มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 43 คนอย่างข้า
เคยไปบนฟ้า
กลับมาบนโลกมนุษย์
คนผู้นี้มิใช่เซียนกระบี่รุ่นก่อนอะไร หากแต่เป็นเซียนตกสวรรค์
อย่างนั้นบันทึกเซียนกระบี่ที่ดูเหมือนเป็นบันทึกที่ไร้สาระเล่มนั้นก็ย่อมต้องมีความจริงอยู่หลายส่วนเช่นกัน
อย่างเช่นเพลิงสวรรค์เหล่านั้น มารสวรรค์ที่อยู่ด้านนอกเหล่านั้น
เซียนตกสวรรค์ผู้นี้เคยได้เห็นภาพเหล่านั้นกับตาตัวเอง แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขา เพราะมีเพียงเขาคนเดียวที่ไปถึงที่นั่น
ดังนั้นในตอนที่เขากลับมายังโลกมนุษย์ เขาก็ยังตัวคนเดียวเหมือนเดิม
“เขาก็คือ….. คนที่เป็นเหมือนอย่างท่าน?”
เจ้าล่าเยวี่ยมองจิ๋งจิ่ว ลืมตาโตพลางกล่าวถาม
“ถูกต้อง หลังจากคนผู้นั้นโบยบินบรรลุกลายเป็นเซียนสำเร็จ เขาก็กลับลงมาเหมือนอย่างข้า”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือข้าไม่อยากกลับลงมา แต่เขากลับยินดีกลับลงมา ก็เหมือนกับไป๋เริ่นที่ตอนนี้ยังอยู่ด้านนอก”
เจ้าล่าเยวี่ยคิดถึงคำพูดของคนบ้าวัยกลางคน ทันใดนั้นพลันรู้สึกเย็นยะเยือก “ด้านบน…อันตรายมากหรือ?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าชินที่จะเรียกมันว่าด้านนอกมากกว่า”
ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือว่าด้านนอกก็ล้วนแต่เป็นอีกด้านหนึ่งของมหามรรคา
ไม่ว่าจะเรียกมันว่าดินแดนเซียนหรือว่าดินแดนอะไร มันก็ล้วนแต่เป็นโลกหลังจากที่โบยบินกลายเป็นเซียน
เจ้าล่าเยวี่ยกับอาต้าต่างนิ่งเงียบ
นี่เป็นครั้งแรกที่จิ๋งจิ่วบรรยายเรื่องโลกนั้นให้ฟัง ยกเว้นก็แต่เพียงคำพูดประโยคนั้นที่เขาเคยพูดกับเจ้าล่าเยวี่ย
“ที่นั่นนั้นอันตรายจริงๆ เพราะทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว”
เจ้าล่าเยวี่ยไม่เข้าใจ แน่ใจคิดว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมันหมายความว่าอย่างไร?
อาต้าคล้ายคิดได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่สามารถบรรยายมันออกมาได้อย่างชัดเจน
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าออกไปไม่นาน ไม่ได้ติดต่อกับผู้ที่ถูกเรียกว่าเซียนเหล่านั้น เพียงแต่เคยมองดูอยู่ไกลๆ”
กระบี่บินนับหลายหมื่นเล่มลุกไหม้อยู่ท่ามกลางหมู่ดาว
นี่คือภาพที่เขาเคยบรรยายให้เจ้าล่าเยวี่ยฟัง
เจ้าล่าเยวี่ยจำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ย่อมไม่มีวันลืม
สุดท้ายกระบี่บินเหล่านั้นย่อมต้องหายไปไหนกระแสการไหลของเวลา แต่ความจริงแล้วกระบี่บินเหล่านั้นก็คือกระแสการไหลของเวลา
หากลำแสงกระบี่แต่ละสายล้วนแต่หมายถึงเซียนที่โบยบินได้สำเร็จ อย่างนั้นกระแสการไหลของเวลาสายนั้นจะมีพลังที่น่ากลัวขนาดไหน?
