มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 42 คนที่ควรอ้างว้าง อยู่ที่ไหนก็อ้างว้าง (2)
เฉิงโหยวเทียนทำตามคำขอของจิ๋งจิ่ว ก่อนเดินออกไป
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูเขา พลางกล่าวถามว่า “ทำไมถึงต้องสี่ปี?”
ระยะเวลาที่กำหนดนี้ ไม่มีทางที่จิ๋งจิ่วจะพูดลอยๆ ออกมา มันจะต้องมีความหมายที่มากกว่านั้นอย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วไม่ได้อธิบาย หากแต่กล่าวกับอาต้าว่า “ไปหาดูหน่อย”
หนานชวีถูกขับออกจากชิงซาน ได้พบกับถ้ำของเซียนกระบี่รุ่นก่อนผู้นั้น ว่ากันว่าถ้ำแห่งนั้นอยู่บนเกาะแห่งนี้
หลังจากสำนักชิงซานยึดครองทะเลตะวันตกมาได้ พวกเขาก็ทำการค้นหาอย่างละเอียดหลายรอบแล้ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ
วิชาลับของเซียนกระบี่ที่เล่าลือกันเล่มนั้นก็น่าจะถูกเทพกระบี่ซีไห่เอาไปด้วย แต่เหตุใดที่นี่ถึงไม่มีร่องรอยอะไรอย่างอื่นเลย?
สิ่งที่จิ๋งจิ่วต้องการหานั้นมิใช่วิชาลับเล่มนั้น หากแต่เป็นสิ่งอื่น
ผ่านไปไม่นาน แสงสีขาวสายหนึ่งก็กลับมายังหน้าต่างหินที่ดูเหมือนรูปภาพขนาดยักษ์บานนั้น
อาต้าส่ายศีรษะ ไม่พบอะไร
กระทั่งผู้พิทักษ์ขั้นทะลวงสวรรค์ก็ยังไม่เจอร่องรอยใดๆ หรือว่าตำนานนั้นจะเป็นเพียงตำนาน เรื่องราวของเซียนกระบี่รุ่นก่อนผู้นั้นมิใช่เรื่องจริง?
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “หากสิ่งที่ต้องการหาเป็นร่องรอยธรรมดา บางทีมันอาจจะอยู่ในสถานที่ธรรมดา”
พวกเขาไปยังเกาะเซ่าหมิง
เกาะแห่งนี้ถูกเทพกระบี่ซีไห่ฟันจนขาดไปครึ่งหนึ่ง อุโมงค์ใต้ดินที่โยงไยกันไปมาเหมือนไยแมงมุมและดวงตาของข่ายพลังเหล่านั้นดูคล้ายเป็นการผสมผสานกันระหว่างเส้นและจุดที่ไม่มี กฎเกณฑ์ เปิดเผยออกมาตรงหน้าทุกคน
เมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า จิ๋งจิ่วพลันคิดถึงทัณฑ์สวรรค์ที่เกิดขึ้นจากยันต์เซียนแผ่นนั้น คิดถึงหลิ่วฉือขึ้นมา จากนั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดถึงถงเหยียนขึ้นมา
ถงเหยียนยังไม่กลับมาจากดินแดนหมิง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
ภายในหอหนังสือลับมีลมพัดแรงขึ้นมา หนังสือทั้งหมดภายในหอลอยอยู่กลางอากาศ ถูกลมพัดส่งเสียงดังพึบพับๆ คล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นจำนวนนับไม่ถ้วนพลิกเปิดไปมา
จิ๋งจิ่วยืนอยู่ในทะเล เขามองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง
หนังสือเล่มนั้นเป็นบันทึกเซียนกระบี่ธรรมดา สิ่งที่เขียนอยู่ข้างในคือจินตนาการและความปรารถนาที่คนธรรมดามีต่อโลกแห่งการบำเพ็ญพรต ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำพูดที่ไร้สาระ ไม่มีค่าอะไร ให้พูดถึง
แต่ในหน้าหนึ่งของหนังสือเล่มนั้นได้มีคนเขียนคำพูดประโยคหนึ่งทิ้งเอาไว้
“เป็นทั้งเซียน เป็นทั้งคนบ้า นั่นคือตัวข้า”
จากปลายพู่กันที่เฉียบคมเหมือนกระบี่และกลิ่นอายเหล่านั้น จิ๋งจิ่ววิเคราะห์ว่านี่น่าจะเป็นลายมือของหนานชวี
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูเขา พลางกล่าวว่า “จะหาหนังสือหรือ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เอาหนังสือเก่าทั้งหมดในเมืองไห่โจวมาที่นี่”
