
“ท่านแม่ทัพใหญ่อยากให้เราเป็นฮ่องเต้ที่แยกความดีความชอบกับการลงโทษไม่ออกหรือ”
ไม่กี่ประโยคสุดท้ายดูเฉียบขาดเป็นพิเศษ เป็นสัญญาณความเกรี้ยวกราด
ขุนนางทุกคนรู้ว่าพระเจ้าเลนเต้ทรงกริ้วจริง ๆ แล้ว
โฮจิ๋นเองก็ไม่คิดว่าพระองค์จะพิโรธเช่นนี้ จึงคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้น ขอฝ่าบาทไตร่ตรองด้วย!”
“ฮึ่ม!”
พระเจ้าเลนเต้พ่นลมหายใจแรงออกมา ก่อนค่อย ๆ นั่งลง
เขาเองก็มิอาจจัดการโฮจิ๋นเพราะเรื่องนี้ จึงทำได้เพียงเหน็บแนม
“ฝ่าบาท!”
ในตอนที่บรรยากาศในท้องพระโรงเริ่มคุกรุ่น เล่าเจี้ยงก็เปิดปากขึ้น
เขาถวายบังคมพระเจ้าเลนเต้ก่อน จากนั้นเอ่ยคำพูดที่ทำให้ทุกคนตกใจออกมา
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าที่ท่านแม่ทัพใหญ่พูดก็ไม่ผิดนัก”
ทุกคนต่างเบิกตาอ้าปากกว้างมองแม่ทัพเล่า ในใจเกิดความสงสัยไม่น้อย
วันนี้มันอะไรกัน? โฮจิ๋นโง่เขลา เล่าเจี้ยงก็โง่เขลาตามด้วยหรือ?
ทุกคนต่างว่าแม่ทัพโฮจิ๋นไร้สติปัญญาดุจสุกร เดิมทีเขาเป็นคนขายเนื้ออยู่แล้ว แต่เพราะพึ่งบารมีของโฮฮองเฮาผู้เป็นน้องสาว เขาถึงได้ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่นี้มา
ทว่าเล่าเจี้ยงนั้นต่างออกไป ความรู้ความสามารถของเด็กหนุ่มผู้นี้พวกขุนนางต่างรู้ดี เขาถูกเรียกขานว่าเป็นเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก และมีความสามารถในด้านกวี
การก่อกบฏของกลุ่มโพกผ้าเหลืองครานี้ก็พิสูจน์ความสามารถทางด้านการทหาร อาจกล่าวได้ว่าเป็นดาวที่ส่องแสงที่สุดในราชวงศ์ฮั่น
พวกขุนนางมองออกว่าพระเจ้าเลนเต้ใช้โอกาสนี้กดโฮจิ๋น จึงไม่มีผู้ใดกล้าเปิดปากช่วยขอร้องอ้อนวอน
แต่ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะเปิดปากพูดเอง แถมยังกล่าวประโยคที่น่าตกใจออกมาด้วย!
แม่ทัพเล่ามองพระเจ้าเลนเต้ที่มีสีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย ก่อนกุมมือคำนับ
“ฝ่าบาท กระหม่อมยังเด็ก ไม่มีความสามารถอะไร ที่สยบกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้ล้วนเป็นเพราะบุญบารมีของฝ่าบาททั้งสิ้น!”
“ก่อนหน้าทำหน้าที่แทนท่านแม่ทัพตั๋งโต๊ะนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน และสะดวกต่อการดำเนินงาน บัดนี้กองทัพหลักของกลุ่มโพกผ้าเหลืองถูกทำลาย กระหม่อมพึงพอใจแล้ว”
“กระหม่อมไม่ได้คาดหวังที่จะเป็นแม่ทัพยิ่งใหญ่อะไร แค่หวังจะแบ่งเบาความกังวลของฝ่าบาท และพยายามทำนุบำรุงแผ่นดินของราชวงศ์ฮั่นอย่างเต็มที่เท่านั้น ไม่เสียเปล่าแล้วที่กระหม่อมเป็นลูกหลานพระเจ้าฮั่นเกาจู่ เป็นลูกหลานแห่งตระกูลเล่า”
อย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่า! พวกขุนนางพลันเข้าใจในทันที เล่าเจี้ยงผู้นี้ยอมถอยเพื่อกลับมารุก
เยี่ยมยอดจริง ๆ เขาทำให้ตัวเองดูมีคุณธรรมสูงส่งขึ้น
กลับกันหันมามองโฮจิ๋น ยังส่งสายตาขอบคุณมาให้เล่าเจี้ยงปริบ ๆ และกลายเป็นตัวตลกของพวกขุนนางในท้องพระโรง
ความฉลาดของแม่ทัพโฮจิ๋นผู้นี้ช่างเทียบกับหมูหมาไม่ได้เลยจริง ๆ
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมนัก!”
