ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2445 ผังทรายจำลอง
ตอนที่ 2445 ผังทรายจำลอง
………………..
ยามเห็นภาพฉากนี้ ฉู่หลิวเยว่พลันกล่าวขึ้นว่า
“ด่านเป็นตายแห่งนี้อันตรายอย่างยิ่งโดยแท้ ทุกครั้งต้องสูญเสียผู้แข็งแกร่งมากมายปานนี้… ท่านเทพไม่รู้สึกเสียดายบ้างเลยหรือ?”
สุ้มเสียงของนางแผ่วเบามาก ทว่าเยี่ยนชิงได้ยินอย่างชัดเจน
เขาชะงักไปเพียงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอธิบายว่า
“ด่านนี้เป็นการตรวจสอบของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ หากไม่เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ท่านเทพจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเด็ดขาด”
สาเหตุที่ครั้งนี้เขาต้องปรากฏตัวก่อนกำหนด ก็เป็นเพราะซูจิ้งลอบสอดมือเข้ามายุ่มย่าม ทำลายระบบยุติธรรมของด่านเป็นตาย
แต่แท้จริงแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็เป็นความรับผิดชอบหลักๆ ของคนพวกนี้ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลงน้อยๆ จากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง มาดูแบบนี้แล้ว ข้านั้นรู้เกี่ยวกับท่านเทพน้อยมาก แล้วก็ไม่เข้าใจอยู่มากด้วย”
เยี่ยนชิง “…”
ความจริงแล้วเขาอยากอธิบายสักสองสามประโยค ทว่าเวลานี้นั้นไม่เหมาะสมเลยโดยแท้
อีกทั้งเขาเป็นคนสงวนถ้อยคำมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่คุ้นชินกับการทำเรื่องพวกนี้เอาเสียเลย
พอคิดว่าหากเปลี่ยนเป็นอวี๋มั่ว… คงจะดีขึ้นบ้าง
หากนายท่านมาที่นี่ด้วยตัวเองได้ก็จะยอดเยี่ยมทีเดียว
แน่นอนว่าข้อนี้นั้นเป็นไปได้ยากมากนัก
ดังนั้น เยี่ยนชิงจึงเลือกที่จะรักษาความเงียบเอาไว้อีกครั้ง
…
การประลองในสนามประลองอีกสามแห่งที่เหลือเองก็ใกล้มาถึงจุดจบ
ผู้ที่ทำสำเร็จนั้นน้อยมาก ตรงกับที่คาดการณ์เอาไว้ไม่ผิด
ราชวงศ์เทียนลิ่ง
อาณาจักรเสิ่นซวี่
ทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคต
ที่แท้… ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของเขา
ก่อนหน้านี้นางรู้สึกมาโดยตลอดว่าการได้พบหรงซิวคือเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตนี้ของนาง
ทว่าตอนนี้ นางเพิ่งมาตระหนักได้ว่าการพบกันนั้นหาใช่เหตุบังเอิญไม่
เรื่องราวภายหลังพวกนั้นก็คงจะ… ดำเนินไปตามแผนที่เขาวางเอาไว้ทั้งหมดเช่นนี้กันกระมัง?
ฉู่หลิวเยว่เม้มริมฝีปากน้อยๆ
นางรู้แต่แรกแล้วบุรุษผู้นี้ความคิดความอ่านลึกล้ำยิ่ง แต่นางกลับไม่เคยคิดเลยว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เขาทุ่มเทความคิดให้มากที่สุดกลับเป็นเรื่องของนาง
เขาเป็นถึงท่านเทพ ฐานะสูงส่งเหนือผู้ใด แล้วเหตุใดต้องทำกับนางเช่นนี้ด้วย?
ฉู่หลิวเยว่คิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ
นางเหลือบตาน้อยๆ ขึ้นมองตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
บนแท่นสูงนั้นมีมู่ชิงเห่อยืนเอามือไพล่หลังอยู่
สีหน้าของเขายังคงราบเรียบเย็นชาดั่งเคย
เขาเองจะรู้เรื่องพวกนี้เหมือนกันหรือไม่หนอ?
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในหัวของนางพลันนึกไปถึงคำพูดที่เซียวหรานเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
เขาบอกว่าเสินสื่อของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มีทั้งหมดสิบสามคน
“ผู้อาวุโสเซียวหราน”
ฉู่หลิวเยว่เหล่ตามองไปที่เซียวหราน
“มีเรื่องที่ข้าอยากขอคำชี้แนะสักหน่อย”
เซียวหรานตอบรับทันที
“ว่ามา!”
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไป ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบนิ่งสงบ
“เหตุใดเสินสื่อของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ถึงได้มีสิบสามคนเล่า”
เซียวหรานงุนงง เขาตอบไปตามสัญชาตญาณว่า
“เรื่องนี่… แน่นอนว่าเป็นเพราะเมื่อก่อน ก็มีสิบสามคนอย่างใดเล่า!”
