ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1163 แค่ข้อมูลเบื้องต้น
ตอนที่ 1163 แค่ข้อมูลเบื้องต้น
………………..
ทัศนคติของหวังหมิงซูนั้นดีมากและเขาก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองดูถ่อมตัวมากจนเกินไปและยังเคารพเซินเจี๋ยอย่างพอประมาณ จากนั้นเย่เชียนก็มองจากด้านข้างและพยักหน้าอย่างลับๆ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตแล้วหวังหมิงซูคนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่ต้องสงสัยและเย่เชียนก็เชื่อว่าหวังหมิงซูจะกลายเป็นมือขวาที่ดีของเขาอีกคนหนึ่งในเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตามเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับโจวหยวนนั้นเย่เชียนก็รู้สึกว่าเขาต้องให้ความสนใจหวังหมิงซูมากขึ้นและเย่เชียนก็ไม่ต้องการให้ใครทรยศเขาอีก ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้จัดการกับโจวหยวนจนถึงตอนนี้แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเจตนาทรยศของโจวหยวนนั้นมีมาเป็นเวลานานแล้วและโจวหยวนก็ต้องการที่จะออกจากการควบคุมของเขา อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องนี้ถูกส่งไปยังแจ็คแล้วเย่เชียนก็เชื่อว่าแจ็คจะสามารถเข้าใจความสมดุลได้ดีและไม่ทำลายผลประโยชน์ของเขี้ยวหมาป่าในการกำจัดโจวหยวนทิ้ง ในความเป็นจริงมันง่ายมากที่จะฆ่าโจวหยวนแต่เย่เชียนไม่ต้องการทำลายผลประโยชน์ใดๆที่ทุ่มเทเวลาหลายปีให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว ดังนั้นเขาจึงต้องปล่อยโจวหยวนไปก่อนแล้วค่อยกำจัดทิ้งในภายหลัง
ตอนนี้แจ็คเริ่มเคลื่อนไหวแล้วและเย่เชียนก็เชื่อว่าโจวหยวนจะมีเวลาอยู่ในโลกใบนี้ได้อีกไม่นานเพราะในบรรดาพี่น้องเขี้ยวหมาป่าที่เย่เชียนมั่นใจในการกระทำมากที่สุดก็คือแจ็คเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาแจ็คได้จัดการเรื่องสำคัญหลายๆอย่างในองค์กรเป็นการส่วนตัวและงานก็จะเสร็จสิ้นโดยไม่มีการรั่วไหลใดๆทั้งสิ้น
ในห้องนั่งเล่นเซินเจี๋ยเชิญหวังหมิงซูให้นั่งลงจากนั้นหวังหมิงซูก็เดินเข้าไปแล้วนั่งลงแต่ดูเหมือนว่าเขาจะกระสับกระส่ายเล็กน้อยเพราะเย่เชียนยังคงยืนอยู่ตรงหน้าเขาดังนั้นเขาจะกล้าดียังไงมานั่งก่อนเย่เชียน เมื่อเย่เชียนเห็นสิ่งที่หวังหมิงซูคิดเย่เชียนก็มองเขาอย่างรวดเร็วและเมื่อได้รับอนุญาตจากเย่เชียนแล้วการแสดงออกของหวังหมิงซูก็นิ่งขึ้นเล็กน้อย โชคดีที่เซินเจี๋ยไม่เห็นอะไรเลยและเขาคิดว่าปฏิกิริยาของหวังหมิงซูเป็นเพราะเคารพและเกรงใจเขา
จากนั้นไถ่โจวก็นำกาแฟที่ชงแล้วออกมาจากด้านในแล้ววางลงบนโต๊ะจากนั้นเซินเจี๋ยก็ค่อยๆเลื่อนถ้วยกาแฟที่อยู่ข้างหน้าเขาให้กับหวังหมิงซูและเซินเจี๋ยก็ยิ้มแล้วพูดว่า “นี่คือกาแฟที่ผมนำมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและมันหายากมาก..เอาสิหัวหน้าเขตหวังลองชิมดูว่าจะอร่อยแค่ไหน”
“ขอบคุณนายน้อยเซิน!” หวังหมิงซูรับมาและชิมดูจากนั้นท่าทางของเขาก็แน่นิ่งไปอย่างเห็นได้ชัดเพราะถึงแม้ว่าเขาจะชอบดื่มกาแฟแต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟประเภทนี้
“เป็นยังไงบ้าง?..รสชาติกลมกล่อมหรือเปล่า?” เซินเจี๋ยถาม