กระทั่งจิ๋งจิ่วที่มองดูลำแสงกระบี่เหล่านั้นโดยมีจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลคั่นอยู่กึ่งกลางก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านและกริ่งเกรง
หากกระแสการไหลที่เกิดขึ้นมาจากกระบี่ของเซียนรวมตัวกันสายนั้นลงมาเยือนบนโลกนี้ เหล่ายอดฝีมือบนแผ่นดินเฉาเทียน และแผ่นดินแปลกหน้าเหล่านั้นไม่มีทางที่จะตอบโต้ใดๆ เลย พวกเขา จะถูกทำลายลงในพริบตา ต่อให้ราชินีแคว้นเสวี่ยจะสามารถสังหารเซียนเหล่านั้นไปได้สักหลายคน แต่มันจะมีประโยชน์อะไร?
เมื่อคิดถึงภาพนั้น จิ๋งจิ่วก็เข้าใจถึงความรู้สึกหวาดกลัวที่เซียนตกสวรรค์ผู้นั้นมีต่อโลกด้านนอก แล้วก็พอจะเข้าใจว่าเหตุใดไป่เริ่นถึงจะกลับมา อีกทั้งพอจะเข้าใจในเรื่องบางเร รื่องที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
สำหรับคนในดินแดนหมิงแล้ว ยอดฝีมือของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็คือมารจากโลกด้านนอก สำหรับมนุษย์ที่อยู่บนแผ่นดินเฉาเทียนแล้ว เซียนที่อยู่ในโลกด้านนอกเหล่านั้นก็น่าจะถือเป็นมารจาก โลกด้านนอกเช่นกัน
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวถามด้วยใบหน้าที่ขาวซีดว่า “หรือเซียนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้อาวุโสที่โบยบินออกไปจากโลกของเราที่นี่?”
“แผ่นดินเฉาเทียนไม่มีผู้ที่บรรลุเป็นเซียนมากขนาดนั้น”
井九这句话的意思很清楚,那些他曾经远远看到过的剑光,必然不属于这个世界,极有可能是别的世界的飞升者。
คำพูดของจิ๋งจิ่ว ประโยคนี้มีความหมายที่ชัดเจน ลำแสงกระบี่ที่เขาเคยเห็นจากไกลๆ เหล่านั้นจะต้องไม่ใช่ลำแสงกระบี่ที่มาจากโลกนี้อย่างแน่นอน มีความเป็นไปได้มากว่านั่นจะเป็นผู้ บรรลุกลายเป็นเซียนจากโลกอื่น
“但我们也不能确定他们就是敌人。”
“แต่พวกเราก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าพวกเขาคือศัตรู”
“在未知的世界里,任何人都可能是敌人。”
“เมื่ออยู่ในโลกที่ไม่รู้จัก ทุกคนล้วนอาจเป็นศัตรู”
“只是可能。”
“เพียงแค่อาจจะ”
“可能一旦发生,便是确定的事实。”
“ทันทีที่คำว่าอาจจะนั้นเกิดขึ้น มันก็จะกลายเป็นเรื่องจริงที่แน่นอน”
“那为何……你还要出去?值得冒险吗?”
“อย่างนั้นเหตุใด… ท่านถึงยังจะออกไปอีก? คุ้มที่จะเสี่ยงอย่างนั้นหรือ?”
“生命的存在如果要说意义,探寻未知,找到去处,明了你我存在的目的,这便是唯一的意义。”
“หากจะพูดถึงความหมายของการมีอยู่ของชีวิต การสำรวจสิ่งที่ยังไม่รู้ เจอสถานที่ที่จะไป เข้าใจในเป้าหมายของการมีอยู่ของพวกเรา นี่ก็คือความหมายเพียงหนึ่งเดียว”
井九说道:“”是必须做的事情,冒险与否就不需要考虑。”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เมื่อเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องครุ่นคิด”
赵腊月沉默了会儿,问道:“这是最后的问题,你想问太平真人的那个问题呢?有答案了吗?”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวถามว่า “นี่คือคำถามสุดท้ายที่ท่านอยากถามนักพรตนักพรตไท่ผิงคำถามนั้นน่ะหรือ? มีคำตอบหรือยัง?”