เมืองไห่โจวสร้างขึ้นมานานนับหมื่นปี ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในเมือง หรือว่าตระกูลเก่าแก่ หรือว่าในเรือนเศรษฐี ก็ล้วนแต่มีหนังสือเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแค่บันทึกประจำเมืองก็ ไม่รู้ว่ามีอยู่ตั้งกี่เล่มแล้ว
การที่จะรวบรวมเอาหนังสือทั้งหมดนี้มาในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่ทะเลตะวันตกเป็นพื้นที่ในเขตปกครองของชิงซานแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่จะพูดคำว่าเป็นไปไม่ได้ต่อหน้าเจ้าสำนักชิงซาน
ใช้เวลาเพียงสามวัน เฉิงโหยวเทียนก็พาผู้อาวุโสและเหล่าลูกศิษย์ของยอดเขาปี้หูขนเอาหนังสือที่บรรทุกมาเต็มเรือกระบี่หนึ่งลำกลับมายังเกาะเซ่าหมิง จอดอยู่บนพื้นที่ถูกตัดจนร ราบเรียบเหมือนหน้าเค้ก
ต่อให้หนังสือเก่าเหล่านั้นจะเก็บรักษาเอาไว้ดีแค่ไหน แต่กลิ่นของมันก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมื่อผสมเข้ากับกลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยโชยออกมาจากใต้ทะเล กระทั่งอาต้าก็ยังจามอยู หลายครั้ง
จิ๋งจิ่วไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เขายื่นมือออกไปเรียกลมขึ้นมาสายหนึ่ง พลิกเปิดหน้าหนังสือ จากนั้นเริ่มอ่านหนังสือจำนวนนับหมื่นเล่มเหล่านี้พร้อมๆ กัน
ใช้เวลาไม่นาน เขาก็เจอคนที่ตัวเองต้องการตามหาอยู่ในบันทึกประจำอำเภออำเภอหนึ่งที่ขึ้นตรงกับเมืองไห่โจวและในบันทึกการสืบสวนเล่มหนึ่ง
เมื่อสามพันปีก่อน ในอำเภอแห่งนั้นพลันมีคนบ้าวัยกลางคนปรากฏขึ้นมาคนหนึ่ง
ทุกวันคนบ้าวัยกลางคนผู้นั้นจะตื่นขึ้นมาวิ่งอยู่ริมทะเล บอกว่าเสื้อผ้าของตนเล็กเกินไป อยากจะผอมอีกหน่อย แล้วก็บอกว่าอยากจะแข็งแรงขึ้นหน่อย เวลาที่สู้กับคนอื่นจะได้ไม่เสียเป ปรียบ
เมื่อวิ่งจนหอบ ร่างกายเปีกยชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาก็จะไปดื่มสุราที่เหลาสุราเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ริมอำเภอ
สิ่งที่คนบ้าวัยกลางคนชอบกินมากที่สุดก็คือปลาเหว่ยอวี๋[1] แล้วก็ชอบดื่มสุราข้าวของเกาะเผิงไหล แต่ว่าคอไม่แข็งเท่าไหร่ ดื่มเพียงไม่กี่ถ้วยก็ถือว่ามากแล้ว
หลังจากนั้นเขาก็จะกล่าวคำพูดประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงเมามายซ้ำไปซ้ำมาว่า
“อย่าออกไป”
“อย่าออกไป!”
……
……
ถ้าหากมีเพียงเท่านี้ คนบ้าวัยกลางคนผู้นั้นก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะถูกบันทึกอยู่ในบันทึกประจำอำเภอได้
แต่ปัญหาก็คือมีอยู่วันหนึ่งเขาดื่มสุรามากเกินไป คำพูดที่พูดออกมาก็มากกว่าปกติไปหลายคำเช่นกัน
วันนั้นเขากุมมือของเถ้าแก่ของเหลาสุราเอาไว้ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ กล่าวไร้สาระไม่หยุดว่า “ด้านนอกมีไฟไหม้แล้ว ห้ามออกไปเด็ดขาดนะ!”
เถ้าแก่คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี จึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดถึงยังไม่รีบออกไปดับไฟล่ะ?”
คนบ้าวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไฟนั่นจะดับได้อย่างไร? อยู่ที่นี่แล้วพวกเราจะรอด”
เถ้าแก่กล่าวว่า “แล้วถ้าไฟเผาที่นี่ไปด้วยจะทำอย่างไร?”
คนบ้าวัยกลางคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ในดวงตาเผยให้เห็นความรู้สึกยินดี เขากล่าวว่า “โชคดีที่กำแพงของพวกเราที่นี่ทำขึ้นมาจากเหล็ก หนามากพอ ไฟนั่นเข้ามาไม่ได้”
เถ้าแก่ยิ้มพลางกล่าวว่า “หรือว่าบนท้องฟ้ายังมีกำแพงเหล็ก?”
