ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 448 ความชัดเจนในใจ
หลังจากฟังคำพูดของหลี่เตาจบ สีหน้าของเถียซานเหนียงก็ดูมึนงงเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูเผยออกนิดๆ ชั่วขณะนั้นนางไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี แต่นางรู้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือถ้าหากเรื่องบางอย่างไม่ถือว่าเป็นปัญหานางก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าการเข้าใกล้หลี่เตามากเกินไปจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น ทันใดนั้นหัวใจของเถียซานเหนียงก็สั่นไหว
นาง… เป็นอะไรไป!
ตอนแรกที่นางเข้าใกล้หลี่เตา ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการพึ่งพาพลังของเขา แต่ตอนนี้นางกลับอยากหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาสำคัญ หากมองจากมุมคนค้าขายแล้ว นางกำลังทำการค้าแบบ ‘ขาดทุนตัวเอง’ ซึ่งในอดีตนั้นเรื่องเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลย
‘หรือว่า…’
เถียซานเหนียงไม่ใช่คนโง่ ถึงแม้นางจะไม่เคยสัมผัสกับความรักระหว่างชายหญิงที่แท้จริงมาก่อน แต่การที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนั้นไม่ได้หมายความว่านางจะไม่เข้าใจ หากมองจากอีกมุมหนึ่ง ความคิดเช่นนี้ของนางก็ดูคล้ายกับความรู้สึกแรกรักอยู่สักหน่อย หรือว่านางจะแอบพึงใจพี่หลี่เหมือนที่โหยวเอ๋อร์กล่าวเอาไว้จริงๆ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าที่เคยเย็นชาของเถียซานเหนียงก็พลันปรากฏสีแดงระเรื่อขึ้นมา นางไม่ใช่สตรีที่ลังเลไร้ความแน่นอน หากชอบก็คือชอบ ไม่มีทางโลเลไปมา แต่ถ้านางชอบพี่หลี่แล้ว ทางฝั่งของพี่หลี่เล่า?
ในขณะที่เถียซานเหนียงกำลังคิดวุ่นวายอยู่นั้น เสียงของหลี่เตาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ดังนั้น ซานเหนียง เข้าใจแล้วหรือไม่?”
เมื่อเถียซานเหนียงได้สติกลับมา นางก็รีบกล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อว่า
“ขออภัยพี่หลี่ ซานเหนียงเข้าใจแล้ว เป็นข้าเองที่เข้าใจความหมายของพี่หลี่ผิดไป”
หลี่เตาเห็นว่าน้ำเสียงของเถียซานเหนียงดูแปลกไปอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่กล่าวต่อว่า
“เข้าใจแล้วก็ดี พวกเราเป็นสหายกัน ในเมื่อเป็นสหายกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังมากนัก”
“อื้อ” เถียซานเหนียงพยักหน้าอย่างจริงจัง “พวกเราเป็นสหายกัน”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของเถียซานเหนียงกลับแย้งว่า
‘ขออภัยด้วยพี่หลี่ ท่านอาจจะคิดว่าซานเหนียงเป็นเพียงเพื่อน แต่ซานเหนียงกลับชอบท่านเข้าเสียแล้ว ดังนั้น…’
พอคิดมาถึงตรงนี้ เถียซานเหนียงก็สูดลมหายใจลึก หากพูดว่าความพยายามก่อนหน้านี้ของนางเป็นเพียงการรวบรวมกำลังเพื่ออิสรภาพของตัวเอง ให้หลุดพ้นจากพันธนาการของคำมั่นสัญญาแต่งงานที่ไร้เหตุผลนั้น แต่ตอนนี้นางไม่ได้ทำเพื่ออิสรภาพของตัวเองเท่านั้น ยังมี…
ในขณะนั้น ปี่โหยวเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังคุณหนูของนางกำลังมีสีหน้างุนงงอย่างมาก เมื่อเห็นบรรยากาศกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นางก็สงสัยว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นหรือไม่?