井九说道:“是的。”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ถูกต้อง”
他伸手准备把那本剑仙录毁掉,想了想却罢了手,重新放回了空中的那片书海里。
เขายื่นมือไปเตรียมจะทำลายบันทึกเซียนกระบี่เล่มนั้น แต่หลังครุ่นคิดอยู่ครู่ก็หยุดมือลง ก่อนจะวางมันกลับเข้าไปในทะเลหนังสือที่อยู่ในอากาศ
……
……
หมู่เขาชิงซานอยู่ในเมฆหมอก แล้วก็อยู่เบื้องหน้า แต่จิ๋งจิ่วกลับให้เจ้าล่าเยวี่ยบินลงนอกเมืองอวิ๋นจี๋
ยังคงเป็นเหลาสุราที่เก่าแก่แห่งนั้น
เมื่อมีตระกูลกู้คอยดูแล ขอเพียงเหลาสุราแห่งนี้ยังคงทำหม้อไฟต่อไป พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเล็กน้อยอย่างเรื่องการค้า
ความจริงหม้อยวนยวงยากจะให้ความรู้สึกของความเป็นคู่ มันเหมือนกับกองทัพสองกองทัพกำลังเผชิญหน้ากันอยู่มากกว่า
น้ำแกงสีแดงเดือดพล่าน น้ำแกงสีขาวกลับสงบนิ่ง ต่างฝ่ายต่างมีความมุ่งมั่นของตนเองอยู่
เจ้าล่าเยวี่ยกินผ้าขี้ริ้วรองท้องไปก่อนสองจาน กระทั่งน้ำแกงสีขาวเริ่มมีควันลอยขึ้นมา นางถึงจะโยนผักลงไปก้านหนึ่ง
ในอดีตลูกศิษย์ของเผ่าหมิงที่มีอินซานสิงอยู่ในร่างก็ถูกนางมัดตัวเอาไว้ที่นี่ จากนั้นถูกอาจารย์เมิ่งสังหารในกระบี่เดียว
อาจารย์เมิ่งผู้นั้นก็น่าจะตายอยู่ในคุกกระบี่ไปแล้ว
บนทะเลพายุน้ำแข็งในคืนวันนั้น จิ๋งจิ่วบอกว่าเศร้าใจ ดูแล้วที่เขามาที่นี่ในเวลานี้น่าจะมิใช่เพื่อหวนรำลึกถึงอะไร อย่างนั้นเขามาที่นี่ทำไม?
