ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 203 ถ้ำแห่งภูเขาซานชิง - บทที่ 204 การเปรียบเทียบภูมิหลัง
บทที่ 203 ถ้ำแห่งภูเขาซานชิง
ฟังความหมายของหลินไห่ถัง…
ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา
“แล้วข้าล่ะ?”
หลินไห่ถังพยักหน้าเล็กน้อย “ข้ากลัวจะรบกวนพวกนาง”
“เช่นนั้นพวกเราไปที่ลานบ้านกัน” สวี่หยางเสนอ
หลินไห่ถังรู้สึกเก้อเขินยิ่งกว่าเดิม “ลานบ้านนี้… เป็นที่แจ้งนะ”
“กลางแจ้งอะไรกัน นี่บ้านของเราเอง!” สวี่หยางตบไหล่หลินไห่ถังโดยไม่สนใจ “เจ้าไม่ต้องการจะรบกวนการพักผ่อนของพวกนางนี่นา”
หลินไห่ถังยังไม่ทันได้ตั้งตัว สวี่หยางก็ลากตัวนางออกมาจากที่นอนและมายังข้างนอก
ท้องฟ้าเป็นผ้าห่ม ผืนดินคือเตียง
หลินไห่ถังแทบจะทนไม่ได้กับความเย้ายวน รีบหอบร่างอันอ่อนยวบไปนอนบนโต๊ะหิน
ไม่นานนัก โต๊ะทั้งตัวก็เปียกโชก เนื่องจากท้องฟ้าโปรยปรายละอองฝน
ฝนช่างชวนให้เร้าใจจริง ๆ
สวี่หยางโอบกอดหลินไห่ถัง เงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าที่มีดวงดาวพร่างพราว
นั่นสิ คนทั้งสองแค่ชมจันทร์เท่านั้น
กำลังพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด
จิ้งจอกขนฟูตัวน้อยก็โดดขึ้นไปบนโต๊ะหิน ม่านตาแนวตั้งจ้องไปที่คนทั้งสอง
หลินไห่ถังเฝ้ามองจิ้งจอกขนฟูตัวน้อย ในใจสั่นสะท้าน สวี่หยางกลับมาแล้ว
“ไม่นะ มาอีกแล้ว”
ทันใดนั้น ขณะที่หลินไห่ถังนอนอยู่บนโต๊ะหิน เตรียมจะขึ้นสวรรค์ต่อ…
ชั่วพริบตา สวี่หยางก็ดึงตัวนางขึ้นมา
หลินไห่ถัง “…”
“อ้าว รอบ ๆ นี่…”
หลินไห่ถังแข็งค้าง!
เพราะนางพบว่า ฉากตรงหน้าเปลี่ยนไปในทันที นางเพิ่งจะออกมาพร้อมกับสวี่หยาง แล้วหลังจากเสร็จกิจ ทั้งสองก็อยู่บนโต๊ะหิน
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากเสี่ยวไป๋หูปรากฏตัว
“เสี่ยวไป๋ ต่อไปนี้ห้ามใช้ภาพลวงตาใส่ครอบครัวนะ รู้หรือไม่??”
สวี่หยางคว้าเสี่ยวไป๋หู ใช้นิ้วดีดหัวของมัน
เจ็บจนจิ้งจอกขนฟูตัวน้อยร้อง “เอ๋ง ๆ”
แล้วยังทำท่าเหมือนน้อยใจ
“เมื่อครู่ข้าโดนภาพลวงตาหรือ? แต่ว่าสองสามวันนี้ เสี่ยวไป๋หูไม่น่าจะใช้ภาพลวงตาได้นะ” หลินไห่ถังพูดอย่างแปลกใจ
เรื่องนี้เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก
จึงเรียกหนูสุ่ยหลิงมาซักถามเกี่ยวกับเสี่ยวไป๋หูว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น
เพียงครู่เดียว สวี่หยางก็เข้าใจถ่องแท้
เสี่ยวไป๋หูเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน
ทว่าทุกครั้งที่พระจันทร์เต็มดวง มันจะรู้สึกถึงพลัง และใช้พลังมายาไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อครู่ก็เพราะเห็นว่า หลินไห่ถังดูมีความสุขขณะนอนอยู่บนโต๊ะหิน มันจึงอยากให้มีความสุขยิ่งขึ้น หวังว่าจะไม่โกรธ
“อะไรกัน นั่นมันความสุขตรงไหนเล่า”
ท่านหลินไห่ถังหน้าแดงขึ้นมาแล้วก็ทำตาขวางใส่เสี่ยวไป๋หู นางคิดในใจว่า นางคงไม่ได้แสดงออกชัดเจนขนาดนั้นกระมัง
แต่จะว่าไปลีลาของสวี่หยางพัฒนามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิ้วที่ขยับพลิ้วไหวทั้งเร็วทั้งช้า ทำให้นางแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
แน่นอนว่า นางเป็นสตรีผู้สง่างาม แม้ว่าจะสบายแค่ไหนก็คงไม่ยอมรับหรอก นางต้องเก็บอาการไว้
สวี่หยางมองเจ้าเสี่ยวไป๋หูแล้วรู้สึกว่าตนยังรู้จักมันน้อยเกินไป
ตำราการเลี้ยงสัตว์วิเศษที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ อาจจะจัดว่าเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจเจ้าเสี่ยวไป๋หูได้อย่างถ่องแท้
“คราวหลังต้องหาตำราที่ลึกซึ้งกว่านี้มาอ่าน”
และแล้วภายใต้คำสั่งสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสวี่หยาง เสี่ยวไป๋หูจึงเข้าใจว่า มันไม่สามารถใช้พลังมายากับผู้อื่นโดยพลการได้
มิเช่นนั้นแล้ว มันก็จะถูกไล่ออกไป แล้วจะไม่ได้กินปลาปิ้งแสนอร่อยอีก
เสี่ยวไป๋หูรู้สึกผิด ก้มหน้าลงและถูกหนูสุ่ยหลิงจูงไปนอน
…
รุ่งสาง
ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง สวี่หยางพาภรรยาออกเดินทาง มุ่งหน้าไปสำรวจถ้ำแห่งแรก
สถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองเซียน ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย
ทว่าบริเวณถ้ำมีผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานอาศัยอยู่
ถึงแม้สวี่หยางจะไม่หวาดกลัวอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องยุ่งยาก ดังนั้นจึงผละไปถ้ำต่อไป
ถ้ำที่สองอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่ดี เมืองบนเกาะก็มีการค้าขายที่ดี แต่เส้นชีพจรวิญญาณอยู่แค่ระดับสองขั้นกลางเท่านั้น
ถ้ำแห่งที่สามก็เป็นเกาะเช่นกัน อยู่ห่างไปทางทิศใต้ของเมืองเซียนชิงหนิวสามพันลี้ เรียกว่า เกาะสามภูเขา
ที่นี่มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นสูง มีภูเขาสามลูก ซึ่งสามารถใช้เป็นถ้ำได้ทั้งหมด
ที่ตีนเขาคือเมืองซานชิง มีประชากรมากกว่าสี่แสนคน การค้าเจริญรุ่งเรือง
และที่นี่มีปราณที่เหมาะสม ในช่วงฤดูหนาว ผิวน้ำทะเลก็ไม่เป็นน้ำแข็ง
ไม่เพียงแค่สวี่หยางเท่านั้น เหล่าภรรยาก็ชื่นชอบที่นี่
บนเกาะสามภูเขานี้ ภูเขาทางด้านซ้ายและขวามีผู้บำเพ็ญมนุษย์จับจองแล้ว
ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีอายุมากแล้ว ทั้งยังมีทักษะในการหลอมอาวุธ