“มันดีมากครับนายน้อยเซิน..ผมไม่เคยดื่มกาแฟดีๆแบบนี้มาก่อนเลย” หวังหมิงซูพูด ถึงแม้ว่าหวังหมิงซูจะทำเงินได้มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่อย่างที่เขาพูดเพราะสิ่งที่เขาชอบนั้นมีจำกัดและโดยพื้นฐานแล้วเงินทั้งหมดส่วนมากเขาจะมอบให้กับลูกน้องของเขาเพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เย่เชียนพึงพอใจมากที่สุดเพราะหวังหมิงซูไม่ได้เสียสติเพราะผลประโยชน์ชั่วคราวอย่างอำนาจและเงินตรา ดังนั้นคนประเภทนี้จะเป็นคนที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้และถ้าหากหวังหมิงซูกำลังคิดหาวิธีคว้าผลประโยชน์ต่างๆเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำองค์กรโดยไม่สนใจคนรอบข้างล่ะก็เย่เชียนคงจะไม่เห็นคุณค่าของเขามากนัก “แต่มันขมไปหน่อยเพราะผมชอบใส่น้ำตาลเยอะๆ” หวังหมิงซูพูด
เซินเจี๋ยก็ยิ้มอย่างขอโทษแล้วพูดว่า “เอ่อ..พอดีผมชอบดื่มกาแฟรสชมก็เลยชินมือไปหน่อยเพราะความขมนิดๆมักจะทำให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและนั่นจะทำให้เรามองสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าออกและสามารถตัดสินให้ถูกต้องที่สุดได้” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเซินเจี๋ยก็พูดต่อ “ถ้าแบบนั้นเดี๋ยวผมให้คนไปชงมาให้อีกแก้วก็แล้วกัน0”
“ไม่เป็นไรครับนายน้อยเพราะรสขมก็ไม่เลวเลย” หวังหมิงซูพูด
เซินเจี๋ยพยักหน้าด้วยความพอใจ “ตอนที่พ่อของผมยังมีชีวิตอยู่เขามักจะพูดถึงคุณหวังให้ผมฟังและถึงแม้ว่าตอนนั้นผมจะยังเรียนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ตามแต่ผมก็ได้ยินเกี่ยวกับคุณซึ่งเป็นชายหนุ่มไฟแรงและยังเป็นหัวหน้าเขตที่อายุน้อยที่สุดในองค์กรเทียนเต๋าของเราอีกด้วย..วีรกรรมของคุณอุกอาจที่สุดในรอบไม่กี่ปีมานี้เลยและพูดได้เลยว่าคุณมีอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน”
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะท่านประธานครับ..ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแล้วผมคงไม่มีวันนี้อย่างแน่นอน” หวังหมิงซูพูด “จริงๆแล้วผมไม่สนใจเกี่ยวกับชื่อเสียงไร้สาระเหล่านี้เลยจริงๆเพราะแค่นี้ผมก็รู้สึกว่าตัวเองมีทุกอย่างแล้ว”
“พ่อของผมมองคนไม่ผิดจริงๆ..ผมเชื่อว่าถ้าหากคุณได้ดูแลจัดการองค์กรเทียนเต๋าล่ะก็คุณจะต้องทำตามความปรารถนาสุดท้ายของพ่อได้อย่างแน่นอน..เพราะงั้นคราวนี้คุณต้องตั้งใจทำผลงานให้ดีเพราะผมจะโล่งใจได้ถ้าองค์กรเทียนเต๋าอยู่ในมือของคุณหวัง” เซินเจี๋ยพูด
หวังหมิงซูรีบลุกขึ้นแล้วพูดว่า “นายน้อยเซินครับถึงแม้ว่าผมหวังหมิงซูคนนี้จะมีความสามารถไม่มากนักแต่ผมก็ยังรู้วิธีสะกดคำว่าบุญคุณ..ซึ่งท่านประธานดีกับผมมาตลอดในช่วงชีวิตของเขาเพราะงั้นผมจะไม่มีวันทรยศท่าประธานอย่างแน่นอน..ส่วนตำแหน่งผู้นำขององค์กรเทียนเต๋านั้นผมจะสนับสนุนนายน้อยเซินอย่างเต็มที่ด้วย”
เซินเจี๋ยก็หัวเราะและโบกมือแล้วพูดว่า “นั่งลงเถอะๆ..หัวหน้าเขตหวังผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น..ผมไม่ได้คิดว่าคุณทรยศพ่อของผมแต่ผมแค่รู้สึกว่าตำแหน่งผู้นำขององค์กรเทียนเต๋านั้นเหมาะกับคุณเพราะพวกคนแก่เหล่านั้นมีความคิดที่ค่อนข้างหัวโบราณและพวกเขาจะไม่สามารถพัฒนาองค์กรได้ในอนาคตของ..ยิ่งไปกว่านั้นผลงานของหัวหน้าเขตหวังในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ชัดเจนสำหรับทุกคนเพราะงั้นผมจึงอยากให้คุณได้รับตำแหน่งนี้ไป”