น้ำแกงสีขาว มีฟองลอยผุดขึ้นมาไม่หยุด ส่วนผักก้านนั้นลอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำแกงเหมือนจอกแหน
จิ๋งจิ่วมองดูภาพนี้อย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร
อาต้าฟุบหมอบอยู่บนขอบหน้าต่าง มองไปทางทะเลพายุน้ำแข็งที่อยู่ห่างไกล นิ่งเงียบเช่นเดียวกัน
น้ำแกงสีขาวแห้งลงเรื่อยๆ ผักก้านนั้นถูกต้มจนเปื่อย จิ๋งจิ่วตักขึ้นมา จากนั้นวางเอาไว้บนโต๊ะ
ในเวลานี้เอง หัวใจของเขาสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย รู้ว่าคนผู้นั้นอาจจะกางปีกแล้ว
ทุกอย่างบนแผ่นดินเฉาเทียนยังคงเป็นปกติ ลมพัดฝนโปรย หรือไม่ก็ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีความผิดปกติใดๆ
ยอดเขากระบี่ยังคงตั้งตระหง่านอย่างเงียบๆ อยู่ในเมฆหมอก
ที่เขารู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะกางปีกแล้ว นั่นเป็นเพราะว่าจู่ๆ ในไข่ของนกจูเชวี่ยใบนั้นก็มีพลังสายหนึ่งลอยออกมา
นี่มิใช่สัญญาณว่าไข่กำลังจะฟักตัว หากแต่เป็นเพราะว่าดวงจิตของนกจู่เชวี่ยที่อยู่ด้านในรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง
จิ๋งจิ่วเดินไปริมหน้าต่าง ทอดตามองออกไปทางด้านนั้นกับอาต้า เจ้าล่าเยวี่ยยังคงนั่งกินหม้อไฟอยู่ด้านหลังพวกเขา
นางมิใช่จงใจจะแสดงออกว่าตนเองนั้นกินจุกว่าจัวหรูซุ่ย เพียงแต่คิดถึงว่าหลังจากนี้นักพรตไท่ผิงอาจจะไม่กินหม้อไฟอีกแล้ว
ไอหมอกภายในเมืองอวิ๋นจี๋ยังคงหนาทึบเหมือนเก่า
จิ๋งจิ่วมองไปยังอีกด้านหนึ่งในไอหมอก ในใจครุ่นคิดว่าอย่างน้อยการเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้เขามั่นใจว่าคนผู้นั้นไม่เคยคิดที่จะสังหารตนเองมาก่อน
อย่างน้อยก่อนที่เขาจะพาหลิ่วฉือและหยวนฉีจิงลงมือ คนผู้นั้นก็ไม่เคยคิดที่จะสังหารเขามาก่อน
การยืนยันอันนี้มันสำคัญนักหรือ?
อาจจะ
อาจจะไม่
……
……
ลำแสงกระบี่สีแดงส่องสว่างยอดเขาเสินม่อ กู้ชิงพาหยวนฉวี่และผิงหย่งเจียออกมาคารวะต้อนรับ
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ให้ตระกูลกู้หาที่ในเมืองอวิ๋นจี๋สร้างเรือนขึ้นมาหลังหนึ่ง ห้องต้องเยอะหน่อย ทิวทัศน์ต้องดี แล้วก็สงบ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนรวมไปถึงอาต้าต่างรู้สึกแปลกใจ ในใจครุ่นคิดว่าถึงแม้ทิวทัศน์ในเมืองอวิ๋นจี๋จะไม่เลว แต่ไหนเลยจะเทียบยอดเขาในชิงซานได้?
ยิ่งไปกว่านั้นท่านจะสร้างเรือนเอาไว้ที่นั่นทำไม? ทำเป็นเรือนพักอีกหลังหรือ? แต่ที่นั่นคือโลกมนุษย์นะ ทุกที่ล้วนแต่เต็มไปด้วยคนธรรมดา หรือท่านไม่กลัวหนวกหู?