เมื่อความเข้าใจผิดได้รับการแก้ไข ทุกอย่างก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง หลี่เต้าและเถียซานเหนียงเริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากก่อนหน้าและพูดคุยกันใหม่ ในระหว่างการสนทนา ทั้งสองคนต่างพบว่าบรรยากาศการพูดคุยนั้นดูเหมือนจะแตกต่างออกไปจากก่อนหน้านี้บ้าง ความรู้สึกห่างเหินลดลง มีความคลุมเครือมากขึ้น แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดเปิดโปงมันออกมา ต่างคนต่างสนทนากันต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ที่นอกจวนอู่อันกง ในขณะที่ยังมีผู้คนมากมายเดินทางมาส่งของขวัญอย่างไม่ขาดสาย บนถนนสายยาวไม่ไกลออกไป รถม้าสองคันกำลังแล่นเคียงข้างกันมา
“หลบไป หลบไป!”
เมื่อเห็นฝูงชนที่แออัดอยู่ข้างหน้า สารถีบนรถม้าก็ตะโกนพลางเหวี่ยงแส้ไปมา
เมื่อเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ผู้คนมากมายก็รู้สึกไม่พอใจทันที เพราะแทบทุกคนที่ปรากฏตัวที่นี่ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูงทั้งนั้น พวกเขาไม่เคยถูกไล่ต้อนเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อผู้คนบนถนนเห็นรถม้าสองคันนั้นได้อย่างชัดเจน สีหน้าของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนไปทันที จากนั้นก็รีบเปิดทางให้อย่างไม่ลังเล
และแล้วรถม้าทั้งสองคันก็มาถึงบันไดด้านนอกจวนอู่อันกงด้วยท่าทีที่หยิ่งผยองเช่นนี้
“องค์ชายสามเสด็จ!”
“องค์ชายสี่เสด็จ!”
เมื่อมีเสียงคนขับรถม้าร้องป่าวประกาศขึ้นสองครั้ง ทันใดนั้นทุกคนในที่นั้นก็พากันหันสายตามามอง ม่านรถม้าสองคันถูกเลิกขึ้น จากนั้นชายหนุ่มสองคนที่สวมเสื้อคลุมลายมังกรใหญ่สีเล็บสีม่วงก็ก้าวลงมาจากรถม้า ทั้งสองคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ตาเฉียน บุตรชายคนที่สามและคนที่สี่ของฮองเต้ หรือก็คือจ้าวคังและจ้าวหย่งนั่นเอง
หลังจากจ้าวคังและจ้าวหย่งสบตากัน ทั้งสองก็ต่างแค่นเสียงเย็นชาแสดงสีหน้ารังเกียจออกมา ผู้คนรอบข้างต่างก็ชินชากับเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว เพราะทุกคนรู้ดีว่าเนื่องจากองค์ชายสามและองค์ชายสี่มีวันเกิดอายุใกล้เคียงกัน ทั้งสองจึงมักแข่งขันกันอยู่เสมอ และมองอีกฝ่ายไม่ถูกชะตา เกือบทุกที่มีทั้งสองคนอยู่ก็มักจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น สร้างความครึกครื้นให้กับเมืองหลวงไม่น้อย
องค์ชายสาม จ้าวคังแค่นเสียงเบาแล้วค่อยๆ เอ่ยประชด
“น้องสี่ เจอพี่สามแล้วทำไมไม่ทักทายสักคำ?”
