ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 164 เทพธิดาเซียวเหยา
บทที่ 164 เทพธิดาเซียวเหยา
หลังจากฟังเรื่องราวของเฉินหู่จบ สวี่หยางก็เข้าใจทุกอย่าง
ผู้บำเพ็ญตาเดียวที่อยู่ตรงหน้าคือเถ้าแก่ในเมืองเซียนที่อยู่ทางฝั่งของสำนักฮ่าวชี่ชุนหยาง
ในอดีต เฉินหู่เคยทำธุรกิจกับอีกฝ่าย ซึ่งพวกเขาเข้ากันได้ดีจนนับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง!
และตอนนี้ เขาได้หลบหนีมาที่นี่
จากที่เขาเล่ามา หลังการหายตัวไปของประมุขสำนักฮ่าวชี่ชุนหยาง ภายในสำนักก็เริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ทำให้สำนักฮ่าวชี่ชุนหยางไม่ส่งคนมาร่วมงานชุมนุมผู้ปราบมารในครั้งนี้
ตอนนี้บางกองกำลังของสำนักกำลังเข่นฆ่าและปล้นชิงไปทั่วเมืองเซียน ทำให้ผู้คนแตกตื่นจนการค้าขายดิ่งลงเหว
อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญตาเดียวกับผู้บำเพ็ญธรรมดาคนอื่นเลย แม้กระทั่งตระกูลใหญ่ ๆ ยังต้องหนีเอาตัวรอด
“นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องตระกูลถังอยู่อีก มีข่าวลือว่าถังซานหลงซึ่งเป็นอัจฉริยะที่หายตัวไปในตอนนั้นกลับมาจัดการผู้สืบทอด ตอนนี้เขามีอำนาจที่จะรวมตระกูลถังเข้าไว้ด้วยกัน!!”
“เดิมทีแล้วเรื่องของตระกูลถังไม่ข้องเกี่ยวกับพวกเรา แต่มีข่าวลือว่าถังซานหลงฝึกฝนเคล็ดมาร!”
ผู้บำเพ็ญตาเดียวเอ่ยจบก็ถอนหายใจ “ตอนนี้สองสถานที่นั้นไม่ปลอดภัยแล้ว ดังนั้นข้าจึงทำได้เพียงมาเมืองเซียนของสำนักชิงหยางเท่านั้น”
สวี่หยางเข้าใจ
“ถังซานหลงฝึกฝนเคล็ดมารงั้นหรือ? เจ้าทราบเรื่องนี้มาจากไหน?”
สวี่หยางถาม
“ข้าไม่แน่ใจ มันมีรายงานจากคนภายในตระกูลถังน่ะ ว่ากันว่าผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลถังมาที่สำนักชิงหยางเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้เช่นกัน”
“ถึงอย่างไรตระกูลถังก็เป็นกองกำลังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเช่นกัน บรรพชนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทราบเรื่องที่ถังซานหลงฝึกฝนเคล็ดมารแล้วใช่หรือไม่?”
สวี่หยางสับสนเล็กน้อย
“เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจ แต่ได้ยินมาว่าหลังจากถังซานหลงกลับมา บรรพชนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของตระกูลถังก็ปิดประตูเงียบเลย”
ผู้บำเพ็ญตาเดียวครุ่นคิดสักพักก่อนจะทำการคาดเดา “มีข่าวลือว่าเหตุผลที่ถังซานหลงกล้ากลับมาก็เพราะฆ่าบรรพชนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดตระกูลถังไปแล้ว”
“ว่าอะไรนะ??”
ในตอนนี้ เฉินหู่ผู้อยู่ไม่สุขก็ตกตะลึงเช่นกัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างก่อนจะเอ่ยด้วยความไม่อยากเชื่อ “ระดับการบำเพ็ญของถังซานหลงอยู่ขอบเขตไหนถึงทำให้สามารถฆ่าบรรพชนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแห่งตระกูลถังได้?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ตาเดียวส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบ แต่ว่ากันว่าอยู่ขอบเขตจินตาน ดังนั้นการลอบโจมตีก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรบรรพชนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแห่งตระกูลถังก็แก่ชรามากแล้ว”
ขณะสนทนา สถานการณ์เกี่ยวกับตระกูลถังก็ปรากฏในใจของสวี่หยาง
ในฐานะกองกำลังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ตระกูลถังมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเพียงคนเดียว ทั้งยังแก่ชรามาก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลถังยังต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนการสนับสนุน
ในบรรดากองกำลังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสาม สำนักชิงหยางนับว่าแข็งแกร่งที่สุด พวกเขามียอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสามคนอยู่ภายในสำนัก
รองลงมาคือสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางซึ่งมียอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสองคน!
…
เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของกองกำลังเหล่านี้ สวี่หยางก็พบว่าสองกองกำลังสูงสุดอย่างตระกูลถังและสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางต่างกำลังประสบกับปัญหาภายในพร้อมกัน
นี่เป็นเรื่องบังเอิญใช่หรือไม่?
ตอนนี้ แม้สำนักชิงหยางจะปลอดภัยที่สุด แต่ในฐานะที่สวี่หยางเป็นคนใน เขาจึงทราบว่ามีอันตรายซ่อนเร้นอยู่เช่นกัน
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ!
การที่กองกำลังเหล่านี้ประสบกับปัญหาอย่างกะทันหัน เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีคนคนเดียวกันอยู่เบื้องหลัง?
คนผู้นี้ใช้หนอนกู่เพื่อควบคุมผู้นำสูงสุดของกองกำลังเหล่านี้ ขอเพียงควบคุมสามกองกำลังสูงสุดเอาไว้ได้ก็ไม่มีใครในแดนเซียนตอนเหนือสามารถต่อต้านได้!!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ร่างกายของสวี่หยางก็หลั่งเหงื่อเย็นออกมา
เขารู้สึกเหมือนกับมีตาข่ายขนาดใหญ่ปกคลุมท้องนภาเอาไว้
สวี่หยางไม่ได้เอ่ยอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ของสำนักชิงหยาง หลังจากสนทนาสักพัก เฉินหู่ก็มอบโอสถวิญญาณให้ผู้บำเพ็ญตาเดียวก่อนจะส่งอีกฝ่ายกลับไป
หลังจากกลับห้องเพื่อพักผ่อนสักพัก สวี่หยางก็ออกไปซื้อของช่วงเย็น
เขาก้าวเดินพลางกวาดตาไปรอบ ๆ
เขากำลังครุ่นคิดว่าจะตามหาคนที่ควบคุมกู่ด้วยเวลาที่น้อยที่สุดและง่ายที่สุดได้อย่างไร?
“สหายเต๋า เจ้าต้องการยันต์หรือไม่”
“สหายเต๋า ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ราคาถูกนะ”
“สหายเต๋า…”
ทั้งสองฝั่งของถนนสายหลักปรากฏเสียงเจื้อยแจ้วตลอดเวลา
เขาเดินไปที่ทางเข้าหอสังคีตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็พบว่ามีกลุ่มคนรวมตัวกันจำนวนมาก
“สหายตัวน้อย มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
สวี่หยางคว้าชายหนุ่มคนหนึ่งมาสอบถาม
แม้คนผู้นี้ซึ่งอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณจะหงุดหงิดในตอนแรก แต่เมื่อหันกลับมาจนตระหนักได้ว่าสวี่หยางคือผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐาน เขาก็รีบประสานมือด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโส ท่านไม่ทราบงั้นหรือ วันนี้คือวันที่คณิกาชั้นสูงแห่งหอสังคีตสวรรค์จะทำการแสดง ทั้งตั๋วยังหาได้ยาก”
สวี่หยางตกตะลึง “ก็แค่นักแสดงหญิงเท่านั้น มีอะไรให้น่าดูหรือ??”
เขายอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยไปหอสังคีตมาหลายครั้ง หลังจากได้ฟังดนตรีก็ทำให้จิตวิญญาณเกิดการรู้แจ้ง ทำให้ทั่วร่างคล้ายกับรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ทว่าผลที่ได้ก็มีแค่นั้น
แต่ตอนนี้ ผู้คนทั้งหลายต่างยอมจ่ายหนักเพื่อต่อแถวเข้าชมการแสดงของคณิกาชั้นสูง นี่มันออกจะอุกอาจเกินไปเสียหน่อย
ผู้บำเพ็ญมนุษย์หนุ่มโกรธเล็กน้อย หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าเป็นแค่นักแสดงหญิง?
นั่นคือคณิกาชั้นสูง เทพธิดาเซียวเหยา!!
ทว่าอีกฝ่ายอยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ดังนั้นเขาจึงยับยั้งคำก่นด่าเอาไว้ขณะอธิบาย “ผู้อาวุโส คณิกาชั้นสูงผู้นี้มีนามว่าเทพธิดาเซียวเหยา นางไม่ใช่คนธรรมดา ข้าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี หลังจากได้ฟังแล้ว ท่านจะรู้สึกเหมือนกับอยู่ในแดนเซียน มันคือแดนเซียนอย่างแท้จริง”
“โห??”
สวี่หยางคิ้วขมวด “มีผลอื่นอีกหรือไม่?”
“ผลมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” ชายหนุ่มเผยสีหน้าที่ทุกคนต่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสคือยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐาน หากท่านมีโอกาสก็อยากให้ไปลองดูสักครั้ง รับประกันเลยว่ามันจะตราตรึงจนท่านไม่มีวันลืม”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ สวี่หยางก็เริ่มสนใจ
ขณะเดินเข้าไป เขาก็พบเถ้าแก่เนี้ยหอสังคีตกำลังคลี่ยิ้มเอ่ยกับผู้ที่ขอเข้าไป
“ราคาห้องโถงอยู่ที่สามร้อยหินวิญญาณ แต่ชั้นสองต้องจ่ายแปดร้อยหินวิญญาณ”
“เทพธิดาเซียวเหยาจะทำการแสดงคือบทเพลงล่าสุดของนาง ปทุมวารี”
ผู้บำเพ็ญคนหนึ่งตะโกน “คราวนี้จะได้เห็นหน้านางใช่หรือไม่??”
“นั่นสิ ถ้าคราวนี้ยอมให้เห็นหน้า ข้ายอมจ่ายหนึ่งพันหินวิญญาณเลย!!”
“ข้ายอมจ่ายหนึ่งพันห้าร้อย!”
เถ้าแก่เนี้ยหัวเราะคิกคัก “ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ เทพธิดาเซียวเหยาบอกว่าคนที่เสนอราคามากที่สุดในครั้งนี้สามารถไปกินดื่มและสนทนากับนางเป็นการส่วนตัวได้”
“จริงหรือ?”
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง แน่นอนอยู่แล้ว มันก็แค่การกินดื่มและสนทนาเท่านั้น” เถ้าแก่เนี้ยย้ำอีกครั้ง
แม้มันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเทพธิดาเซียวเหยา แต่การได้กินดื่มร่วมกับนางย่อมทำให้หัวใจของบุรุษทั้งหลายพองโต
สวี่หยางเผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นเช่นนี้ ภูมิหลังของเทพธิดาเซียวเหยาผู้นี้เป็นอย่างไร เหตุใดถึงมีเสน่ห์ล้นเหลือเช่นนี้!
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เขาก็ตัดสินใจที่จะเข้าไปดู
หินวิญญาณแปดร้อยก้อน ถือว่าไม่มากเท่าไหร่
เขาเดินขึ้นไปพร้อมกับมอบหินวิญญาณแปดร้อยก้อนทันที
“ผู้อาวุโส เชิญเข้ามา!”
สวี่หยางถูกเชิญเข้าไปทันที
ภายในห้องโถงปรากฏโต๊ะขนาดใหญ่ทั้งสิ้นสิบสามตัว ดูงดงามไม่น้อย
บริเวณด้านข้างของโต๊ะแต่ละตัวมีคนจำนวนไม่น้อยจับจองอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานและบางคนอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณแต่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา
“สถานที่แห่งนี้ไม่ต่างจากเหมืองทองคำเลย”
สวี่หยางถอนหายใจ
บนเวทีตรงหน้ามีฉากโปร่งใสขนาดใหญ่ เมื่อฟังจากคำของผู้คนรอบข้าง เทพธิดาเซียวเหยาจะทำการแสดงในอีกไม่ช้า
ฟ่าว!!
จิตเทวะของสวี่หยางทำการสำรวจรอบข้างเพื่ออยากดูว่าเทพธิดาเซียวเหยาผู้นี้มาจากที่ใด
ไม่ช้า เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณบนชั้นสาม
“หืม? นางนี่เอง”
สวี่หยางพบว่าแม้ปราณนี้จะถูกปกปิดเอาไว้ แต่ด้วยพลังของเขา จึงสามารถตรวจจับได้อย่างง่ายดาย
ผ่านไปสักพัก สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“อาจจะแค่ปราณคล้ายกัน ไม่น่าจะใช่นาง”
สวี่หยางส่ายหน้า
เมื่อเวลาผ่านไป
เจ้าของปราณนั้นออกมา
นางสวมชุดสีเขียวอ่อน บริเวณข้อมือปักด้วยดอกโบตั๋นสีฟ้าอ่อน หมู่เมฆมงคลบางส่วนถูกปักด้วยดิ้นเงิน ส่วนชายผ้ามีคลื่นน้ำทะเลสีครามเรียงกันเป็นแถว ช่วงหน้าอกถูกปกคลุมด้วยผ้าสีเหลืองอ่อน ยามหมุนตัวก็ทำให้กระโปรงยาวแผ่ออกไป การเคลื่อนไหวสง่างามประหนึ่งต้นหลิวลู่ไปตามลม
ราวกับเซียนที่ถูกเนรเทศลงมาจากชั้นสาม ทำให้เกิดเสียงร้องอุทานขึ้นมา
“เทพธิดา…”
“เทพธิดาเซียวเหยา!!”
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าทันทีที่เทพธิดาเซียวเหยาลงมา ทั่วทั้งห้องโถงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอันเย้ายวนใจ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานก็อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกเช่นนี้
‘คว้าตัวนาง! ครอบครองนาง! มอบทุกอย่างให้กับนาง!’
“คาดไม่ถึงว่านางจะมีความสามารถเช่นนี้”
สวี่หยางถอนหายใจ จากนั้นจึงคลี่ยิ้ม “แต่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ ข้าก็สามารถถามนางในภายหลังได้ว่าไปเรียนรู้ดนตรีเช่นนี้มาจากที่ใด ข้าจะได้ให้ภรรยาได้เรียนรู้บ้าง”
แบบนี้ เขาก็จะสามารถดูภรรยาทำการแสดงที่บ้านได้
ในตอนนี้ เทพธิดาเซียวเหยาประจำที่ด้านหลังฉากแล้ว
นางมองไปข้างหน้าขณะส่งจิตเทวะสำรวจรอบกาย
“หืม สวี่หยางหรือ??”