พระเจ้าเลนเต้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พร้อมกล่าวชมอย่างฮึกเหิมมาก
“พวกเจ้าได้ยินหรือยัง เห็นหรือไม่? นี้คือจิตสำนึกของลูกหลานตระกูลเล่า! ความสามารถเช่นนี้ พวกเจ้าว่าจะให้เขานั่งนอนอยู่แต่ในบ้านหรือ”
พวกขุนนางเหลือบมองหน้ากันโดยไม่มีใครกล้าออกมาพูดเลยสักคน เพราะอย่างไร การเห็นด้วยกับการแต่งตั้งเล่าเจี้ยงก็เท่ากับว่าได้ล่วงเกินโฮจิ๋น
แม้จะไม่มีใครสนใจแยแสแม่ทัพชาติกำเนิดคนขายเนื้อผู้นี้ ทว่าอำนาจที่อยู่ในมือโฮจิ๋นนั้นกลับมิอาจเพิกเฉยไปได้
“ฝ่าบาท การสยบกบฏโพกผ้าเหลืองนั้นเป็นความสำเร็จแรกอย่างสมภาคภูมิของเล่าเจี้ยง หากไม่แต่งตั้งตำแหน่งให้ เกรงว่าเหล่าทหารใต้บัญชาคงจะผิดหวังกันยิ่งนัก”
ชายชราคนหนึ่งลุกออกมา ขอความดีความชอบให้เล่าเจี้ยงเป็นคนแรก
พวกขุนนางเห็นชายชราผู้นี้ก็ตัดสินใจทันที ต่างพากันออกไปคำนับราวกับกินยาสั่งไปก็มิปาน
“ขอฝ่าบาทประทานรางวัลให้แก่เล่าเจี้ยงด้วย”
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าอ้วนหงุย*[1] จะเป็นหนึ่งในนั้น
พระเจ้าเลนเต้โล่งใจ หากพวกขุนนางไม่พูดต่อ เขาคงอับอายอย่างมาก
“ตามความเห็นท่านมหาราชครู ควรแต่งตั้งเยี่ยงไรดี?”
เล่าเจี้ยงมองตาม และเผยรอยยิ้มขอบคุณอย่างเป็นมิตรออกมา
มหาราชครูอ้วนหงุยมีหน้าตาใจดีและสง่างาม โดยพื้นเพรักสันโดษไม่แกร่งแย่งชิงดี
ทว่าเล่าเจี้ยงกระจ่างแก่ใจดี อ้วนหงุยในตอนนี้กล่าวได้ว่าเป็นดรรชนีเดียวปิดฟ้า*[2]
อ้วนหงุยมอบรอยยิ้มใจดีกลับมา ก่อนโค้งคำนับไปทางพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท หากไม่มีเล่าเจี้ยง ก็มิรู้ว่าจะปราบกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้เมื่อไร และมิรู้ว่าแผ่นดินจะสงบเมื่อใด”
“เล่าเจี้ยงมีความสามารถปราดเปรื่องเช่นนี้ สู้แต่งตั้งสมญานามว่าแม่ทัพ เผื่อหากว่าภายภาคหน้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ก็สามารถนำกองกำลังเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนได้”
“เช่นนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นว่าฝ่าบาททรงแยกความดีความชอบกับการลงโทษได้อย่างกระจ่าง แต่ยังได้ผลักดันความสามารถของเล่าเจี้ยงออกมาอีกด้วย มิทราบฝ่าพระบาทคิดเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้ยังไม่ทันได้แสดงความเห็น โฮจิ๋นก็เอ่ยออกมาอย่างทนไม่ไหว
“ฝ่าบาท!”
น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่ร้อนรนยิ่ง ประหนึ่งกลัวว่าจะพลาดอะไรไปสักอย่าง
“ฝ่าบาท เมื่อครู่กระหม่อมก็หมายความถึงเช่นนั้น! เพียงแต่กระหม่อมไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ!”
“หืม?”
พระเจ้าเลนเต้ยืนจนเหนื่อยแล้ว จึงค่อย ๆ นั่งลง พลางมองโฮจิ๋นด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
“ท่านแม่ทัพใหญ่ก็หมายความเช่นนี้เหมือนกันรึ?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ!”
โฮจิ๋นกลัวว่าพระเจ้าเลนเต้ไม่เชื่อ จึงตอบเน้นย้ำกลับไปทันที
“ในเมื่อท่านมหาราชครูกับท่านแแม่ทัพใหญ่คิดเห็นเช่นนี้ เราก็ไม่คัดค้าน!”
พระเจ้าเลนเต้ทันคนจริง ๆ ชิงตรัสเช่นนั้นประหนึ่งอ้วนหงุยกับโฮจิ๋นอยากเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้เล่าเจี้ยงจนตัวสั่นก็ไม่ปาน
“เล่าเจี้ยงจับกุมสังหารหัวหน้าโจรได้ติดต่อกัน ทั้งยังปราบปรามกลุ่มโพกผ้าเหลืองจนสิ้น! เป็นคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่นัก! เราตัดสิน!”
พระเจ้าเลนเต้พักไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“แต่งตั้งเล่าเจี้ยงเป็นแม่ทัพหลัง เปิดกองบัญชาการได้ และเลื่อนยศเป็นอู่ถิงโหว*[3]”
เล่าเจี้ยงมีท่าทางตกใจ ก่อนรีบคุกเข่าลงก้มกราบแนบพื้น
“กระหม่อมเล่าเจี้ยง ขอบพระทัยในพระมหากรุณาเป็นอย่างสูง!”
พวกขุนนางต่างมองกันและกัน ในตาเปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นตระหนก ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านออกมา
มีขุนนางหลายคนถึงกับคิดว่าการแต่งตั้งนี้ไม่เหมาะสมอย่างมาก เลื่อนยศเป็นโหวนั้นไม่เท่าไร เพราะอย่างไรเสียก็มีความดีความชอบ จะแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพหลังก็ช่างเถิด ไม่มีความสามารถก็เป็นได้ แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้มากที่สุดคือให้เขาเปิดกองบัญชาการได้!
การเปิดกองบัญชาการนั้นเท่ากับว่าเป็นปฏิปักษ์กับโฮจิ๋น!
เล่าเจี้ยงเพิ่งอายุเท่าไหร่กันเชียว? แค่สิบกว่าปีเอง พูดชัด ๆ คือยังไม่ถึงวัยบรรลุนิติภาวะ
พระเจ้าเลนเต้คงไม่ได้เลอะเลือนเอาเด็กน้อยเพียงคนเดียวมาต่อต้านแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันนี้หรอกใช่หรือไม่?
ครู่เดียว พวกขุนนางก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด เพราะพระเจ้าเลนเต้ยังตรัสต่อ
“ให้หน่วยกองทหารม้าเดิมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการแม่ทัพหลัง ทั้งสามารถเพิ่มทหารได้อีกหนึ่งหมื่นนาย และพร้อมรอฟังคำสั่งเราทุกเมื่อ!”
เล่าเจี้ยงก้มลงกราบบนพื้นอีกครั้ง รูม่านตาเบิกกว้างอย่างห้ามไม่อยู่!
“กระหม่อมจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง!”
อำนาจนี้ใหญ่เกินไปแล้ว บัญชาการทหารหมื่นนายอยู่ในลกเอี๋ยง? นี่ต้องเป็นโฮจิ๋นถึงจะมีอำนาจนี้ได้!
แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นในตอนนี้มึนงงเช่นกัน เมื่อครู่เพื่อไม่ให้พระเจ้าเลนเต้ถือโทษ ถึงได้พูดจาเหลวไหลออกมา ไม่คิดเลยว่าจะสร้างศัตรูใหญ่ให้ตัวเอง!
“ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
อ้วนหงุยยังคงมีท่าทางสันโดษ ราวกับว่าเล่าเจี้ยงได้แต่งตั้งเป็นอะไรล้วนไม่เกี่ยวกับเขา
ทุกคนได้สติขึ้นมาจากคำพูดของอ้วนหงุย จึงคำนับพร้อมเพรียงกันไปทางพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
“อืม!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ผลลัพธ์ของวันนี้ทำให้เขาพึงพอใจอย่างมาก
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน ทุกท่านลำบากแล้ว”
เสียงเลิกประชุมดังขึ้น พระเจ้าเลนเต้ออกจากท้องพระโรงไปคนแรก เมื่อขุนนางทั้งหลายเห็นพระเจ้าเลนเต้จากไป ก็พากันออกไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“แม่ทัพเล่าช้าก่อน!”
เสียงแหลมสูงเสียงหนึ่ง รั้งเล่าเจี้ยงที่กำลังจะไปไว้
“ใต้เท้าเตียวนี่เอง!”
เมื่อเห็นผู้มาเยือนคือขันทีเตียวเหยียง เล่าเจี้ยงมิกล้าล่วงเกิน จึงรีบกุมมือคำนับ
“แม่ทัพเล่าไม่ต้องเกรงใจ ข้าน้อยเลื่อมใสในตัวแม่ทัพมานานแล้ว!”
“มิบังอาจ มิบังอาจ ใต้เท้าเตียวสู้เพื่อความเป็นธรรมหลายครั้ง ข้าน้อยขอบคุณยิ่งนัก”
เตียวเหยียงมองอีกฝ่ายอย่างยิ้ม ๆ ท่าทางนอบน้อมเช่นนี้ทำให้เขาสบายมาก
“ข้าเองก็ไม่ที่ชอบคนขายเนื้อผู้นั้นดูถูกท่านแม่ทัพครั้งแล้วครั้งเล่า!”
“น้ำใจของใต้เท้าเตียว เล่าเจี้ยงจะจดจำไว้ในใจ!”
เล่าเจี้ยงรู้ เตียวเหยียงละโมบในทรัพย์สิน เขารีบแอบบอกตัวเองว่า ไม่ควรทำไม่ดีกับอีกฝ่าย
เป็นไปตามที่เล่าเจี้ยงคาดไว้ เมื่อเตียวเหยียงได้ยินคำพูดนี้ก็ดีใจหน้าบานทันที
“แม่ทัพเล่าเกรงใจเกินไปแล้ว จริงสิ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ท่านแม่ทัพโปรดตามข้ามา”
“เชิญใต้เท้านำทาง!”
ในขณะที่กำลังจะเดินไป เล่าเจี้ยงเห็นบิดาตัวเองมองตนด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ใต้เท้าโปรดรอเดี๋ยว ข้าขอทักทายบิดาสักเล็กน้อย”
“ท่านแม่ทัพเชิญตามสบาย”
เล่าเจี้ยงเดินมาอยู่ตรงหน้าบิดา ก่อนก้มตัวคำนับ
“ท่านพ่อสบายดีหรือไม่ขอรับ”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้า ทว่ายังคงมีสีหน้ากลุ้มใจ
“ท่านพ่อมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
เล่าเจี้ยงเห็นท่าทางของเล่าเอี๋ยน ก็รู้แล้วว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ จึงรีบเอ่ยถาม
“เอ๊ะ! เจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อนเถิด กลับมาแล้วพ่อค่อยคุยกับเจ้า!”
เล่าเอี๋ยนไม่สนใจบุตรชายอีก ก่อนเดินตรงจากไป
“นี่…”
ตรงหัวเล่าเจี้ยงมีเครื่องหมายคำถาม มันเกิดอะไรขึ้น? ตัวเองถูกเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งไยบิดาจึงมีสีหน้ากลัดกลุ้มเช่นนี้?
“แม่ทัพเล่า พวกเจ้าไปเถิด!”
“ใต้เท้าเตียว เชิญ”
เล่าเจี้ยงระงับความสงสัยที่อยู่ในใจไว้ เขาในตอนนี้ยังต้องไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเลนเต้ เกรงว่าพระเจ้าเลนเต้เองคงมีเรื่องจะคุยกับเขาเช่นกัน
ทั้งที่ควรเป็นเวลาตื่นเต้น ทว่าในใจเล่าเจี้ยงกลับกลัดกลุ้มแปลก ๆ
หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ…
[1] อ้วนหงุย อาของอ้วนเสี้ยว รับราชการทำหน้าที่เป็นเจ้ากรมการศึกษาสองครั้ง จนได้เป็นมหาราชครู
[2] 只手遮天 ดรรชนีเดียวปิดฟ้า หมายถึง อาศัยอิทธิพล ใช้เล่ห์เหลี่ยมปิดบังอำพรางมวลชน
[3] บรรดาศักดิ์สูงสุดของขุนนางสมัยราชวงศ์ฮั่นตามปกติคือ เลี่ยโหว (列侯) หรือโหวกินศักดินา เป็นบรรดาศักดิ์สำหรับพระราชทานให้ผู้มีความดีความชอบ ได้ถือตราประทับทองผูกสายห้อยสีม่วง (金印紫綬) แบ่งออกเป็นสามระดับจากสูงไปต่ำคือ เซี่ยนโหว (縣侯) เซียงโหว (鄕侯) ถิงโหว (亭侯) ตามระดับพื้นที่ศักดินาที่ถือครอง รองลงมาคือ กวนเน่ยโหว (關内侯) ไม่มีพื้นที่ศักดินา