จ้าวคังกวาดสายตามองไปรอบๆ แสดงความหมายอย่างชัดเจน มีคนมากมายมองอยู่ เจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลหรือ? แม้ทุกคนจะรู้ว่าทั้งสองคนไม่ถูกกัน แต่มารยาทที่ควรมีก็ยังต้องรักษาไว้ มิเช่นนั้นแล้วก็จะกลายเป็นข้ออ้างในการโจมตีของอีกฝ่ายได้ง่าย
จ้าวหย่งเองก็เข้าใจ เขาจึงโค้งกายคำนับด้วยสีหน้าบึ้งตึงทันที
“ข้าคารวะพี่สาม”
จ้าวคังหัวเราะชอบใจ
“น้องสี่ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
หลังพูดจบ เขาก็หยิบพัดพับออกมาจากอกเสื้อแล้วสะบัด ก่อนจะเดินนำคนรับใช้ที่ถือของขวัญอยู่ไปยังประตูใหญ่ของจวนอู่อันกงอย่างภาคภูมิ
จ้าวหย่งมองแล้วขบกรามกรอด จ้าวคังเกิดก่อนเขาได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป แต่กลับกดขี่เขามาตลอดยี่สิบกว่าปี แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงอาการโกรธ จ้าวหย่งโบกมือด้วยสีหน้าบึ้งตึงแล้วพาคนรับใช้ที่ถือของขวัญเดินขึ้นบันไดไป คราวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้จ้าวคังนำหน้าอีก
หลังจากนั้นไม่นาน องค์ชายทั้งสองก็นำของขวัญมาถึงหน้าประตู คนรับใช้ทั้งสองวางของขวัญลงบนโต๊ะรับของ ก่อนที่เสวี่ยปิงจะทันได้พูดอะไร คนที่ยืนเข้าแถวอยู่ด้านหน้าก็ถอยหลังทันทียอมเปิดทางให้
จ้าวคังกวาดตามองไปโดยรอบครั้งหนึ่งแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะยกมือเคาะโต๊ะตรงหน้าเสวี่ยปิง
“อู่อันกงอยู่ที่ใด? องค์ชายมาแสดงความยินดีในงานฉลองบ้านใหม่ของเขา เหตุใดจึงไม่ออกมาต้อนรับ”
เสวี่ยปิงขมวดคิ้วมองไปยังองค์ชายสามที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เสียงของจ้าวหย่งก็พลันดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“พี่สาม ท่านอู่อันกงไม่เหมือนกับท่านที่ไม่มีอะไรทำทั้งวัน บางทีเขาอาจจะมีธุระที่ต้องจัดการก็ได้”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของจ้าวคังก็เปลี่ยนไปในทันที เขาไม่คาดคิดว่าเรื่องเช่นนี้ก็ยังทำให้จ้าวหย่งสร้างความลำบากใจให้ตนเองได้
จ้าวหย่งมองไปที่เสวี่ยปิงแล้วกล่าวว่า
“พวกเจ้าไม่ต้องไปแจ้งท่านอู่อันกงหรอก องค์ชายมีขาเป็นของตัวเอง สามารถเดินเองได้ ไม่เหมือนบางคน”
พอพูดจบ เขาก็เดินผ่านจ้าวคังเข้าไปในจวนอู่อันกงด้วยตัวเอง
เสวี่ยปิงมองไปที่จ้าวคังแล้วถามว่า
“องค์ชายสาม ตอนนี้ยังต้องการให้ข้าไปแจ้งอยู่หรือไม่พะยะค่ะ?”
“ฮึ่ม!”
จ้าวคังสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินตามจ้าวหย่งเข้าไปข้างใน ในเมื่อจ้าวหย่งปฏิเสธไปแล้ว หากเขายังคิดมากอีกต่อไปก็จะกลายเป็นความผิดของเขาเอง
เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินจากไป เสวี่ยปิงก็กลับมาเป็นปกติ คนที่อยู่ด้านข้างก็ร้องตะโกนว่า
“ยินดีต้อนรับองค์ชายสี่ ยินดีต้อนรับองค์ชายสาม!”
เพิ่งเข้าประตูใหญ่มา จ้าวคังก็ได้ยินว่าจ้าวหย่งอยู่ข้างหน้าเขา สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นไม่ดีทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นจ้าวหย่งเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจออกมา ราวกับจะบอกว่า ‘เจาสามเอย เจ้าไม่ได้เรื่องเลยนะ’ จ้าวคังได้แต่คิดว่า ‘รอข้าไว้เถอะ’
อีกด้านหนึ่ง ตั้งแต่ที่องค์ชายสามและองค์ชายสี่กำลังโตเถียงกันอยู่ด้านนอกจวนอู่อันกงแล้ว หลี่เต้าก็ได้ใช้ประสาทสัมผัสอันเหนือมนุษย์ของเขาทำความเข้าใจสถานการณ์ภายนอกได้อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนเเถียซานเหนียงนั้นจะรู้ว่าใครมาก็ต่อเมื่อมีคนมาแจ้งจากด้านนอก
เถียซานเหนียงหันกลับมาพูดว่า
“พี่หลี่ พวกเขามาแล้ว”
หลี่เต้ามองออกไปที่นอกห้องโถง พูดเบาๆ ว่า
“ไปพบองค์ชายทั้งสองกันเถอะ”
[1] ไม้แบน (板子) : หรือ ‘ปั่นจื่อ’ อุปกรณ์ลงทัณฑ์โบราณของจีน มีลักษณะเป็นไม้กระดานแบนยาว มักใช้ตีโบยที่สะโพกหรือต้นขา