ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 169 ค่ายกลกู่พิษ สมบัติกู่ระดับสี่
บทที่ 169 ค่ายกลกู่พิษ สมบัติกู่ระดับสี่
สวี่หยางหน้าเสีย ยามนี้คนในเมืองเซียนเป็นเพียงแกะที่รอวันถูกเชือด ผู้ใดจะต้านทานได้
บัดนี้ไม่ใช่แค่สวี่หยาง กองกำลังปริศนาอื่น ๆ ก็ยังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง และกำลังคิดหาทางรับมือกับมัน
แม้คนมากมายจะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ทว่าสิ่งหนึ่งนั้นแน่นอน!
มันคือการหนี
มีแค่การหนีที่จะทำให้รอดชีวิตได้
…
ภายในสำนักชิงหยาง โถงโอ่อ่าตั้งตระหง่านบนยอดเขา
ชายหนุ่มในชุดขาวยืนปล่อยมือ ก้มมองที่ตั้งเมืองเซียนห่างออกไป
ผิวเขาขาวราวหิมะ สีหน้าซีดเซียว แววตาลึกล้ำผิดธรรมดา เปี่ยมล้นการผันแปรของกาลเวลา
ครืด!
ตอนนี้หยกสื่อสารของเขาดังขึ้น เมื่อได้รับข้อความ
“คนสามพันคนมาถึงแล้ว”
ชายหนุ่มมองหยกประดับในมือแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเจ้าทุกคนเข้ารวมค่ายกลกู่พิษ”
“กลุ่มก่อนหน้านี้ยังต้านทานเอาไว้ ถ้าเราทุ่มเทเร็วเกินไป หากค่ายกล…”
“ไม่มีปัญหา สมบัติกู่ระดับสี่ถูกหลอมแล้ว สามารถควบคุมเจ้าสำนักได้”
เสิ่นวั่นเชียนที่ได้รับข้อความเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าสำนักถูกควบคุมไวนัก”
ชั่วขณะนั้นในใจเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ ไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เขารู้สึกมาตลอดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้นั้นไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม เสียงหนึ่งบอกว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อรักษาแดนเซียนตอนเหนือ
“รับทราบ”
เสิ่นวั่นเชียนตอบกลับไป
เจ้าสำนักถูกควบคุมแล้ว ดังนั้นการรักษาค่ายกลกู่พิษก็จะง่ายขึ้นมาก
แสงจากหยกค่อย ๆ หรี่ลง
ชายหนุ่มชุดขาวมองจัตุรัสมหึมาด้านหน้าโถงใหญ่
ในตอนนี้จัตุรัสโอบล้อมด้วยชั้นไอหมอกทะมึนหนา ผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วนถูกกักขังอยู่ด้านใน
“ซ่งซานชู เจ้าประกาศสงครามในแดนเซียนตอนเหนือ”
“ผู้ดูแลระดับสูงของสำนักใหญ่ทั้งสามไม่มีวันปล่อยเจ้าไป”
“อ๊าก…”
ใครบางคนถูกหลอมอีกครั้ง ก่อนแมลงกู่จะค่อย ๆ คลานออกมาจากกลุ่มหมอก สร้างดักแด้ห่อพันซากศพ
“ต้องใช้เกือบแสนคนเพื่อหลอมสมบัติกู่ระดับสี่ ยังมีหนทางจะหลอมกลุ่มผู้บำเพ็ญระดับสูง ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญระดับล่างต้องใช้คนมากกว่านี้!”
“อย่างน้อยต้องใช้สมบัติกู่สามถึงห้าชิ้นเพื่อรักษาแดนเซียนตอนเหนือ ถึงเวลานั้นข้าจะมีกองกำลังไปต่อสู้กับแดนเซียนตงไห่”
“ซ่งซานชู ในฐานะศิษย์สูงสุดของสำนักชิงหยาง หากเจ้ากระทำการน่าละอายต่อสำนักของเจ้า เจ้าจะต้องชดใช้อย่างสาสม”
ภายในโถงใหญ่ พลังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแปรเปลี่ยนเป็นพลังท่วงทำนองกระจายออกไป
หากคนอยู่ในโถงใหญ่ พวกเขาก็จะเห็นผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของสำนักชิงหยางนั่งขัดสมาธิ หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่
ดูคล้ายจะพยายามรักษาจิตให้มั่นคง
ซ่งซานชูแค่นเสียงเย็น สะบัดข้อมือ คว้าสมบัติกู่ระดับสี่ออกมา
“ท่านเจ้าสำนัก สมบัติกู่ระดับสามไม่สามารถควบคุมท่านได้อย่างสมบูรณ์ ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ค่ายกลกู่พิษและขัดเกลาสมบัติกู่ระดับสี่”
“อย่าโทษข้าเลย ข้าเพียงควบคุมท่าน ท่านยังหลงเหลือจิตใต้สำนึก ข้าจะดูแลแดนเซียนตอนเหนือและเมืองหลวงเพื่อต่อกรกับแดนเซียนตงไห่เอง”
“ตอนนี้ผู้คนมากมายตกตาย มันเป็นเพียงความเจ็บปวดสั้น ๆ เท่านั้น การเสียสละเหล่านี้คุ้มค่า”
ซ่งซานชูส่ายหน้าแล้วบอกเสียงเรียบ
ก่อนหน้านี้เขาใช้สมบัติกู่ระดับสามเข้าควบคุมผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานได้สำเร็จ
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด สมบัติกู่ก็ทำได้เพียงรักษาการปะทะกับภวังค์จิตของผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถควบคุมผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ และในขณะเดียวกันผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็ไม่สามารถกำจัดสมบัติกู่ในใจไปได้ทั้งหมด เกิดเป็นสถานการณ์คุมเชิงกัน
ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องพยายามอย่างหนักเพื่อทัดทานกับสมบัติกู่ พวกเขาไม่สามารถละสมาธิไปจากการต่อสู้ได้ ตอนนี้พวกเขาจึงได้แต่รักษาสถานการณ์นี้ไว้
อย่างไรก็ตาม เมื่อซ่งซานชูขัดเกลาสมบัติกู่ระดับสี่ได้สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงเปลี่ยนไป
“ท่านเจ้าสำนัก อีกไม่นาน อีกไม่นานท่านก็จะไม่เจ็บอีกแล้ว…”
ซ่งซานชูเข้ามาในโถงใหญ่
…
ภายในค่ายกลกู่พิษ
ขณะผู้บำเพ็ญรอบตัวที่ถูกหลอมทรุดไปแล้ว หลินเวยและผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนรวมตัวกัน สภาพดูอนาถาไม่น้อย
พวกเขานึกไม่ถึงว่าจะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้หลังมาถึง
หลงเข้ามาในเขตค่ายกลน่าสยดสยอง แมลงนับไม่ถ้วนกัดกินพลังของพวกเขา ทำให้อ่อนกำลังและถูกดูดซับพลังการโจมตี
พวกเขาพยายามหลายต่อหลายครั้ง โยนหุ่นเชิดของตนออกไป ใช้วิชา ใช้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง แต่เคราะห์ร้ายที่ค่ายกลนี้ยังคงไม่สะท้านสะเทือน
“ไม่ อย่างน้อยก็ต้องใช้ยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสามหรือสูงกว่านั้นถึงจะทำลายค่ายกลนี้ได้
“หรือไม่ก็ต้องใช้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสามคนในการทำลายมัน ซ่งซานชูต้องรู้ถึงจุดอ่อนของค่ายกลนี้แน่ ถึงไม่ให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานเข้ามาที่นี่สักคน”
หลินเวยมองซ่งซานชูที่กลับมาจากด้านนอกค่ายกล สีหน้าไม่น่ามอง
ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง
เขาเห็นอะไรกัน
ด้านหลังซ่งซานชู โจวหลี่ เจ้าสำนักชิงหยางก้าวออกมา
“เจ้าสำนัก เชิญ” ซ่งซานชูก้มศีรษะค้อมกายให้โจวหลี่อย่างนอบน้อม
โจวหลี่พยักหน้าน้อย ๆ เมื่อมาถึงเหนือค่ายกล
ปัง!!
ปราณขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ คนในค่ายกลที่ไม่สามารถทนไหวกระอักเลือดออกมาคำใหญ่
“อ๊าก…”
“อย่านะ…”
หลินเวยร้องโหยหวน เสื้อผ้าขาดวิ่น กระบี่ที่ถูกควบคุมร่วงลงกับพื้น สูญสิ้นกำลังในกาย
“จบเห่แล้ว…”
หลินเวยทนไม่ไหวอีกต่อไป กึ่งคุกเข่าทรุดลงกับพื้น
หนอนขาวขนาดเท่ามนุษย์เร่งไต่คลานมาบนตัว และดูดซับพลังของเขา
สถานการณ์น่าหดหู่ภายในค่ายกลชวนตกตะลึง
ทว่าโจวหลี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับมีสีหน้าเฉยเมย เมื่อจ้องลึกในดวงตาแล้วคล้ายจะเห็นแววสับสน
สองเสียงในใจเขายังคงฟาดฟันกัน
…
เพียงพริบตาเดียว
สิบวันก็ล่วงเลยผ่านไป
หลังกลุ่มคนสามพันนายถูกลากตัวไปสำนักชิงหยางก่อนหน้านี้ ทั้งเมืองเซียนก็ตกอยู่ในความโกลาหล
สำนักที่เป็นพันธมิตรและกองกำลังของตระกูลต่าง ๆ ลอบปรึกษากันเพื่อหาวิธีรับมือ
ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงบรรยากาศน่าหวาดเกรง คนของสำนักชิงหยาง ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลถัง และสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางที่กำลังจับตามองพวกเขาอยู่
ในขณะเดียวกัน ผู้บำเพ็ญมารก็ก่อเหตุวุ่นวายในเมืองไม่หยุดหย่อน
แม้แต่ในพื้นที่ที่สวี่หยางอยู่ ยังมีผู้บำเพ็ญมารเข่นฆ่าศิษย์สำนักเล็ก ๆ เมื่อคืนก่อน สูญเสียขนานใหญ่ ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
ผู้บำเพ็ญมารยังคงออกอาละวาด
ภายในห้อง
หลังสวี่หยางฝึกวิชาเสร็จ เขาได้รับข้อความจากหวงเสี่ยวเหมยที่อยู่ในสำนักชิงหยาง
นางบอกว่าได้ติดต่อสหายและเตรียมหลบหนีออกจากสำนักในคืนนี้
ทั้งยังกล่าวว่ากลุ่มคนสามพันคนก่อนหน้านี้ไม่ได้ขึ้นเขาเหิงต่วน
ทว่าหลังเข้ามาในสำนัก ก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
นอกจากนี้ยังปิดโถงใหญ่ นางสงสัยว่ามีค่ายกลที่นั่น อย่างไรก็ตาม เจ้าสำนักโจวหลี่ได้ออกโรงห้ามไม่ให้คนเข้าไปสืบข่าว
ท้ายที่สุดนางบอกว่าห้ามตามกลุ่มคนเข้ามาในสำนักเด็ดขาด แต่หากปฏิเสธไม่ได้มีหนทางเดียวคือการหลบหนีกลางทาง
หาไม่แล้วหากเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดอย่างโจวหลี่ คงไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
…
“หลบหนีกลางทางหรือ”
ช่วงนี้สวี่หยางครุ่นคิดหนักไม่น้อย สุดท้ายเขาก็รู้สึกว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหลบหนีกลางทางจริง ๆ
คิดได้เช่นนั้นก็ส่งข้อความไปหาหลินไห่ถัง
“สหายเต๋าหลิน สะดวกหรือไม่”
“สหายเต๋าสวี่ บังเอิญจริงข้ากำลังจะติดต่อเจ้าไปพอดี เดี๋ยวข้าไปห้องเจ้า คงพูดคุยสะดวกกว่า”
“ตกลง”
หลังจากนั้นไม่นานหลินไห่ถังในชุดเรียบง่ายก็ก้าวเข้ามาในห้อง
ไม่ได้ออกไปข้างนอกหลายวันติด หลินไห่ถังไม่ใส่ใจจะแต่งตัว ทว่าเครื่องหน้างดงามและท่าทีนุ่มนวลก็ยังทำให้สวี่หยางอดมองไม่ได้
“สหายเต๋าสวี่ ตอนนี้เป็นเวลาต้องคุยเรื่องจริงจัง อย่าเหม่อมองไปเรื่อยเปื่อย”
หลินไห่ถังจนใจ นางรู้ว่าตนเองสวยเกินไปและทำให้เสียสมาธิโดยง่าย
นึกไม่ถึงว่าแม้นางพยายามเก็บตัว ก็ยังอดทำให้ชายหนุ่มน้ำลายสอไม่ได้
สวี่หยางหน้าแข็งค้างไป เขาออกอาการเพียงนั้นเชียวหรือ
เขากระแอมกลบเกลื่อนความอับอาย ก่อนเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “เปล่า ข้าไม่ได้คิดอะไรเลย สหายเต๋าหลิน”
“เอาเถิด สหายเต๋าสวี่ ก่อนอื่นบอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น”
สวี่หยางเล่าสิ่งที่หวงเสี่ยวเหมยบอก
ก่อนกล่าวตบท้าย “สำนักชิงหยางต้องพาคนอีกกลุ่มไปอีกแน่ เราต้องเตรียมการ! ข้าแนะนำให้หลบหนีกลางทาง”
“ออกจากเมืองเซียน หลบหนีระหว่างทางไปสำนักชิงหยางอย่างนั้นหรือ”
“ไม่เลว”
หลินไห่ถังพยักหน้า “ข้าแจ้งข่าวนี้กับกลุ่มแล้ว พวกเขาเองก็เตรียมการหลบหนีเช่นกัน ทั้งยังบอกว่าจะมีผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานมาช่วยพาเราหนี”
“โอ้” เขาแปลกใจ “เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยม”
“แน่นอนว่าต้องมีเงื่อนไขและผลประโยชน์ที่ต้องมอบให้ รวมถึงตัวข้า…”
หลินไห่ถังถอนหายใจแล้วเผยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“เจ้าต้องให้อะไร”
“นี่ ข้าจะมีอะไรไปให้ ก็แค่ยอมทำงานเป็นวัวเป็นม้าให้หอสังคีตสวรรค์”
สวี่หยางมองหน้านางพลางถาม “แล้วเจ้ายอมหรือ”
“ถ้าไม่ยอมก็ต้องตาย”
หลินไห่ถังส่ายหน้า ลุกขึ้นแล้วเอ่ย “สหายเต๋าสวี่ อย่ามาพูดถึงข้าเลย เจ้านั่นแหละ เตรียมตัวให้พร้อม ติดต่อตระกูลหลิน เตรียมการหลบหนี”
“ไม่ว่าตระกูลหลินจะแข็งแกร่งแค่ไหน พวกเขาก็เป็นแค่ตระกูลผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานก็ยากจะหลบหนี อาจทำได้แค่ร่วมมือกับหอสังคีตสวรรค์”
ได้ยินแล้วสวี่หยางก็บอก “ข้าจะกลับไปพบผู้นำตระกูล”
“ตกลง ข้าจะช่วยติดต่อให้แล้วกัน”
คุยกับหลินไห่ถังจบ สวี่หยางก็ปรึกษาเรื่องสถานการณ์กับหลินอีหลุน
ทั้งตระกูลหลินเห็นด้วยกับคำแนะนำของเขาอย่างเป็นเอกฉันท์ ตัดสินใจจากไปพร้อมกับหอสังคีตสวรรค์
หลังจากนั้น
แสงสัญญาณแจ้งข่าวของหลินไห่ถังสว่างขึ้น
ได้อ่านข้อความแล้วนางก็เอ่ย “หัวหน้าเยี่ยฉิงตกลงให้เจ้าไปพบนางพร้อมกับผู้นำตระกูลหลิน”
…
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ภายใต้การนำทางของหลินไห่ถัง สวี่หยางกับหลินอีหลุนมาถึงชั้นบนสุดของหอสังคีตสวรรค์
ในฐานะหัวหน้าที่นี่ เยี่ยฉิงเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหลินอีหลุน ผู้นำตระกูลหลิน ก็ยังรักษาท่าทีมั่นอกมั่นใจ สถานการณ์ยามนี้ไม่ทำให้สะทกสะท้านแต่อย่างใด
“หัวหน้า” หลินไห่ถังเอ่ยอย่างนอบน้อม
“อืม ข้าเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ว่ากันตามตรง ช่วงนี้ข้าติดต่อผู้บำเพ็ญหลายคนที่ต้องการหลบหนี! ต่อให้เป็นหลินไห่ถัง เจ้า…”
เยี่ยฉิงมองหน้าหลินไห่ถังแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ก็ยังอาจไม่มีโอกาสหนีรอด”
อีกฝ่ายถามอย่างขมขื่น “ทำไมกัน”
“จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ โจวหลี่ เจ้าสำนักชิงหยางเองก็มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดมีจิตเทวะแข็งแกร่ง หากมีคนมากมายในกลุ่ม จะถูกค้นพบได้ง่าย ความพยายามทั้งหมดก็จะสูญเปล่า!”
“ดังนั้นหลังปรึกษากันแล้ว จำนวนคนไม่อาจมากเกินไปได้ ตอนนี้ผู้ที่ต้องการหลบหนีไปมีจำกัด”