จิ๋งจิ่วย่อมไม่อธิบายสาเหตุ เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนกล่าวอีกว่า “มีห้องนึงให้ทำที่บังแสงให้เรียบร้อย แต่ด้านในติดไข่มุกราตรีเอาไว้มากหน่อย ถ้าสว่างหน่อยก็จะดี”
กู้ชิงยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจ ในใจครุ่นคิดว่านี้ท่านจะทำอะไรกันแน่ จึงกล่าวถามว่า “จะเอาเมื่อไหร่ขอรับ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หลังจากนี้อีกสี่ปี”
กู้ชิงรับคำ จากนั้นส่งข่าวออกไปจากชิงซาน บอกให้ตระกูลกู้จัดเตรียมให้ดี
เรื่องราวยังไม่จบสิ้น จิ๋งจิ่วโยนกระบี่คมจักรวาลที่อยู่ในมือให้กู้ชิงพลางกล่าวว่า “ให้เจ้า”
ความจริงกระบี่บินชั้นเซียนที่เลื่องชื่อเล่มนี้เคยตกอยู่ในมือของกู้ชิงหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ทุกครั้งก็จะถูกจิ๋งจิ่วหยิบยืมไปใช้ชั่วคราว
ความหมายของจิ๋งจิ่วชัดเจน นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะไม่ใช้กระบี่คมจักรวาลเล่มนี้อีก
กู้ชิงใช้สองมือประคองกระบี่คมจักรวาล จู่ๆพลันรู้สึกว่ากระบี่เล่มนี้หนักอึ้งกว่าแต่ก่อน ความรู้สึกเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่อยู่ในบรรยากาศ แต่กลับไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเหตุใด กระทั่งเจ้าล่าเยวี่ยกับอาตาก็ไม่รู้ว่าจิ๋งจิ่วจะทำอะไร
ทุกคนรู้สึกวิตกกังวล เจ้าล่าเยวี่ยถึงขนาดเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาเตรียมจะออกไปจากชิงซานหรือเปล่า ใบหน้าขาวซีดขึ้นมาเล็กน้อย
“บอกหยวนฉีจิง งานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักจัดขึ้นหลังจากนี้อีกสี่ปี”
จิ๋งจิ่วมองไปทางยอดเขาซั่งเต๋อ กล่าวว่า “หลังจากนี้ข้าจะเก็บตัว ไม่ว่าใครมาก็ไม่พบ”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็หมุนตัวเดินเข้าไปในถ้ำ ผนังหินอันหนักอึ้งทยอยร่วงลงมา ฝุ่นควันฟุ้งกระจายเล็กน้อย
ยอดเขาเสินม่อหนาวเย็นขึ้นมาเล็กน้อย นั่นมิใช่ความรู้สึกที่อยู่ในใจของทุกคน หากแต่เป็นอากาศที่อยู่รอบกาย เพราะว่ากระบี่สามฉื่อได้บินมายังยอดเขาเสินม่อพร้อมกับหิมะ
“เจ้าสำนักล่ะ?”
เสียงอันคร่ำเคร่งของหยวนฉีจิงดังออกมาจากในกระบี่สามฉื่อ
เจ้าล่าเยวี่ย กู้ชิงและผิงหย่งเจียมองไปยังหยวนฉวี่พร้อมกัน
หยวนฉวี่เดินหน้าเศร้าเข้าไป ทำการคารวะกระบี่สามฉื่อ จากนั้นอธิบายเรื่องที่จิ๋งจิ่วได้สั่งกำชับเอาไว้
กระบี่สามฉื่อลอยนิ่งๆ อยู่ในหิมะ หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็บินกลับไปยังยอดเขาซั่งเต๋อ หยวนฉีจิงไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
“อาจารย์ อย่าเอาแต่ให้ข้าทำเรื่องแบบนี้ได้รึเปล่าขอรับ?” หยวนฉวี่กล่าวกับเจ้าล่าเยวี่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนักได้หากระบี่ให้เจ้าเล่มหนึ่ง ตอนนี้ยังเลี้ยงอยู่บนยอดเขากระบี่ อีกสักสองสามปีก็น่าจะใช้ได้แล้ว”
หยวนฉวี่ดีใจเป็นอย่างมาก ไหนเลยยังจะสนใจเรื่องก่อนหน้านี้อีก
ผิงหย่งเจียงุนงง ก่อนจะมองไปยังกระบี่คมจักรวาลที่อยู่ในมือของศิษย์พี่ จากนั้นกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า “แล้วข้าล่ะ?”