…
ภายในห้องพัก
ลั่วเฟิงกำลังยืนอยู่หน้าผังทรายจำลองขนาดใหญ่ คอยดำเนินการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ภายในผังทรายเป็นครั้งสุดท้าย
เฉินอีเองก็อยู่ข้างๆ กัน
ในระยะเวลาสามวันสามคืน พวกเขาสองคนนั้นอยู่ในท่าทางเช่นนี้มาโดยตลอด
เพราะว่าไม่ได้พักผ่อนเลยติดต่อกัน ดวงตาสองข้างของลั่วเฟิงจึงแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือด
ทว่าโชคยังดีที่เขายังคงมีสมาธิจดจ่อแน่วแน่มาโดยตลอด การลงมือทำจึงยังคงปราณีตอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของเขาพลันหยุดชะงัก ก่อนจะมองไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งในผังทรายพลางขมวดคิ้วน้อยๆ
“สิ่งนี้ควรมีความสูงสักเท่าไรหรือ…”
เฉินอีบอกจำนวนตัวเลขเขาไป
ลั่วเฟิงพลันลงมือทันที เขาจัดการปรับแก้ยอดเขาเล็กจ้อยลูกนั้นทันที พยายามทำออกมาให้สมบูรณ์แบบอย่างสุดความสามารถ
หลังจากเก็บกวาดจนเรียบร้อย มั่นใจว่าไม่มีอันใดผิดพลาดแล้วจริงๆ เขาจึงได้พรูลมหายใจออกมา
ผังทรายจำลองนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง มิอาจปล่อยให้เกิดความผิดพลาดได้แม้แต่นิดเดียว
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบตามองเฉินอีแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้
พี่ใหญ่น่ะใช้คำว่า… “คุ้นเคย” กับเรื่องพวกนี้มาอธิบายแค่สองพยางค์ไม่ได้แล้ว
ไม่ว่าจะภูเขา ลำน้ำ ห้องหับ หรือแม้แต่กระเบื้องสักแผ่น…
ไม่มีที่แห่งใดที่เขาไม่รู้จัก!
ต่อให้ต้องใช้เท้าวัดด้วยตัวเองก็ทำมาถึงขั้นนี้ได้ยากอยู่ดีกระมัง?
แต่พี่ใหญ่…
ลั่วเฟิงไม่กล้าถามอันใดมาก จึงหันกลับไปทำงานต่อ
ความจริงแล้ว เขาเองก็มีคำถามสงสัยข้อใหญ่เกี่ยวกับตัวเองเช่นเดียวกัน
เพราะว่า…
สำหรับเขาแล้ว การสร้างผังทรายจำลองนี้ดูจะยิ่งทวีความราบรื่นและง่ายดายมากขึ้นเรื่อยๆ!
เริ่มแรกยามเห็นพี่ใหญ่จัดหาแผนเขตแดนใบนั้นมาให้ ทั้งยังตั้งเงื่อนไขให้เขาสร้างมันให้เสร็จภายในสามวัน แม้เขาจะตกปากรับคำเสียเร็วรี่ ทว่าในใจกลับปฏิเสธ
อย่างใดเสียเขาเองก็มีความสามารถสำหรับตัวเองอยู่บ้าง ซึ่งนั่นมันชัดเจนมากอยู่แล้ว
แต่ว่า…
เรื่องราวดูจะค่อยๆ เริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
มีอยู่หลายครั้งนักที่เขาปรับแต่งผังทรายจำลองนี้ขึ้นมาได้ทีละน้อยจนสมบูรณ์แบบ ถึงขั้นที่ว่าไม่ต้องกลับไปดูแผนที่เขตแดนเลยแม้แต่น้อย
ทั้งยังเชี่ยวชาญในทักษะอย่างมาก
นี่มัน… ไม่เหมือนครั้งแรกอย่างใดอย่างนั้น!
เขาเหมือนรู้โดยธรรมชาติว่าลำน้ำบนผังทรายควรไหลไปทางไหน รู้ว่ายอดเขาที่เชื่อมติดกันควรแผ่ขยายไปทิศใด
ดังนั้น เขาจึงกลืนข้อสงสัยกลับลงคอไปทั้งหมด
ลั่วเฟิงเบนสายตากลับมา จัดการซ่อมแซมส่วนสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์
ท้ายที่สุด เขาก็พรูลมหายใจออกมายาวเหยียด
“พี่ใหญ่ เสร็จแล้ว! ท่านดูสิว่าเป็นอย่างใดบ้าง?”
เฉินอีพยักหน้าหงึกหงึก
“ดีมาก”
เขาคอยเฝ้าดูอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เข้าใจผังทรายจำลองนี้ทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างมาก ไม่ต้องดูอีกรอบก็รู้ว่าไม่มีปัญหาอันใดแล้ว
ลั่วเฟิงจึงได้วางใจ เขาหัวเราะแหยออกมา
หาได้ยากนักที่จะได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยปากชมกัน
“เจ้าถอยหลังไปหน่อย”
จู่ๆ เฉินอีก็พูดขึ้นมา
“หา? อ้อ ขอรับ!”
ลั่วเฟิงไม่เข้าใจว่าเหตุใด แต่พอได้ยินดังนั้นก็ถอยหลังไปสองก้าวอย่างเชื่อฟัง
จากนั้น เขาก็เห็นว่า เฉินอีทำการลงมือแล้ว!
ลำแสงสีน้ำฟ้าอ่อนสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากฝ่ามือของเขา เคลื่อนตัวอย่างงดงามหาสิ่งใดเปรียบมิได้ไปยังจุดหนึ่งบนผังทรายจำลอง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ค่ายกลขนาดใหญ่บนยอดเขาโอสถก็ปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ!
………………..