ไม่ต้องพูดถึงเซินเจี๋ยเลยเพราะแม้แต่เย่เชียนที่อยู่ข้างๆก็ยังตกใจกับการแสดงของหวังหมิงซูเลย หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเย่เชียนได้พูดคุยกับหวังหมิงซูมาก่อนเย่เชียนก็คงจะคิดว่าหวังหมิงซูอยู่ข้างเซินเจี๋ยจริงๆ ซึ่งหวังหมิงซูมีพรสวรรค์ในการแสดงละครมาก เย่เชียนเองก็พึงพอใจอย่างมากเพราะการแสดงของหวังหมิงซูสามารถซ่อนตัวตนที่แท้จริงจากเซินเจี๋ยได้
หวังหมิงซูก็นั่งลงอีกครั้งแล้วพูดว่า “แน่นอนครับผม..แต่ผมไม่มีความสามารถมากพอที่จะนั่งตำแหน่งผู้นำขององค์กรเทียนเต๋า..อีกอย่างนายน้อยเซินเป็นนักศึกษาที่กลับมาจากต่างประเทศเพราะงั้นผมเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของนายน้อยนั้นกว้างไกลกว่าผมและสิ่งสำคัญที่จะเห็นสิ่งต่างๆก็สำคัญเช่นกัน..ด้วยเหตุนี้ถ้าหากองค์กรเทียนเต๋าสามารถส่งมอบให้กับนายน้อยได้นั่นก็คือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว..ผมเองเป็นแค่คนป่าเถื่อนที่รู้แค่วิธีต่อสู้และฆ่าเท่านั้นถ้าให้ผมมาบริหารจัดการองค์กรผมทำไม่ได้หรอกครับ..อีกอย่างองค์กรของเราถูกก่อตั้งโดยตระกูลเซินของนายน้อยเพราะงั้นนายน้อยคงจะไม่อยากเห็นองค์กรเทียนเต๋าไปอยู่ในมือของพวกขยะเหล่านั้นหรอกใช่มั้ย?..ถ้าเป็นแบบนั้นองค์กรเทียนเต๋าได้ล่มสลายแน่นอน”
“โห..ว่าแต่หัวหน้าเขตหมิงจะไม่รังเกียจใช่มั้ยถ้าผมจะเรียกคุณว่าหมิงซู?” เซินเจี๋ยฉีกยิ้มและพูด
“ไม่ครับ..พวกเราก็อายุเท่าๆกันเพราะงั้นมันดูจริงใจมาก” หวังหมิงซูพูด
เซินเจี๋ยก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อืม!..หมิงซูถ้างั้นแสดงว่านายมองเห็นสถานการณ์โดยรวมขององค์กรเทียนเต๋าอย่างชัดเจนในตอนนี้..เรามีหัวหน้าเขตสิบสองคนแต่มีอยู่ไม่กี่คนที่สนับสนุน..เพราะงั้นถ้าฉันขึ้นครองตำแหน่งนี้ในตอนนี้ล่ะก็ฉันจะถูกต่อต้าน..แบบนั้นต่อให้ฉันจะเป็นผู้นำก็ตามแต่ฉันก็ไม่สามารถควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาได้อยู่ดี”
“ผมจะสนับสนุนนายน้อยอย่างเต็มที่และถ้าหากใครกล้าคัดค้านล่ะก็พี่น้องของผมก็พร้อมที่จะบุกน้ำลุยไฟเพื่อนายน้อย” หวังหมิงซูพูด
เซินเจี๋ยก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ฉันเข้าใจเจตนาของนายดีแต่การสนับสนุนของนายเพียงอย่างเดียวมันยังไม่พอเพราะงั้นในกรณีนี้ฉันก็เลยยอมถอยออกมาหนึ่งก้าวและปล่อยให้คนที่มีความสามารถทำหน้าที่นี้ไป”
“นายน้อยบอกตามตรงผมไม่เห็นด้วยกับใครเลยที่จะมานั่งบนเก้าอี้ตัวนี้ยกเว้นนายน้อยเพียงคนเดียว..พวกเขามีคุณสมบัติอะไรที่จะมานั่งในตำแหน่งนี้ได้?” หวังหมิงซูพูด “นายน้อยอย่างกังวลไปเลยเพราะผมหวังหมิงซูคนนี้กับพี่น้องยินดีที่จะเป็นตัวเบี้ยและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้กับนายน้อยเอง!”
เซินเจี๋ยก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ยังไม่เร่งด่วนสักเท่าไหร่” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเซินเจี๋ยก็พูดต่อ “เอาล่ะ..ให้ฉันแนะนำนายให้รู้จักกับพี่ชายของฉันซึ่งเป็นมือซายและมือขวาของฉัน..เขากำปั้นเหล็กไถ่โจว..ส่วนเขาพี่เย่!”