อีกคนหนึ่งเป็นปรมาจารย์ค่ายกล
ทั้งสองล้วนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
สวี่หยางพบหยาเหรินที่นี่ หลังให้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็ถามเกี่ยวกับภูมิหลังของทั้งสอง
หยาเหรินรับหินวิญญาณไปยี่สิบก้อน จึงเล่าเรื่องราวอย่างนอบน้อม
“ผู้อาวุโสเป็นนักหลอมอาวุธนามอวี๋หมิ่นหง เขาอยู่ที่นี่มานานกว่าสามสิบปีแล้ว”
“ส่วนปรมาจารย์ค่ายกลนามหนิงเฟยอยู่ที่นี่เพียงสิบปี ทั้งสองทำงานกับพ่อค้าในเมืองเซียนชิงหนิว”
“เดิมทีอวี๋หมิ่นหงเป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระ ภูมิหลังสะอาด ชำนาญในการสร้างอาวุธ เป็นคนใจกว้าง จึงได้รับความเคารพนับถืออย่างมาก”
“ส่วนหนิงเฟยเป็นผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหนิง ตระกูลนี้ค่อนข้างไกลจากที่นี่ เพื่อบรรลุขอบเขตจินตาน หนิงเฟยจึงมาเปิดร้านที่นี่ ภูมิหลังสะอาด ชาติกำเนิดดี เพียงแต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร” สวี่หยางถาม
หยาเหรินหัวเราะ “ผู้อาวุโส หากเจ้าจะตัดสินใจข้าว่าให้รีบทำเถิด เพราะข้าได้ยินมาว่าหนิงเฟยกำลังจะแนะนำให้ญาติของเขาคนหนึ่งมาเช่าถ้ำตรงกลาง”
“อ้อ มีคู่แข่งแล้วหรือ”
“ใช่ หากผู้อาวุโสจะเช่าที่นี่คงไม่ง่ายนัก เพราะเมืองเซียนชิงหนิวมีกฎว่าหากเช่าถ้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าบริเวณใกล้เคียงจะยังคงสงบสุข จะไม่มีการต่อสู้หรือสร้างความเสียหายให้เมือง ดังนั้นการเช่าจะต้องได้รับความยินยอมจากเพื่อนบ้านเสียก่อน หากไม่ยินยอม ก็ต้องให้เมืองเซียนช่วยไกล่เกลี่ย และนั่นต้องมีค่าใช้จ่าย”
หยาเหรินตอบอย่างจริงจัง
เหล่าภรรยาทั้งหลายได้ยินแล้วต่างก็ขมวดคิ้ว
ไม่นึกว่าการหาถ้ำเช่าจะยุ่งยากถึงเพียงนี้
สวี่หยางกล่าว “หากหนิงเฟยอยากให้ญาติเข้ามา แน่นอนว่าจะต้องไม่ยินยอมแน่”
“ข้าขอบอกตามตรงว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้อาวุโสหลายคนอยากเช่าที่แห่งนี้ แต่ถูกหนิงเฟยขัดขวาง”
“ฮึ่ม!” สวี่หยางพยักหน้า คิดในใจว่าหากไม่ได้จริง ๆ คงต้องจ่ายสินบน
โลกเซียนก็เหมือนกับโลกมนุษย์ เงินสามารถใช้จ้างผีให้ทำงานได้
ต่อมาได้รู้จากหยาเหรินว่าปลายเดือนนี้หนิงเฟยและอวี๋หมิ่นหงจะนัดพบผู้ที่ต้องการเช่าถ้ำพร้อมกัน สวี่หยางสามารถไปที่นั่นได้
สวี่หยางจดวันที่แล้วพาภรรยาจากไป
หลังจากเที่ยวชมเกาะครู่หนึ่ง สวี่หยางยิ่งมองยิ่งชอบที่นี่
แม้การค้าจะสู้เมืองเซียนชิงหนิวไม่ได้ ทว่าก็ไม่ได้แตกต่างจากเมืองเซียนแห่งสำนักชิงหยางมากนัก
เดินเล่นจนกระทั่งเย็น ครอบครัวจึงเดินทางกลับ
ยึดถือหลักการที่ว่ายิ่งดูหลายที่ยิ่งดี
ช่วงครึ่งเดือนถัดมาสวี่หยางได้สำรวจเส้นชีพจรวิญญาณ ลานฝึกตนหลายแห่ง รวมถึงลานฝึกตนระดับสาม
น่าเสียดายที่ลานฝึกตนระดับสามเหล่านั้นล้วนมีกองกำลังขอบเขตจินตานเป็นเพื่อนบ้าน
เมื่อพิจารณาถึงความลับของตน หากเป็นเพื่อนบ้านกับคนเหล่านี้แล้วพวกเขาเกิดคิดร้ายขึ้นมา คงยากจะป้องกัน
ยึดหลักความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง สวี่หยางจึงยอมแพ้
ยังมีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นสูงซึ่งราคาไม่แพงมาก เพียงแต่อยู่ห่างไกล ไม่มีกองกำลังหรือตลาดอยู่ใกล้ ๆ เลย
สวี่หยางต้องการเช่าสถานที่สำหรับตั้งร้าน ขายพืชวิญญาณ ยันต์ รวมถึงยา
เพราะอย่างไรหลินไห่ถังก็เป็นถึงนักปรุงยา ไม่มีทางที่จะไม่ขายยาในอนาคต
หากร้านอยู่ไกลชุมชนย่อมเท่ากับไม่มีลูกค้าเหลียวแล
ช่วงปลายเดือน
คนในครอบครัวตกลงกันว่า ต้องได้ถ้ำบนยอดเขาซานชิงมาให้ได้!!
…
วันนี้เป็นวันที่ปรมาจารย์ทั้งสองของถ้ำบนยอดเขาซานชิงจะมาตรวจสอบผู้เช่า
สวี่หยางพาภรรยามาถึงเกาะซานชิงตั้งแต่เช้า
เมื่อมองดูยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอก สวี่หยางสามารถสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของปราณวิญญาณที่นั่นได้
ให้บรรดาภรรยารออยู่ที่นี่ สวี่หยางจะเดินทางไปคนเดียว โดยมีหยาเหรินนำทางฝ่าหมอกมัวมายังยอดเขาทางซ้าย
ยอดเขาทางซ้ายเป็นถ้ำของหนิงเฟยปรมาจารย์ค่ายกล
ในอดีตที่ผ่านมา
สวี่หยางสังเกตเห็นว่ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนไพล่มือโบยบินไปทางนั้นเช่นกัน
“คู่แข่งมีตั้งสิบกว่าคนเชียว”
สวี่หยางอึ้งไปชั่วขณะ
คู่แข่งบางคนดูสนิทสนมมาก พวกเขาเดินตรงมาหาสวี่หยางเพื่อทำความรู้จักและสืบข่าว
“สหายเต๋า ข้าชื่อซ่งเหลียน นักปรุงยาระดับสอง ไม่ทราบว่าสหายเต๋าชื่ออันใด” ผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งที่มีเคราแพะเล็ก ๆ เดินเข้ามาทักทาย
“ข้า สวี่หยาง ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสาม และนักสร้างยันต์ระดับสอง” สวี่หยางตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“โอ้ สองอาชีพเลยเหรอ เก่งมาก”
ระหว่างที่พูด ผู้บำเพ็ญมนุษย์รอบ ๆ หรี่ตามองมา พยายามคาดคะเนพลังปราณของสวี่หยาง
ถ้ำฝึกตนแห่งนี้มีความสำคัญมากสำหรับพวกเขา
ถ้ำที่ดี ไม่เพียงปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การฝึกฝนสำเร็จผลเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง
ประเด็นสำคัญคือ ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการทำธุรกิจ
ถึงตอนนั้น เมื่อเงินทองไหลมาเทมา ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อสู้เพื่อหาทรัพยากรในการฝึกฝน!!