คนบ้าวัยกลางคนกล่าวอย่างจริงจังว่า “ท้องฟ้าแห่งนี้มันก็เป็นฝาเหล็กไง”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ เหล่าแขกที่อยู่ในเหลาสุราก็พากันหัวเราะขึ้นมา บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรื่นเริง
คนบ้าวัยกลางคนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ จู่ๆ พลันกล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “ในเมื่อเผยความลับสวรรค์ไปแล้ว เช่นนั้นก็ทำอะไรหน่อยแล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็เดินเพียงก้าวเดียวไปยังปลายอีกด้านหนึ่งของถนน จากนั้นกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้า นับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครเคยเห็นเขาปรากฏตัวอยู่ในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ อีก
ผู้คนที่อยู่ในเหลาสุราแห่งนั้นเห็นภาพนี้กับตาตัวเอง ต่างคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ในคืนวันเดียวกันนั้น สำนักบำเพ็ญพรตที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไห่โจวก็ถูกไฟไหม้
ไม่มีใครเสียชีวิต แต่สภาวะของลูกศิษย์ทุกคนภายในสำนักล้วนแต่ถูกทำลาย วิชาการบำเพ็ญเพียรถูกไฟไหม้ไปจนหมด
หลังจากนั้นอีกหลายวัน สำนักเล็กๆ สำนักหนึ่งในทะเลตะวันตกก็เจอกับเหตุการณ์แบบเดียวกัน
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน ราชครูที่มีโอกาสจะได้เห็นความลับของวิถีแห่งเทพและมารมากที่สุดของแคว้นเหลียวก็ถูกคนพบเป็นศพอยู่บนหาดทรายแห่งหนึ่ง
เหล่าแขกที่อยู่ในเหลาสุราวันนั้นยังจำภาพเหตุการณ์ที่คนบ้าวัยกลางคนผู้นั้นก้าวไปยังอีกด้านหนึ่งของถนน ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้า อีกทั้งคำพูดไร้สาระที่เขากล่าวออกมาเหล่ านั้นได้ พวกเขาย่อมต้องเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้กับคนบ้าผู้นั้นเข้าด้วยกัน
แต่ปัญหาก็คือจะมีใครที่ไหนเชื่อคำพูดของคนเหล่านี้? มันก็เป็นได้แค่เพียงเรื่องราวเล็กๆ ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกประจำเมืองให้คนได้พูดคุยเล่นกันเท่านั้น
……
……
“ข้าพอจะจำเรื่องเหล่านี้ได้บ้าง”
อาต้าค่อยๆ เดินมาข้างกายจิ๋งจิ่ว ก่อนจะกระโดดขึ้นไปยืนบนไหล่ของเขา มองดูบันทึกประจำอำเภอเล่มนั้น จากนั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนนั้นในทะเลตะวันตกเกิดคดีขึ้นติดต่อกัน ท่า านเจ้าสำนักเตรียมไปดูว่าเป็นมารชั่วจากที่ไหนมาทำเรื่องเหิมเกริมเช่นนี้ แต่สุดท้ายจู่ๆ คนผู้นั้นกลับหายตัวไป ท่านเจ้าสำนักนึกว่าเป็นข้ออ้างที่ยอดฝีมือของสำนักทางเหนือเหล่า านั้นใช้ฆ่าคนของสำนักเล็กๆ จึงมิได้สืบอะไรต่อ”
ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนบ้าวัยกลางคนผู้นั้นน่าจะเป็นเซียนกระบี่รุ่นก่อนที่เล่าลือกัน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมาท่องเที่ยวอยู่บนโลกมนุษย์ จู่ๆ พลันเกิดความคิดที่จะทำลายสำนักทั้งหมด แต่ก็หยุดมือไปอย่างน่าประหลาด ภายหลังมาใช้ชีวิตอยู่บนเกาะจุ้ยเซียนแล้วก็ไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีก ทิ้งไว้เพียงคัมภีร์ลับแห่งวิถีกระบี่เล่มหนึ่ง และทำให้เกิดหนานชวีกับเกาะหม มอกขึ้นมา
จิ๋งจิ่วพลิกเปิดบันทึกเซียนกระบี่เล่มนั้นอีกครั้ง ครั้งนี้คำพูดที่ดูเหมือนเป็นคำพูดเหลวไหลเหล่านั้นกลับมีความหมายอื่นขึ้นมา
ในหน้าที่มีลายมือของหนานชวีหน้านั้นมีคำพูดอยู่สองประโยค น่าจะเป็นคำวิจารณ์ที่คนบ้าวัยกลางคนผู้นั้นมีให้แก่ตนเอง
“อยู่บนสวรรค์โดดเดี่ยว ข้ามีเพียงคนเดียว”
“อยู่บนโลกมนุษย์โดดเดี่ยว มีข้าเพียงคนเดียว”
………………………………………………………………………
[1]ปลาเหว่ยอวี๋ คือ ปลาทูน่า