เมื่อเห็นแบบนั้นหวังหมิงซูก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจเพราะดูเหมือนว่าเซินเจี๋ยจะเชื่อในตัวเขา ไม่อย่างนั้นเซินเจี๋ยก็คงจะไม่แนะนำให้เขารู้จักพวกเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงทักทายกันทีละคนจากนั้นเซินเจี๋ยก็พูดต่อ “ถึงเวลาพักเที่ยงแล้วเพราะงั้นอยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกันก่อนนะ..ฉันจ้างเชฟเสฉวนมือดีมาและอาหารที่เขาทำก็อร่อยและเผ็ดมาก!”
“ขอบคุณครับนายน้อย” หวังหมิงซูพูด
เซินเจี๋ยก็ตบไหล่หวังหมิงซูและพูดต่อ “ทุกคนคือครอบครัวและพี่น้องเพราะงั้นนายไม่จำเป็นต้องสุภาพมากหรอก..ฉันจะถือว่านายคือเพื่อนของฉันก็แล้วกันเพราะงั้นอย่าสุภาพกับฉันมากเกินไปล่ะ..อีกอย่างฉันไม่ได้มาที่ไต้หวันตั้งนานแล้วเพราะงั้นนายที่คุ้นเคยกับองค์กรเทียนเต๋ามากกว่าฉันนายก็ต้องเป็นคนแนะนำฉันด้วย..ว่าแต่สำหรับนายแล้วหัวหน้าเขตทั้งสิบสองห้องโถงสิบสองนายคิดว่าใครอยากเป็นผู้นำองค์กรมากที่สุด?”
“ที่จริงแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมาหัวหน้าเขตทั้งสิบสองต่างก็ต่อสู้กันอย่างเปิดเผยและลับๆและเป็นเพราะท่านประธานยังอยู่จัดการสิ่งต่างๆเพราะงั้นจึงไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาใดๆแต่ตอนนี้ท่านประธานไม่อยู่แล้วแต่ล่ะก็คนค่อยๆถอดหน้ากากและเผยธาตุแท้ออกมา..ในความคิดของผมมีหัวหน้าเขตอยู่สามคนที่ผมคิดว่าพวกเขาเหมาะสมที่จะนั่งในเก้าอี้ตำแหน่งนี้ได้..ส่วนที่เหลือมีแต่พวกที่เก่งในการต่อสู้และฆ่าฟันเพราะงั้นพวกเขาเหมาะกับการเป็นตัวเบี้ยซะมากกว่า” หวังหมิงซูพูดต่อ “ซึ่งหัวหน้าเขตที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือผลประโยชน์เหล่านั้นพวกเขาเป็นทหารไม่ใช่นักธุรกิจ..แต่เหนือสิ่งอื่นใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหัวหน้าเขตทั้งสิบสองได้ขยายอำนาจอย่างต่อเนื่อง..สำหรับผมคนแรกก็คือผู้อาวุโสหยางเพราะเขาสร้างนักฆ่ามืออาชีพขึ้นมาเพื่อล้างกองกำลังที่เป็นศัตรูของเขาโดยเฉพาะแต่เป็นเพราะเขาทำสิ่งที่โหดเหี้ยมมากเกินไปดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยถูกยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาและคนอื่นๆมากนักและหลายๆก็คนถูกบังคับให้ก้มหัวเนื่องจากอิทธิพลและความน่ากลัวของเขา..ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ท่านประธานก็ไม่อยู่แล้วเพราะงั้นหลายๆคนจึงหวาดกลัวกับความโหดเหี้ยมอำมหิตของเขา..ส่วนอีกคนก็คือเหวินปินเพราะเขาเป็นคนที่ทำกำไรและผลประโยชน์ให้กับองค์กรได้มากที่สุดในหมู่หัวหน้าเขตทั้งสิบสองแต่เขาออกนอกลู่นอกทางไปหน่อยและมักจะทำอะไรที่มันขัดกับหลักการของท่านประธานและบางอย่างก็ผิดกฎหมาย..ส่วนคนสุดท้ายก็อย่างที่เรารู้กันและนั่นคือชางหมิงแต่ถึงแม้ว่าเขาจะเก่งมีความสามารถในการจัดการและยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสในสมัยของท่านประธานก็ตามแต่ทว่าเขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนไปหน่อยและจิตใต้สำนึกของเขาก็เอาแต่คิดที่จะกวาดล้างองค์กรและแก๊งค์อื่นๆอย่างไม่คิดหน้าไม่คิดหลังเพราะงั้นเขาจะเป็นคนที่ทำให้องค์กรของเราตกอยู่ในความเสี่ยง”
.