ในระหว่างที่พูด
สวี่หยางแผ่จิตเทวะ เพื่อหยั่งปราณของคนเหล่านี้
คนที่ชื่อซ่งเหลียนมีความสามารถพอตัว แม้ว่าปราณจะอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง แต่กลับมั่นคงและสามารถรับรู้ได้แวบหนึ่งว่าอีกฝ่ายก็ปลดปล่อยจิตเทวะออกมาเช่นกัน
เนื่องจากจิตเทวะของสวี่หยางอยู่ในขอบเขตจินตาน ซ่งเหลียนจึงไม่สามารถรับรู้ถึงจิตเทวะของเขาได้
“จิตเทวะของเขาคงจะอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย ถือว่าไม่เลว”
สวี่หยางครุ่นคิดอยู่ในใจ
ยังมีชายร่างกำยำใหญ่โตอีกคนที่รูปร่างกำยำคล้ายหมี ชายผู้นี้อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
เขาแนะนำตัวกับผู้อื่นว่าชื่อ ต้วนสยง จริง ๆ แล้วเขาเป็นหมอ เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช
“คงไม่ใช่หมอเถื่อนหรอกนะ”
สวี่หยางพึมพำอยู่ในใจ
ยากที่จะจินตนาการว่าคนที่มีร่างกายกำยำขนาดนี้จะเป็นหมอ
“ท่านทั้งหลาย ได้โปรดเห็นแก่หน้าข้า ต้วนสยง ผู้นี้ด้วยเถอะ อย่ามาแย่งกับข้าเลย ข้าสัญญาว่าหากเจ้ามาพบข้าต้วนสยง ข้าจะรักษาให้เจ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสามครั้ง”
ต้วนสยงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
หญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายพูดอย่างเหยียดหยาม “มาหาเจ้าเพื่อรักษาหรือ เกรงว่าจะมีเรื่องมากกว่าน่ะสิ”
“อ้อ แม่นาง ข้าเห็นว่าปราณวิญญาณของเจ้าก็ไม่ค่อยดีนัก เคยได้รับบาดเจ็บละสิ ร่างกายก็ไม่ค่อยดี เวลามีอะไรกับสามีก็คงจะทำได้ไม่เต็มที่ใช่หรือไม่”
ต้วนสยงพูดออกมาตรง ๆ
“เจ้า…”
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เพราะสิ่งที่ต้วนสยงพูดนั้น… ล้วนเป็นความจริงทั้งหมด!!
หมายความว่าอย่างไรกัน
“ฮึ ข้า ต้วนสยง อาจมิได้รูปโฉมงดงามในสายตาพวกเจ้า แต่หากกล่าวถึงฝีมือหมอ ข้าก็มีความมั่นใจมิใช่น้อย”
ชายวัยกลางคนส่ายหัวแล้วกล่าว “ข้าเป็นนักสร้างยันต์ ผู้ใดหลีกทางให้ข้าจะมอบยันต์ระดับหนึ่งให้โดยไม่คิดเงินสักแดง”
“ระดับหนึ่ง แล้วจะให้ข้าเอาไปทำอะไร ข้าเป็นนักปรุงยา…”
“หยุด! อย่าเถียงกันอีกเลย ท่านทั้งหลายลืมแล้วหรือว่าคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเราคือญาติผู้น้องของหนิงเฟยผู้เดียวเท่านั้น!!” หญิงสาวผู้หนึ่งหัวเราะเยาะกล่าว
บทที่ 204 การเปรียบเทียบภูมิหลัง
หลังได้รับคำอธิบายจากผู้บำเพ็ญหญิงผู้นี้ ทุกคนก็เพิ่งเข้าใจ
“เมื่อหนิงเฟยมีตัวเลือกอยู่แล้ว เหตุใดจึงให้พวกเราเข้าพบเล่า? มิใช่จักเป็นการเสียเวลาของพวกเราหรือ?”
ต้วนสยงส่งเสียง ‘หึ’ อย่างไม่พอใจ
“อีกยอดเขาหนึ่ง อวี๋หมิ่นหงเป็นผู้เสนอ หนิงเฟยต้องการหนุนหลังญาติผู้น้องให้เช่าที่แห่งนี้ แต่หากไม่ได้ผลประโยชน์มากพอ อวี๋หมิ่นหงก็คงไม่เต็มใจ”
“ถูกต้อง โดยทั่วไปแล้ว สถานที่เช่นนี้การจะหาผู้บำเพ็ญมนุษย์หรือผู้มีฝีมือมาดูแล นับเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะสามารถกระตุ้นการค้าของเมืองและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายได้ ญาติผู้น้องของหนิงเฟยนั้นแม้จะเป็นนักวาดยันต์ แต่ฝีมือก็อยู่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นการค้าในที่แห่งนี้ได้”
ผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายต่อว่า
“จะกังวลเช่นนั้นไปไย รอการแข่งขันอย่างเป็นธรรมดีกว่า”
ซ่งเหลียนลูบเครายาวของตนด้วยรอยยิ้ม
แท้จริงแล้วเขาคือนักปรุงยา
ในบรรดาช่างฝีมือทั้งหลายของผู้บำเพ็ญเซียน นักปรุงยาเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และเขาก็บรรลุถึงระดับสองแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงมั่นใจว่าตนจะเข้าตาอวี๋หมิ่นหงได้
ส่วนหนิงเฟยเองก็แค่ให้ผลประโยชน์แก่เขาเพิ่มขึ้นไปอีก
เมื่อมองดูผู้คนที่มีความมั่นใจเหล่านั้น สวี่หยางได้แต่ถอนหายใจ
ตอนนี้เขาเริ่มคิดแล้วว่าการจะได้เช่าสถานที่แห่งนี้คงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่างน้อยหากดูจากการทดสอบนี้ก็คงไม่อาจเข้าตายอดฝีมือทั้งสองได้เป็นแน่
เว้นเสียแต่… เขาจะได้ค่าตอบแทนจากหอการค้าหงไห่เพื่อที่เขาจะได้เช่าที่นี่ สวี่หยางครุ่นคิดในใจ
แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นยากยิ่งนัก เขาต้องออกไปผจญภัยและทำภารกิจให้สำเร็จจึงจะได้
ด้วยความที่เขาเองนั้นสับสน จึงได้มาเยือนที่เขาทางด้านซ้ายแห่งนี้
ทว่าทางเข้ากลับมีค่ายกลขวางไม่ให้ทุกคนเดินต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีหญิงสาวผู้บำเพ็ญรูปร่างอ้อนแอ้น ผิวพรรณผุดผ่อง มีเสน่ห์เย้ายวน ย่างกรายเข้ามาต้อนรับ
นางอยู่ในขอบเขตการกลั่นลมปราณระดับเจ็ดเท่านั้น เห็นได้ชัดว่านางกำลังดูแลที่นี่อยู่
เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสิบสี่อยู่ตรงหน้า ผู้บำเพ็ญหญิงจึงก้มตัวโค้งคำนับ “ทุกท่าน ข้าน้อยชื่อเสิ่นปิง เป็นผู้ดูแลค่ายกลของถ้ำทั้งสามบนภูเขาซานชิง ข้าน้อยจะเปิดค่ายกลให้กับพวกท่าน ณ บัดนี้…”
แท้จริงแล้วก็คือคนเฝ้าประตูคนหนึ่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์พยักหน้า เมื่อค่ายกลเปิดออก เสิ่นปิงจึงกล่าวต่อ “ทุกท่าน ผู้อาวุโสอวี้และผู้อาวุโสหนิงอยู่ที่ยอดเขาทางด้านซ้าย โปรดอย่าหลงทางไป…”
นางยังกล่าวไม่จบ เหล่าผู้บำเพ็ญมุนษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสิบสามคนก็พากันทะยานออกไป หลงเหลือเพียงกลุ่มควันจาง ๆ ไม่มีผู้ใดสนใจนางเลย
สิ่งนี้ทำให้เกิดรอยยิ้มขมขื่นขึ้นบนใบหน้าของนาง ด้วยวิชายุทธ์อันต่ำต้อยของนาง ถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่เฝ้าประตูอยู่ที่นี่ แต่ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ก็มิได้เห็นนางอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในขณะที่หัวใจกำลังขมขื่น นางก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอายุยังน้อยคนหนึ่งยังคงอยู่ ไม่ได้ตามผู้คนเหล่านั้นไป แต่เขากลับเดินตรงมาหานาง
“สวัสดีหญิงงามท่านนี้…” สวี่หยางยิ้มละไม ยื่นถุงผ้าใบเล็กให้โดยไม่มีใครทันสังเกต มองดูแล้วน่าจะบรรจุของมีน้ำหนักอยู่ข้างใน
“นี่คือ…”
“ของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้างในนี้มีหินวิญญาณร้อยก้อน”
สวี่หยางยังคงยิ้มละไมเหลือบมองไปรอบ ๆ อย่างแนบเนียน
ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจที่นี่ ผู้บำเพ็ญมนุษย์กลุ่มแรกได้จากไปไกลแล้ว
“สหายเต๋าท่านนี้ มีความประสงค์ใดหรือ”
เสิ่นปิงไม่กล้ารับของ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าปรารถนาจะเข้าครอบครองถ้ำแห่งนี้ จึงอยากซักถามเจ้าสักสองสามประการ” สวี่หยางอธิบายโดยตรง “มิทราบว่าผู้อาวุโสอวี๋มีข้อกำหนดเจาะจงประการใด และหนิงเฟย ท่านผู้นั้นปรารถนาที่จะสนับสนุนญาติให้เช่าที่นี่จริงหรือไม่”
เสิ่นปิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับถุงผ้าใบนั้นมา
รอยยิ้มของสวี่หยางยิ่งฉายชัด
เนื่องจากเสิ่นปิงยอมรับของกำนัล นั่นย่อมหมายความว่านางจะต้องบอกเล่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน
“ข้าจะบอกเล่าให้ท่านทราบ แต่หวังว่าท่านจะมิเอาไปพูดในทางอื่น”
“เรื่องนี้วางใจได้”
“แท้จริงแล้วผู้อาวุโสอวี๋ไม่ค่อยพอใจที่ท่านหนิงเฟยรับญาติเข้ามา เนื่องจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ที่นี่แล้ว ผู้อาวุโสอวี๋จึงได้เสนอให้รวบรวมผู้คนเพื่อจัดการแข่งขันและหาเจ้าสำนักของถ้ำแห่งนี้! ผู้อาวุโสอวี๋ต้องการหาผู้เชี่ยวชาญด้านการวาดยันต์หรือนักปรุงยา และท่านยังชื่นชอบผู้ที่มีภูมิหลังอีกด้วย เพื่อว่าที่นี่จะไม่ถูกโจรสลัดจับจ้อง”
เสิ่นปิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อไป “สำหรับส่วนของท่านหนิงเฟย ท่านผู้นั้นยืนกรานที่จะสนับสนุนญาติของตนเอง โดยได้เข้าหารือกับผู้อาวุโสอวี๋หลายครั้ง ในส่วนของท่านผู้นั้น ยากที่ท่านจะโน้มน้าวได้”
ได้ยินเช่นนั้น สวี่หยางจึงมีความคิดหนึ่งขึ้นมา
เช่นนั้น ทางด้านของอวี๋หมิ่นหงก็มีโอกาสก้าวข้ามแล้ว เพราะว่าเขาเป็นนักวาดยันต์ และภรรยาของเขาก็เป็นนักปรุงยา
ส่วนเรื่องภูมิหลังของเขา หวงเสี่ยวเหมยไม่ใช่ภูมิหลังของเขาหรอกหรือ
หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว สวี่หยางก็จากไป
……
พาคนเข้าไปในโถงใหญ่ของยอดเขาซ้าย
ทั้งหนิงเฟยและอวี๋หมิ่งหงนั่งรออยู่ที่นี่แล้ว
หนิงเฟยสวมเสื้อคลุมตัวยาว หน้าผากกว้าง ดวงตาล้ำลึก กลิ่นอายเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด
ด้านข้างคืออวี๋หมิ่นหง เขามีผมสีดอกเลา พลังปราณแข็งแกร่งมาก มองอย่างไรก็มีแต่เพียงความน่าเกรงขามเท่านั้น
“สหายหนิง ผู้อาวุโสอวี๋ ข้าชื่อต้วนสยง พูดถึงอาจารย์ของข้า เขาเคยพบท่านทั้งสองมาก่อนและเคยช่วยชีวิตท่านทั้งสองด้วย”
ต้วนสยงเดินเข้ามาแล้วทักทายอย่างเป็นกันเอง
“ต้วนสยง อาจารย์ของเจ้าสบายดีอยู่หรือ” อวี๋หมิ่นหงตอบอย่างยิ้มแย้ม แล้วเชิญให้ทุกคนนั่ง
หลังจากนั้น สาวใช้ก็เดินออกมาเติมชาให้กับแขกทั้งหลาย
“ท่านอายุมากแล้ว ขณะนี้ก็อยู่ในสำนัก ไม่สนใจเรื่องภายนอก ข้ากำลังวางแผนเข้าสู่ขอบเขตจินตาน จึงใคร่อยากเช่าถ้ำแห่งนี้เพื่อฝึกตน หวังว่าจะเห็นแก่หน้าอาจารย์ข้า ทั้งสองท่านช่วยอำนวยความสะดวกด้วยเถอะ ข้ารับรองว่าในภายภาคหน้าหากทั้งสองท่านเจ็บไข้ ข้าจะรักษาให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน”
ต้วนสยงตบหน้าอกแล้วกล่าวขึ้นด้วยพลังปราณอันเต็มเปี่ยม
หนิงเฟยส่ายหน้าปฏิเสธโดยตรง “หมอนั้นไม่ค่อยเข้ากับแนวทางบนยอดเขาของเรา ขออภัยด้วย”
อวี๋หมิ่นหงเองก็ไม่ชอบอาชีพหมอเท่าใดนัก
ถึงจะดูสนิทสนมกับต้วนสยง แต่แท้จริงแล้วเขาก็แค่กำลังรับมือคนคนหนึ่งเท่านั้น พูดคุยกันสองสามประโยค อวี๋หมิงหงก็บอกว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน
ในเรื่องนี้
สวี่หยางก็สามารถทำความเข้าใจได้
อาชีพหมอน่ะสร้างศัตรูได้ง่ายแท้!
รักษาหายคนไข้ก็ดีใจ แต่ศัตรูของคนไข้ไม่ชอบ
รักษาไม่หายญาติคนไข้ก็ไม่ชอบ
นี่แหละคือปัญหาของหมอ
หมอเองก็มีเรื่องยุ่งยากมากมาย บางครั้งก็ต้องให้คนไข้พักผ่อนในถ้ำ ถ้าคนไข้บางคนดึงดูดความยุ่งยากมาจนเกิดเป็นปัญหาใหญ่เล่า
ไม่มีใครชอบให้มีระเบิดเวลาอยู่ในสถานที่บำเพ็ญตนหรอก
“ช่างเถอะ ๆ ต่อไปพวกท่านจะไม่มีโอกาสมาหาข้าอีกแล้ว” ต้วนสยงไม่ต้องการเสียเวลาจึงแค่นเสียงเย็นใส่แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
จากนั้นซ่งเหลียนจึงออกมาแนะนำตนเอง
“อ้อ นักปรุงยาระดับสอง”
อวี๋หมิ่นหงรู้สึกพอใจ
ซ่งเหลียนยิ้มน้อย ๆ พลางขยับปากพึมพำส่งข้อความให้แก่อวี๋หมิ่นหงและหนิงเฟย
การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ สวี่หยางสังเกตเห็น เขาสันนิษฐานว่าซ่งเหลียนอาจมีผลประโยชน์บางอย่างให้สองคนนั้น
อวี๋หมิ่นหงลูบเคราแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าว่าสหายเต๋าซ่งไม่เลว”
หนิงเฟยขมวดคิ้วไม่ปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “ดูไปก่อน”
มีอีกไม่กี่คนที่แนะนำตนเอง ในระหว่างนั้นพวกเขาก็แอบส่งเสียงยื่นผลประโยชน์บางอย่างแก่ทั้งสอง
แต่ไม่มีใครถูกใจพวกเขา
ในที่สุด สวี่หยางก็ออกมา
“ข้าสวี่หยาง ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสาม นักวาดยันต์ระดับสอง และภรรยาข้าก็เป็นนักวาดยันต์ระดับสอง ภรรยาผู้หนึ่งเป็นนักปรุงยา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน และภรรยาอีกคนก็อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานเช่นกัน…”
ทุกคน “…”
โอ้ ภรรยาของชายผู้นี้ช่างเก่งยิ่งนัก
คนอื่น ๆ มีคู่บำเพ็ญอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานเพียงคนเดียวก็ดีใจจนตัวลอยแล้ว
เขาโชคดีจริง ๆ มีภรรยามากมายขนาดนี้
มิหนำซ้ำเหล่าภรรยาของเขายังเก่งกาจเช่นนี้
อิจฉา… อิจฉา…
หลังจากสวี่หยางพูดจบทางฝั่งของอวี๋หมิ่งหงก็ใจเต้น
เดิมทีเขาอยากได้นักวาดยันต์หรือนักปรุงยา
และสวี่หยางผู้นี้ก็ตอบโจทย์ทั้งสองอย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของเขาสองคนก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับที่แห่งนี้
สถานที่แห่งนี้ของพวกเขาตั้งอยู่บนเกาะ จึงอาจเผชิญกับการโจมตีของโจรสลัดได้ตลอดเวลา
การมีผู้บำเพ็ญในขอบเขตสร้างรากฐานมากกว่าหนึ่งคนประจำการอยู่ จะช่วยรับรองความปลอดภัยได้
สวี่หยางลอบส่งกระแสจิต โดยเสนอต่ออวี๋หมิ่นหงว่าเขาสามารถมอบยันต์ขั้นสูงระดับหนึ่งห้าใบเป็นสิ่งตอบแทน
เขายังได้กล่าวเช่นเดียวกันนี้กับหนิงเฟยด้วย
น่าเสียดายที่หนิงเฟยสีหน้าไม่เปลี่ยน
แต่อวี๋หมิ่งหงกลับมีสีหน้าครุ่นคิดแล้วหันมายิ้มให้สวี่หยาง
กิริยาท่าทางของอวี๋หมิ่นหงถูกซ่งเหลียนจับสังเกตได้อย่างเฉียบแหลม ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่สวี่หยาง
เขาไม่คาดคิดว่าสวี่หยางที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นผู้นี้จะกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
มีภรรยาหลายคนเช่นนี้ และแต่ละนางล้วนมีฝีมือดีเลิศด้วย!!
เจ้าหนุ่มคนนี้ ที่แท้มีดีอะไรกันหนอถึงมีภรรยาที่ยอดเยี่ยมเช่นนั้นมากมาย?
ซ่งเหลียนรู้สึกว่าอย่างนี้ไม่ดี จึงพูดกับอวี๋หมิ่นหงทันทีว่า “ท่านอวี๋ ข้ามีทักษะการกลั่นยาที่มีโอกาสสำเร็จสูง และที่สำคัญคือข้ายังมีนักปรุงยาเป็นสหายอีกหลายคน”
นักปรุงยานั้นเป็นชนชั้นที่ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้คบหาด้วย
จากตรงนี้ จะเห็นได้ว่าภูมิหลังของซ่งเหลียนก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
ในยามนี้ บางคนรู้สึกว่าพวกเขาแข่งขันต่อไม่ไหวแล้ว จึงพากันแยกย้าย
ซ่งเหลียนหันกลับมามองสวี่หยางแล้วหัวเราะ “สหายเต๋าสวี่ มีภรรยามากมายเช่นนี้ แต่ไม่ทราบว่านอกจากภรรยาน้อยแล้ว ท่านยังมีสหายมากมายด้วยหรือไม่?”
เปรียบเทียบจำนวนเพื่อนกับข้าหรือ
สวี่หยางหัวเราะ
หยิบเอาซองจดหมายออกมา
จดหมายที่อยู่ในซองถูกสวี่หยางหยิบออกมาแล้ว ทันใดนั้นผู้คนทั้งหลายก็พากันตื่นตะลึง!!
“นี่มัน… ซองจดหมายของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีงั้นหรือ?”
ซองจดหมายของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีทำจากกระดาษวิเศษชั้นดี มีค่ายกลป้องกันการสอดแนมและค่ายกลเผาไหม้หลังจากที่อ่านแล้ว
เมื่ออ่านจดหมายข้างในจบแล้ว มันจะเผาทำลายตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นขโมยไป
ดังนั้นซองจดหมายประเภทนี้จึงปลอมแปลงไม่ได้
และอวี๋หมิ่นหงก็จำได้แต่แวบแรก
ก่อนหน้านี้ สวี่หยางได้ส่งจดหมายถึงหวงเสี่ยวเหมยหลังจากที่เขามาเช่าบ้านที่นี่ ไม่นานหวงเสี่ยวเหมยก็ส่งจดหมายตอบกลับ จึงได้เป็นซองจดหมายฉบับนี้มา
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเร่ร่อน จะมีซองจดหมายของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีได้อย่างไร?”
ซ่งเหลียนตะโกนโต้แย้ง
สวี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “ศิษย์สายในของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี อืม ลำดับราว ๆ ยี่สิบนิด ๆ กระมัง เป็นสหายที่สนิทของข้า เมื่อไม่นานมานี้ ข้ายังได้ออกล่าอสรพิษนาวาร่วมกับนางที่นั่นด้วย”
ในเวลานี้ แม้แต่หนิงเฟยที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกก็อดที่จะมองสวี่หยางมากกว่าหนึ่งครั้งไม่ได้
สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี เป็นเสมือนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในที่แห่งนี้
เหล่าลูกศิษย์ในสำนักแห่งนั้นต่างหยิ่งผยอง ใครเล่าจะกล้าไปยุ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิษย์สายใน…
อวี๋หมิ่นหงยิ่งดีใจหนัก คว้าเอาซองจดหมายมาตรวจสอบ แล้วพูดว่า “เป็นซองจดหมายสำหรับศิษย์สายในโดยเฉพาะจริง ๆ สหายเต๋าสวี่ มิคาดคิดว่าเจ้าจะมีสหายเช่นนี้!”
ซ่งเหลียนขมวดคิ้วพูดว่า “ลำดับที่ยี่สิบกว่า ๆ นี่มิใช่หมายความว่า ช่วงนี้จะต้องแข่งขันเพื่อเป็นศิษย์สายตรงหรอกหรือ?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งกล่าวว่า “ได้ยินมาว่า สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีเพิ่งให้เหล่าลูกศิษย์แข่งขันเพื่อเป็นศิษย์สายตรงจริง ๆ โดยคัดเลือกจากเหล่าศิษย์สายในจำนวนสองคน”
“จากศิษย์นับหมื่นภายในสำนัก คัดเลือกเหลือเพียงสองคน”
มีคนสูดลมหายใจเย็น ๆ
สวี่หยางหัวเราะโดยไม่พูดอะไร แต่ภายในใจกลับประหลาดใจอย่างมาก
คิดไม่ถึงว่าชื่อเสียงของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีจะใช้การได้ผลเช่นนี้!
เวลานี้ซ่งเหลียนก้าวออกมา คำพูดของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนเมื่อมองไปที่สวี่หยาง จากนั้นพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “สหายเต๋าสวี่เหมาะสมกับถ้ำแห่งนี้มากกว่าข้า”
เขาได้สละสิทธิ์ของตนเองโดยไม่ลังเล
เรื่องราวดูเหมือนจะกระจ่างชัดแล้ว
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์คนอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองไม่อาจแข่งขันได้ จึงแสดงความจำนงขอถอนตัว
เดิมทีพวกเขาคิดว่าโอกาสที่จะได้เช่าที่นี่มีสูงมาก
ทว่าหนิงเฟยยังคงไม่ยอมเปิดปากตกลง
ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น มองออกไปด้านนอก แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ญาติผู้น้องของข้ามาแล้ว”
ญาติผู้น้องที่เขาว่า ก็คือบุคคลที่ต้องการเช่าถ้ำแห่งนี้เช่นกัน
บทที่ 204 การเปรียบเทียบภูมิหลัง
หลังได้รับคำอธิบายจากผู้บำเพ็ญหญิงผู้นี้ ทุกคนก็เพิ่งเข้าใจ
“เมื่อหนิงเฟยมีตัวเลือกอยู่แล้ว เหตุใดจึงให้พวกเราเข้าพบเล่า? มิใช่จักเป็นการเสียเวลาของพวกเราหรือ?”
ต้วนสยงส่งเสียง ‘หึ’ อย่างไม่พอใจ
“อีกยอดเขาหนึ่ง อวี๋หมิ่นหงเป็นผู้เสนอ หนิงเฟยต้องการหนุนหลังญาติผู้น้องให้เช่าที่แห่งนี้ แต่หากไม่ได้ผลประโยชน์มากพอ อวี๋หมิ่นหงก็คงไม่เต็มใจ”
“ถูกต้อง โดยทั่วไปแล้ว สถานที่เช่นนี้การจะหาผู้บำเพ็ญมนุษย์หรือผู้มีฝีมือมาดูแล นับเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะสามารถกระตุ้นการค้าของเมืองและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายได้ ญาติผู้น้องของหนิงเฟยนั้นแม้จะเป็นนักวาดยันต์ แต่ฝีมือก็อยู่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นการค้าในที่แห่งนี้ได้”
ผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายต่อว่า
“จะกังวลเช่นนั้นไปไย รอการแข่งขันอย่างเป็นธรรมดีกว่า”
ซ่งเหลียนลูบเครายาวของตนด้วยรอยยิ้ม
แท้จริงแล้วเขาคือนักปรุงยา
ในบรรดาช่างฝีมือทั้งหลายของผู้บำเพ็ญเซียน นักปรุงยาเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และเขาก็บรรลุถึงระดับสองแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงมั่นใจว่าตนจะเข้าตาอวี๋หมิ่นหงได้
ส่วนหนิงเฟยเองก็แค่ให้ผลประโยชน์แก่เขาเพิ่มขึ้นไปอีก
เมื่อมองดูผู้คนที่มีความมั่นใจเหล่านั้น สวี่หยางได้แต่ถอนหายใจ
ตอนนี้เขาเริ่มคิดแล้วว่าการจะได้เช่าสถานที่แห่งนี้คงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่างน้อยหากดูจากการทดสอบนี้ก็คงไม่อาจเข้าตายอดฝีมือทั้งสองได้เป็นแน่
เว้นเสียแต่… เขาจะได้ค่าตอบแทนจากหอการค้าหงไห่เพื่อที่เขาจะได้เช่าที่นี่ สวี่หยางครุ่นคิดในใจ
แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นยากยิ่งนัก เขาต้องออกไปผจญภัยและทำภารกิจให้สำเร็จจึงจะได้
ด้วยความที่เขาเองนั้นสับสน จึงได้มาเยือนที่เขาทางด้านซ้ายแห่งนี้
ทว่าทางเข้ากลับมีค่ายกลขวางไม่ให้ทุกคนเดินต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีหญิงสาวผู้บำเพ็ญรูปร่างอ้อนแอ้น ผิวพรรณผุดผ่อง มีเสน่ห์เย้ายวน ย่างกรายเข้ามาต้อนรับ
นางอยู่ในขอบเขตการกลั่นลมปราณระดับเจ็ดเท่านั้น เห็นได้ชัดว่านางกำลังดูแลที่นี่อยู่
เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสิบสี่อยู่ตรงหน้า ผู้บำเพ็ญหญิงจึงก้มตัวโค้งคำนับ “ทุกท่าน ข้าน้อยชื่อเสิ่นปิง เป็นผู้ดูแลค่ายกลของถ้ำทั้งสามบนภูเขาซานชิง ข้าน้อยจะเปิดค่ายกลให้กับพวกท่าน ณ บัดนี้…”
แท้จริงแล้วก็คือคนเฝ้าประตูคนหนึ่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์พยักหน้า เมื่อค่ายกลเปิดออก เสิ่นปิงจึงกล่าวต่อ “ทุกท่าน ผู้อาวุโสอวี้และผู้อาวุโสหนิงอยู่ที่ยอดเขาทางด้านซ้าย โปรดอย่าหลงทางไป…”
นางยังกล่าวไม่จบ เหล่าผู้บำเพ็ญมุนษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสิบสามคนก็พากันทะยานออกไป หลงเหลือเพียงกลุ่มควันจาง ๆ ไม่มีผู้ใดสนใจนางเลย
สิ่งนี้ทำให้เกิดรอยยิ้มขมขื่นขึ้นบนใบหน้าของนาง ด้วยวิชายุทธ์อันต่ำต้อยของนาง ถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่เฝ้าประตูอยู่ที่นี่ แต่ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ก็มิได้เห็นนางอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในขณะที่หัวใจกำลังขมขื่น นางก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอายุยังน้อยคนหนึ่งยังคงอยู่ ไม่ได้ตามผู้คนเหล่านั้นไป แต่เขากลับเดินตรงมาหานาง
“สวัสดีหญิงงามท่านนี้…” สวี่หยางยิ้มละไม ยื่นถุงผ้าใบเล็กให้โดยไม่มีใครทันสังเกต มองดูแล้วน่าจะบรรจุของมีน้ำหนักอยู่ข้างใน
“นี่คือ…”
“ของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้างในนี้มีหินวิญญาณร้อยก้อน”
สวี่หยางยังคงยิ้มละไมเหลือบมองไปรอบ ๆ อย่างแนบเนียน
ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจที่นี่ ผู้บำเพ็ญมนุษย์กลุ่มแรกได้จากไปไกลแล้ว
“สหายเต๋าท่านนี้ มีความประสงค์ใดหรือ”
เสิ่นปิงไม่กล้ารับของ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าปรารถนาจะเข้าครอบครองถ้ำแห่งนี้ จึงอยากซักถามเจ้าสักสองสามประการ” สวี่หยางอธิบายโดยตรง “มิทราบว่าผู้อาวุโสอวี๋มีข้อกำหนดเจาะจงประการใด และหนิงเฟย ท่านผู้นั้นปรารถนาที่จะสนับสนุนญาติให้เช่าที่นี่จริงหรือไม่”
เสิ่นปิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับถุงผ้าใบนั้นมา
รอยยิ้มของสวี่หยางยิ่งฉายชัด
เนื่องจากเสิ่นปิงยอมรับของกำนัล นั่นย่อมหมายความว่านางจะต้องบอกเล่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน
“ข้าจะบอกเล่าให้ท่านทราบ แต่หวังว่าท่านจะมิเอาไปพูดในทางอื่น”
“เรื่องนี้วางใจได้”
“แท้จริงแล้วผู้อาวุโสอวี๋ไม่ค่อยพอใจที่ท่านหนิงเฟยรับญาติเข้ามา เนื่องจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ที่นี่แล้ว ผู้อาวุโสอวี๋จึงได้เสนอให้รวบรวมผู้คนเพื่อจัดการแข่งขันและหาเจ้าสำนักของถ้ำแห่งนี้! ผู้อาวุโสอวี๋ต้องการหาผู้เชี่ยวชาญด้านการวาดยันต์หรือนักปรุงยา และท่านยังชื่นชอบผู้ที่มีภูมิหลังอีกด้วย เพื่อว่าที่นี่จะไม่ถูกโจรสลัดจับจ้อง”
เสิ่นปิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อไป “สำหรับส่วนของท่านหนิงเฟย ท่านผู้นั้นยืนกรานที่จะสนับสนุนญาติของตนเอง โดยได้เข้าหารือกับผู้อาวุโสอวี๋หลายครั้ง ในส่วนของท่านผู้นั้น ยากที่ท่านจะโน้มน้าวได้”
ได้ยินเช่นนั้น สวี่หยางจึงมีความคิดหนึ่งขึ้นมา
เช่นนั้น ทางด้านของอวี๋หมิ่นหงก็มีโอกาสก้าวข้ามแล้ว เพราะว่าเขาเป็นนักวาดยันต์ และภรรยาของเขาก็เป็นนักปรุงยา
ส่วนเรื่องภูมิหลังของเขา หวงเสี่ยวเหมยไม่ใช่ภูมิหลังของเขาหรอกหรือ
หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว สวี่หยางก็จากไป
……
พาคนเข้าไปในโถงใหญ่ของยอดเขาซ้าย
ทั้งหนิงเฟยและอวี๋หมิ่งหงนั่งรออยู่ที่นี่แล้ว
หนิงเฟยสวมเสื้อคลุมตัวยาว หน้าผากกว้าง ดวงตาล้ำลึก กลิ่นอายเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด
ด้านข้างคืออวี๋หมิ่นหง เขามีผมสีดอกเลา พลังปราณแข็งแกร่งมาก มองอย่างไรก็มีแต่เพียงความน่าเกรงขามเท่านั้น
“สหายหนิง ผู้อาวุโสอวี๋ ข้าชื่อต้วนสยง พูดถึงอาจารย์ของข้า เขาเคยพบท่านทั้งสองมาก่อนและเคยช่วยชีวิตท่านทั้งสองด้วย”
ต้วนสยงเดินเข้ามาแล้วทักทายอย่างเป็นกันเอง
“ต้วนสยง อาจารย์ของเจ้าสบายดีอยู่หรือ” อวี๋หมิ่นหงตอบอย่างยิ้มแย้ม แล้วเชิญให้ทุกคนนั่ง
หลังจากนั้น สาวใช้ก็เดินออกมาเติมชาให้กับแขกทั้งหลาย
“ท่านอายุมากแล้ว ขณะนี้ก็อยู่ในสำนัก ไม่สนใจเรื่องภายนอก ข้ากำลังวางแผนเข้าสู่ขอบเขตจินตาน จึงใคร่อยากเช่าถ้ำแห่งนี้เพื่อฝึกตน หวังว่าจะเห็นแก่หน้าอาจารย์ข้า ทั้งสองท่านช่วยอำนวยความสะดวกด้วยเถอะ ข้ารับรองว่าในภายภาคหน้าหากทั้งสองท่านเจ็บไข้ ข้าจะรักษาให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน”
ต้วนสยงตบหน้าอกแล้วกล่าวขึ้นด้วยพลังปราณอันเต็มเปี่ยม
หนิงเฟยส่ายหน้าปฏิเสธโดยตรง “หมอนั้นไม่ค่อยเข้ากับแนวทางบนยอดเขาของเรา ขออภัยด้วย”
อวี๋หมิ่นหงเองก็ไม่ชอบอาชีพหมอเท่าใดนัก
ถึงจะดูสนิทสนมกับต้วนสยง แต่แท้จริงแล้วเขาก็แค่กำลังรับมือคนคนหนึ่งเท่านั้น พูดคุยกันสองสามประโยค อวี๋หมิงหงก็บอกว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน
ในเรื่องนี้
สวี่หยางก็สามารถทำความเข้าใจได้
อาชีพหมอน่ะสร้างศัตรูได้ง่ายแท้!
รักษาหายคนไข้ก็ดีใจ แต่ศัตรูของคนไข้ไม่ชอบ
รักษาไม่หายญาติคนไข้ก็ไม่ชอบ
นี่แหละคือปัญหาของหมอ
หมอเองก็มีเรื่องยุ่งยากมากมาย บางครั้งก็ต้องให้คนไข้พักผ่อนในถ้ำ ถ้าคนไข้บางคนดึงดูดความยุ่งยากมาจนเกิดเป็นปัญหาใหญ่เล่า
ไม่มีใครชอบให้มีระเบิดเวลาอยู่ในสถานที่บำเพ็ญตนหรอก
“ช่างเถอะ ๆ ต่อไปพวกท่านจะไม่มีโอกาสมาหาข้าอีกแล้ว” ต้วนสยงไม่ต้องการเสียเวลาจึงแค่นเสียงเย็นใส่แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
จากนั้นซ่งเหลียนจึงออกมาแนะนำตนเอง
“อ้อ นักปรุงยาระดับสอง”
อวี๋หมิ่นหงรู้สึกพอใจ
ซ่งเหลียนยิ้มน้อย ๆ พลางขยับปากพึมพำส่งข้อความให้แก่อวี๋หมิ่นหงและหนิงเฟย
การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ สวี่หยางสังเกตเห็น เขาสันนิษฐานว่าซ่งเหลียนอาจมีผลประโยชน์บางอย่างให้สองคนนั้น
อวี๋หมิ่นหงลูบเคราแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าว่าสหายเต๋าซ่งไม่เลว”
หนิงเฟยขมวดคิ้วไม่ปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “ดูไปก่อน”
มีอีกไม่กี่คนที่แนะนำตนเอง ในระหว่างนั้นพวกเขาก็แอบส่งเสียงยื่นผลประโยชน์บางอย่างแก่ทั้งสอง
แต่ไม่มีใครถูกใจพวกเขา
ในที่สุด สวี่หยางก็ออกมา
“ข้าสวี่หยาง ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสาม นักวาดยันต์ระดับสอง และภรรยาข้าก็เป็นนักวาดยันต์ระดับสอง ภรรยาผู้หนึ่งเป็นนักปรุงยา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน และภรรยาอีกคนก็อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานเช่นกัน…”
ทุกคน “…”
โอ้ ภรรยาของชายผู้นี้ช่างเก่งยิ่งนัก
คนอื่น ๆ มีคู่บำเพ็ญอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานเพียงคนเดียวก็ดีใจจนตัวลอยแล้ว
เขาโชคดีจริง ๆ มีภรรยามากมายขนาดนี้
มิหนำซ้ำเหล่าภรรยาของเขายังเก่งกาจเช่นนี้
อิจฉา… อิจฉา…
หลังจากสวี่หยางพูดจบทางฝั่งของอวี๋หมิ่งหงก็ใจเต้น
เดิมทีเขาอยากได้นักวาดยันต์หรือนักปรุงยา
และสวี่หยางผู้นี้ก็ตอบโจทย์ทั้งสองอย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของเขาสองคนก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับที่แห่งนี้
สถานที่แห่งนี้ของพวกเขาตั้งอยู่บนเกาะ จึงอาจเผชิญกับการโจมตีของโจรสลัดได้ตลอดเวลา
การมีผู้บำเพ็ญในขอบเขตสร้างรากฐานมากกว่าหนึ่งคนประจำการอยู่ จะช่วยรับรองความปลอดภัยได้
สวี่หยางลอบส่งกระแสจิต โดยเสนอต่ออวี๋หมิ่นหงว่าเขาสามารถมอบยันต์ขั้นสูงระดับหนึ่งห้าใบเป็นสิ่งตอบแทน
เขายังได้กล่าวเช่นเดียวกันนี้กับหนิงเฟยด้วย
น่าเสียดายที่หนิงเฟยสีหน้าไม่เปลี่ยน
แต่อวี๋หมิ่งหงกลับมีสีหน้าครุ่นคิดแล้วหันมายิ้มให้สวี่หยาง
กิริยาท่าทางของอวี๋หมิ่นหงถูกซ่งเหลียนจับสังเกตได้อย่างเฉียบแหลม ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่สวี่หยาง
เขาไม่คาดคิดว่าสวี่หยางที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นผู้นี้จะกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
มีภรรยาหลายคนเช่นนี้ และแต่ละนางล้วนมีฝีมือดีเลิศด้วย!!
เจ้าหนุ่มคนนี้ ที่แท้มีดีอะไรกันหนอถึงมีภรรยาที่ยอดเยี่ยมเช่นนั้นมากมาย?
ซ่งเหลียนรู้สึกว่าอย่างนี้ไม่ดี จึงพูดกับอวี๋หมิ่นหงทันทีว่า “ท่านอวี๋ ข้ามีทักษะการกลั่นยาที่มีโอกาสสำเร็จสูง และที่สำคัญคือข้ายังมีนักปรุงยาเป็นสหายอีกหลายคน”
นักปรุงยานั้นเป็นชนชั้นที่ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้คบหาด้วย
จากตรงนี้ จะเห็นได้ว่าภูมิหลังของซ่งเหลียนก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
ในยามนี้ บางคนรู้สึกว่าพวกเขาแข่งขันต่อไม่ไหวแล้ว จึงพากันแยกย้าย
ซ่งเหลียนหันกลับมามองสวี่หยางแล้วหัวเราะ “สหายเต๋าสวี่ มีภรรยามากมายเช่นนี้ แต่ไม่ทราบว่านอกจากภรรยาน้อยแล้ว ท่านยังมีสหายมากมายด้วยหรือไม่?”
เปรียบเทียบจำนวนเพื่อนกับข้าหรือ
สวี่หยางหัวเราะ
หยิบเอาซองจดหมายออกมา
จดหมายที่อยู่ในซองถูกสวี่หยางหยิบออกมาแล้ว ทันใดนั้นผู้คนทั้งหลายก็พากันตื่นตะลึง!!
“นี่มัน… ซองจดหมายของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีงั้นหรือ?”
ซองจดหมายของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีทำจากกระดาษวิเศษชั้นดี มีค่ายกลป้องกันการสอดแนมและค่ายกลเผาไหม้หลังจากที่อ่านแล้ว
เมื่ออ่านจดหมายข้างในจบแล้ว มันจะเผาทำลายตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นขโมยไป
ดังนั้นซองจดหมายประเภทนี้จึงปลอมแปลงไม่ได้
และอวี๋หมิ่นหงก็จำได้แต่แวบแรก
ก่อนหน้านี้ สวี่หยางได้ส่งจดหมายถึงหวงเสี่ยวเหมยหลังจากที่เขามาเช่าบ้านที่นี่ ไม่นานหวงเสี่ยวเหมยก็ส่งจดหมายตอบกลับ จึงได้เป็นซองจดหมายฉบับนี้มา
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเร่ร่อน จะมีซองจดหมายของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีได้อย่างไร?”
ซ่งเหลียนตะโกนโต้แย้ง
สวี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “ศิษย์สายในของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี อืม ลำดับราว ๆ ยี่สิบนิด ๆ กระมัง เป็นสหายที่สนิทของข้า เมื่อไม่นานมานี้ ข้ายังได้ออกล่าอสรพิษนาวาร่วมกับนางที่นั่นด้วย”
ในเวลานี้ แม้แต่หนิงเฟยที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกก็อดที่จะมองสวี่หยางมากกว่าหนึ่งครั้งไม่ได้
สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี เป็นเสมือนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในที่แห่งนี้
เหล่าลูกศิษย์ในสำนักแห่งนั้นต่างหยิ่งผยอง ใครเล่าจะกล้าไปยุ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิษย์สายใน…
อวี๋หมิ่นหงยิ่งดีใจหนัก คว้าเอาซองจดหมายมาตรวจสอบ แล้วพูดว่า “เป็นซองจดหมายสำหรับศิษย์สายในโดยเฉพาะจริง ๆ สหายเต๋าสวี่ มิคาดคิดว่าเจ้าจะมีสหายเช่นนี้!”
ซ่งเหลียนขมวดคิ้วพูดว่า “ลำดับที่ยี่สิบกว่า ๆ นี่มิใช่หมายความว่า ช่วงนี้จะต้องแข่งขันเพื่อเป็นศิษย์สายตรงหรอกหรือ?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งกล่าวว่า “ได้ยินมาว่า สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีเพิ่งให้เหล่าลูกศิษย์แข่งขันเพื่อเป็นศิษย์สายตรงจริง ๆ โดยคัดเลือกจากเหล่าศิษย์สายในจำนวนสองคน”
“จากศิษย์นับหมื่นภายในสำนัก คัดเลือกเหลือเพียงสองคน”
มีคนสูดลมหายใจเย็น ๆ
สวี่หยางหัวเราะโดยไม่พูดอะไร แต่ภายในใจกลับประหลาดใจอย่างมาก
คิดไม่ถึงว่าชื่อเสียงของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีจะใช้การได้ผลเช่นนี้!
เวลานี้ซ่งเหลียนก้าวออกมา คำพูดของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนเมื่อมองไปที่สวี่หยาง จากนั้นพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “สหายเต๋าสวี่เหมาะสมกับถ้ำแห่งนี้มากกว่าข้า”
เขาได้สละสิทธิ์ของตนเองโดยไม่ลังเล
เรื่องราวดูเหมือนจะกระจ่างชัดแล้ว
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์คนอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองไม่อาจแข่งขันได้ จึงแสดงความจำนงขอถอนตัว
เดิมทีพวกเขาคิดว่าโอกาสที่จะได้เช่าที่นี่มีสูงมาก
ทว่าหนิงเฟยยังคงไม่ยอมเปิดปากตกลง
ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น มองออกไปด้านนอก แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ญาติผู้น้องของข้ามาแล้ว”
ญาติผู้น้องที่เขาว่า ก็คือบุคคลที่ต้องการเช่าถ้ำแห่งนี้เช่นกัน