……
……
ภายในถ้ำที่อยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดแห่งนั้น แสงดาวสาดส่องลงมาจากเพดานถ้ำ ยังคงเป็นเหมือนช่วงเวลาหลายหมื่นปีที่ผ่านมา กระทั่งมุมของแสงก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
จิ๋งจิ่วหลับตานั่งอยู่บนอาสนะ ชุดขาวถูกแสงดาวส่องสว่าง ดูคล้ายเซียนที่ดื่มสุราเลิศรสเยอะเกินไป กำลังงีบหลับ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาลืมตาขึ้นมา มองไปทางเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยเดินมาถึงตรงหน้าเขาก่อนจะคุกเข่าลง จากนั้นมองเขาพลางกล่าวว่า “แสวงหาธรรมะวิถีมันยากลำบากขนาดนี้เลยหรือ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ความรักก็เป็นเช่นนี้ ไถนาก็เป็นเช่นนี้ ทำอะไรก็ล้วนแต่ยากลำบาก”
เจ้าล่าเยวี่ยเศร้าใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “แต่ว่าคนอย่างท่าน ทำไมถึงต้องแบกรับความลำบากเหล่านี้ด้วย?”
จิ๋งจิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คนอย่างข้าได้รับการเชิดชูและเลี้ยงดูจากโลก แต่กลับไม่เคยคิดว่าจะคืนอะไรให้แก่โลกนี้ แล้วทำไมจะรับความลำบากเหล่านี้ไม่ได้? ยิ่งไปกว่านั้น อะไรคือความลำบากล่ะ?”
……
……
หิมะที่กระบี่สามฉื่อนำมาหดหายไปในพริบตา
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงอย่างรวดเร็ว
ข่ายพลังชิงซานเปิดออกอีกครั้ง ฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิตกลงมา หมู่มวลดอกไม้บนยอดเขาชิงหรงเบ่งบาน
ศิษย์ของสำนักชิงซานจำนวนมากต่างกำลังพูดคุยกัน นี่แสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเศร้าเสียใจของอาจารย์อาหนานว่างอาจจะลดลงไปบ้างแล้ว
แต่ไม่มีใครคิดถึงว่าหนานว่างจะบินฝ่าสายฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิ ผ่านอุโมงค์ของข่ายพลังชิงซานที่เปิดออก บินออกไปจากชิงซาน
หลังจากนั้นหลายวัน นางกลับมาจากทางตะวันออก สายกระบี่จำนวนนับหลายร้อยสายรวมตัวกันกลายเป็นสะพานที่ไร้รูปร่าง ส่งนางตรงไปยังยอดเขาเสินม่อ
กู้ชิงรีบเข้ามาต้อนรับ
หนานว่างเลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าสำนัก…จิ๋งล่ะ?”
กู้ชิงกล่าวว่า “อาจารย์กำลังเก็บตัว อาจารย์อาหญิงก็เช่นกันขอรับ”
คิ้วของหนานว่างเลิกสูงขึ้นกว่าเดิม ทันใดนั้นพลันมองเห็นแมวขาวที่ฟุบหมอบอยู่ในพุ่มดอกไม้ตัวนั้น จึงโบกมือบอกให้กู้ชิงออกไป ส่วนตัวเองเดินไปหิ้วคอแมวขาวตัวนั้นขึ้นมา
อาต้ากำลังไล่จับผีเสื้อ เมื่อถูกนางรบกวนจึงรู้สึกโมโหขึ้นมา ในขณะที่กำลังจะยื่นอุ้งเท้าออกไปตะปบเล็กน้อย มันพลันพบว่าพลังของนางไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ อดรู้สึกตกใจขึ้นมาเ เล็กน้อยไม่ได้ จึงใช้กระแสจิตถามไปว่า “เจ้าเป็นอะไร?”
หนานว่างกล่าวว่า “ข้าไปสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมา”
อาต้าตกใจ ในใจคิดว่านี้เจ้าไปหาเรื่องถึงที่จริงๆ หรือนี่ อย่างนั้นมิเท่ากับว่าไปหาเรื่องแพ้หรอกหรือ?
“คนอย่างข้าจะแพ้ได้อย่างไร”
หนานว่างกล่าวอย่างหยิ่งผยอง ทันใดนั้นสีหน้าพลันขาวซีดขึ้นมาเล็กน้อย กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง