ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 170 ถูกสงสัยว่าหวังฉวยโอกาสกับเจ้า
บทที่ 170 ถูกสงสัยว่าหวังฉวยโอกาสกับเจ้า
“สหายเต๋าเยี่ย รับรองความปลอดภัยในการหลบหนีได้หรือไม่”
หลินอีหลุนมองหน้าเยี่ยฉิงพลางถาม
“ยากจะบอก ข้าบอกได้แค่การคุ้มกันแน่นหนามาก เรามียอดฝีมือขอบเขตจินตานสามคนจากหอสังคีตสวรรค์ ผู้นำตระกูลหลินย่อมไม่ต้องห่วง สามารถติดต่อกับกองกำลังอื่นเพื่อหารือกันได้”
เยี่ยฉิงยิ้ม
หลินอีหลุนพึมพำ “ยอดฝีมือขอบเขตจินตานสามคน…”
“ใช่แล้ว แม้จะเทียบโจวหลี่ไม่ได้ อย่างน้อยพวกเขาก็มีกำลังพอจะต้านทาน อีกทั้งหากต้องสู้จริง ๆ ทุกคนสามารถอาศัยจังหวะชุลมุนเพื่อหลบหนีได้ ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทรงพลังมากก็จริง แต่เขาจะไล่ล่ากลุ่มคนมากมายไหวหรือ”
หลินอีหลุนลอบปรึกษากับสวี่หยาง
สวี่หยางบอกว่าแผนการตอนนี้ ทำได้เพียงหลบหนีไปพร้อมกับกลุ่มหอสังคีตสวรรค์
แน่นอนว่ามีรายงานว่ากองกำลังอื่น ๆ ก็ติดต่อและเตรียมการหลบหนีเช่นกัน
ทว่าในหมู่พวกเขามีผู้ที่แข็งแกร่งน้อยนัก
ตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนหวง และตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนหลี่ แม้กระทั่งตระกูลสวี่ และตระกูลอื่น ๆ ก็ยังไม่มีผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสักคน
คะเนดูแล้ว ในเมืองเซียนมีผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานอยู่เพียงเจ็ดแปดคน
ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกตระกูลถังและสำนักฮ่าวชี่ชุนหยาง
ทั้งสองกองกำลังแทบจะถูกควบคุมโดยผู้บงการเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ จะไว้ใจได้อย่างไร
ดังนั้นจึงเหลือผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานแค่สามคนในกองกำลังย่อยอื่น ๆ
พวกเขาต่างอยู่ในขอบเขตจินตานขั้นต้น พลังมีอยู่จำกัด
ด้วยเหตุนี้ หลังทั้งสองปรึกษากันครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าจะหนีไปพร้อมกับหอสังคีตสวรรค์
หลินอีหลุนก้าวออกไปเอ่ยบางอย่าง
เยี่ยฉิงพยักหน้า “ฉลาดมาก แล้วพวกท่านมีกันกี่คน”
“รวมข้ากับสวี่หยาง ทั้งหมดสี่สิบสามคน”
“มีคนเยอะขนาดนี้ ราคาไม่ใช่น้อย อย่างน้อยต้องลดจำนวนคนลงครึ่งหนึ่ง”
เยี่ยฉิงเอ่ยเสียงไร้อารมณ์
ในฐานะผู้นำตระกูลหลิน หลินอีหลุนย่อมไม่สามารถทอดทิ้งสมาชิกในตระกูลได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาเสียสละเพื่อปกป้องทุกคน เขาก็พยักหน้าเอ่ย “ข้าทิ้งได้แค่ยี่สิบสามคน ต้องจ่ายเท่าไร”
“อืม หนึ่งแสนหินวิญญาณ ยันต์ระดับสองยี่สิบแผ่น และโอสถวิญญาณระดับสองสิบเก้าชิ้น… ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสองอีกสามชิ้น…”
แม้รู้ว่าราคาที่ต้องจ่ายคราวนี้จะไม่น้อย ทว่าเมื่อได้ยินแล้วหลินอีหลุนก็ยังใจเต้นผิดจังหวะ
หินวิญญาณแสนก้อน แม้จะมีปัญญาจ่าย ทว่าก็ตึงมือมากทีเดียว ถึงอย่างไรมันก็เป็นรายได้ของตระกูลตลอดสามถึงห้าปี
ต่อมายังมียันต์ระดับสองยี่สิบแผ่น
ส่วนโอสถวิญญาณระดับสอง ไม่ต้องกล่าวถึงศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง…
สิงโตอ้าปากกว้างชัด ๆ!*[1]
อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่ยอม อาจต้องติดอยู่ที่นี่ทั้งหมด
มันจะเป็นผลร้ายต่อตระกูลหลินยิ่งกว่า
“ตกลง ข้าจ่ายไหว แต่ข้าเอาทุกคนไปด้วยกันได้หรือไม่”
เยี่ยฉิงเอ่ยหลังครุ่นคิด “ให้สมาชิกตระกูลท่านที่เหลือตามไปทีหลังได้”
“แน่นอน” หลินอีหลุนถอนหายใจโล่งอก จิตสำนึกของเขาคงไม่ถูกประณามหยามเหยียดแล้ว
หารือกันเสร็จสิ้น ทั้งสามก็กลับไป
“สวี่หยาง ข้าขอตัวกลับก่อน เจ้ากับแม่นางหลินพูดคุยกันเถิด ถึงเวลานั้นก็ให้นางตามกลุ่มไป”
หลินอีหลุนตบบ่าสวี่หยาง แล้วหันกายจากไป
…
ภายในห้องอาหาร
หลินไห่ถังเก็บของในถุงเก็บของ
สวี่หยางเห็นว่านางเป็นถึงนักปรุงยาและยอดบุปผาแห่งหอสังคีตสวรรค์ แต่กลับไม่ได้ร่ำรวยนัก
หลังเก็บของนางก็ถอนหายใจ “ข้าหวังว่าถึงตอนนั้นจะปลอดภัย”
“เก็บสิ่งนี้ไว้กับตัว ข้ายังต้องการให้ช่วยกลั่นยาสร้างรากฐานในภายหลัง”
เขายื่นเครื่องรางป้องกันระดับหนึ่งให้นางสองชิ้น
“ขอบคุณเจ้ามาก สหายเต๋าสวี่”
หลินไห่ถังยกยิ้ม รับเครื่องรางมาอย่างไม่เกรงใจ “สหายเต๋าสวี่ มีบางอย่างที่ข้าต้องการพูดมานานแล้ว เพียงแต่ข้าเขินอาย”
“แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”
“ต่อไปข้าอยากให้เราอยู่ร่วมห้องกัน”
สวี่หยางไม่ได้ฝันกลางวัน แม้เขาจะหล่อเหลาและเอาใจเก่ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่หลินไห่ถังจะเสนอตัวก่อน
ทว่าเขากลับนึกบางอย่างได้ “คิดว่ามันปลอดภัยกว่าหรือ”
“ไม่เลว สหายเต๋าสวี่ยังฉลาดเช่นเคย เราเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมารมาหลายวันติดแล้ว ผู้บำเพ็ญมารพวกนี้มีพลังวิเศษเหนือธรรมชาติ ข้าสงสัยว่าคนรอบตัวเราอาจวางยาได้ เราจึงควรอยู่ด้วยกันเพื่อความปลอดภัย”
ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานสองคนอยู่ด้วยกันย่อมปลอดภัยกว่า
“อย่างนี้นี่เอง”
สวี่หยางพยักหน้า
“ทำไมก่อนหน้านี้เจ้าไม่พูดเล่า”
“เอ่อ… ถึงอย่างไรข้าก็เป็นผู้ชาย ข้าเอ่ยปากก่อนก็คงถูกสงสัยว่าหวังฉวยโอกาสกับเจ้า!”
สวี่หยางเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งเครียด
หลินไห่ถังมองเขาด้วยแววตาระยิบระยับ แก้มขึ้นสีระเรื่อ หลบตาพลางเอ่ย “อันที่จริงหลังได้รู้จักกัน ข้าก็รู้ว่าสหายเต๋าสวี่ไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น”
“ดีแล้วที่สหายเต๋าหลินคิดเช่นนั้น”
…
ตกบ่าย สวี่หยางออกไปซื้อวัสดุสร้างยันต์เพียงลำพัง
กำลังจะหลบหนีจากเมืองเซียน ระหว่างหลบหนีย่อมเป็นช่วงเวลาอันตราย ต้องเตรียมการให้พร้อม
สำหรับเขา ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถใช้ต่อกรกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานได้
ต่อมาคือยันต์แสงทองซึ่งสามารถใช้สู้กับผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
ในด้านศัสตราศักดิ์สิทธิ์นั้น เรือส่านหลิงเฟยเป็นไพ่ตายสำคัญ ต้องอาศัยมันในการหลบหนี
ต่อมาคือกระบี่หยวนชี่และกระบี่คู่ยวนยาง
เมื่อนึกถึงกระบี่คู่ยวนยางแล้ว สวี่หยางก็เสียดายขึ้นมา
เนื่องจากเขาอยู่เพียงลำพัง ต่อให้ใช้กระบี่คู่ยวนยางพลังของมันก็ไม่แข็งแกร่งเท่ากระบี่หยวนชี่ กลับกันหากใช้กับคู่บำเพ็ญ พลังที่ปลดปล่อยออกมานั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่
“น่าเสียดาย ภรรยาของข้าไม่อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นคงถ่ายพลังและใช้มันได้ ทำให้กลายเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม!”
หากผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานใช้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม มันต้องใช้พลังค่อนข้างมาก
ทว่าการขัดเกลาอาวุธใช้พลังน้อยกว่ามาก
ถึงตอนนั้นถึงจะรับประกันได้ว่าจะต่อกรกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานได้
เขาส่ายหน้า หลังซื้อของเสร็จก็กลับไปโรงเตี๊ยม
หลินไห่ถังออกไปข้างนอกเช่นกัน
สวี่หยางง่วนอยู่ในห้อง
เขาสร้างยันต์พายุหลายแผ่น เมื่อเผชิญหน้ากับขอบเขตจินตาน จะได้หลบหนีได้ทันท่วงที
ในขณะเดียวกัน ยันต์พายุก็ถูกเก็บลงเรือส่านหลิงเฟย ทำให้มันว่องไวยิ่งขึ้น
ตกเย็น หลินไห่ถังกลับมาเห็นกองวัสดุสร้างยันต์ นางถามด้วยความแปลกใจ “นึกไม่ถึงว่าสหายเต๋าสวี่จะทำยันต์ได้มากมายขนาดนี้”
“รู้ไว้ไม่เสียหาย ว่าแต่สหายเต๋าหลินหายไปไหนทั้งบ่าย ข้าไม่เห็นเจ้าเลย”
“หลังสืบข่าวก็ลือกันว่าคนของสำนักชิงหยางลงมาจากเขา ตอนนี้อยู่ชานเมืองเซียนแล้ว!”
“อืม ข้าหวังว่าเราจะหนีไปได้อย่างปลอดภัย”
สิ้นคำก็ยื่นยันต์พายุให้นาง
“สหายเต๋าหลิน ข้าให้ยันต์พายุกับเจ้าแผ่นหนึ่ง”
“ขอบใจมาก”
นางรับมาด้วยความซาบซึ้ง
เหตุที่สวี่หยางช่วยเหลือนางมากเพียงนี้ อันที่จริงเป็นเพราะเจตนาเห็นแก่ตัว
ถึงอย่างไรก็ต้องพึ่งพานางช่วยกลั่นยาสร้างรากฐานในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม หลังหลินไห่ถังรับยันต์พายุมา นางก็ไม่ได้ดูยินดีนัก กลับมองยันต์ด้วยสายตายุ่งยากก่อนถอนหายใจ “แม้ยันต์นี้จะดี น่าเสียดายที่ข้าใช้ไม่ได้”
“ทำไมเล่า”
สวี่หยางเหลียวมองนาง
นางสูดหายใจลึก “เมื่อบ่ายข้าพบกับหัวหน้าเยี่ยฉิง นางบอกว่าข้าสามารถติดตามกลุ่มออกเดินทางไปได้ แต่หากเจออันตราย ข้าต้องลงมือก่อน นางถึงกับมอบสิ่งนี้ให้ข้า…”
หลินไห่ถังยื่นมือออกมา
ในมือเล็กนุ่มนิ่มคือยันต์สีดำแผ่นหนึ่ง
อักษรจีนตัวโตสลักไว้ตรงกลาง ‘ระเบิด!’
“ยันต์ระเบิด!”
“ใช่ เป็นยันต์ระเบิดระดับสองที่ผู้บำเพ็ญใช้ทำลายตัวเอง ยันต์นี้สามารถปลดปล่อยพลังระดับสามได้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดยังเลี่ยงได้ยาก มันเป็นหนึ่งในไพ่ตายของเยี่ยฉิง”
หลินไห่ถังเอ่ยขมขื่น
สวี่หยางพลันนึกบางอย่างได้ เอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “นางอยากให้เจ้าทำลายตนเองและตายไปพร้อมกับศัตรู”
“ใช่”
น้ำตาเอ่อคลอนัยน์ตาใสของหลินไห่ถัง
ไม่มีใครต้องการฆ่าตัวตาย!!
โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญหญิงอย่างหลินไห่ถัง ซึ่งเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานและประสบความสำเร็จในเส้นทางการกลั่นยา
เรียกได้ว่าอนาคตของนางสดใส
ทว่ายามนี้เพื่อหลบหนีจากที่นี่ เยี่ยฉิงมอบภารกิจฆ่าตัวตายให้นาง
“สหายเต๋าหลินมีประโยชน์ต่อหอสังคีตสวรรค์มาก จำเป็นต้องสละชีพเพื่อหนีไปจากที่นี่เลยหรือ”
สวี่หยางถามด้วยความเสียดาย
“อืม ครั้งนี้ข้าดวงซวย เข้าขอบเขตสร้างรากฐานและเป็นศิษย์สำนักชิงหยาง เยี่ยฉิงบอกว่าให้ข้านำยันต์นี้ติดตัวและเข้าใกล้กลุ่มผู้อาวุโสสำนักชิงหยาง ระเบิดในระยะประชิดจะได้ผลดีที่สุด ข้าจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจนี้”
รอยยิ้มนางขื่นขม
หลินไห่ถังหยิบโอสถวิญญาณจากถุงเก็บของยื่นให้สวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ ข้าไม่มีเพื่อนฝูงข้างนอก มีเพียงเจ้า เจ้าเก็บโอสถนี้ไว้เพื่อสร้างรากฐาน ยังมียาที่กลั่นไว้…”
เห็นนางมอบของล้ำค่าให้ เขาก็เสียดายความเฉลียวฉลาดและความสามารถของผู้บำเพ็ญหญิงผู้นี้
“ไม่ทำไม่ได้หรือ” สวี่หยางพยายามถาม
นางส่ายหน้าแล้วชี้ศีรษะตนเอง “มีข้อจำกัดในภวังค์จิต ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร หากข้าทำแบบนั้น พวกเขาจะทำให้ข้าตายด้วยความคิดเดียว”
จุดจบคือความตายอยู่ดี
ว่ากันตามตรง แม้ความตายของนางจะไม่ข้องเกี่ยวกับเขา เขาก็ยังไม่อยากให้นางเผชิญปัญหา
อันดับแรกคือเขายอมรับสหายผู้นี้
อันดับสองคือในฐานะนักปรุงยา นางเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก
หลังครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาโพล่งบอก “สหายเต๋าหลิน หากมีหนทางที่ข้ามีโอกาสทำให้เจ้าอยู่รอดได้เล่า”
[1] สิงโตอ้าปากกว้าง เปรียบเปรยถึงข้อเรียกร้องที่มากเกินไป