ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 449 ตัณหาบดบังปัญญา
เนื่องจากสถานะขององค์ชายจาวคังและองค์ชายจาวหยงแตกต่างจากแขกคนอื่นๆ
ดังนั้นทั้งสองคนจึงถูกพาไปยังเรือนชั้นใน ภายใต้การนำทางโดยบ่าวของหลีเต้า
ถึงอย่งไรก็เป็นองค์ชายทั้งสองพระองค์ การให้เกียรติที่ควรให้ก็ต้องให้
หลีเต้าพาเถียซานเหนียงมาที่หน้าโถงใหญ่ หลังจากจาวคังและจาวหยงก้าวเข้าสู่เรือนชั้นในพร้อมกันแล้ว
สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นก็คือหลีเต้า
พวกของเขาที่เตรียมตัวมาอย่างดีก็จำหลีเต้าได้ในทันที
“ท่านอู่อันกง…”
ขณะที่คำทักทายของทั้งสองเพิ่งจะหลุดออกจากปาก
หางตาพวกเขาก็เหลือบเห็นเงาร่างอันงดงามข้างกายหลีเต้า
คำพูดที่กำลังจะเอ่ยก็พลันหยุดชะงักทันที ความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดไปแล้ว
“ซานเหนียง เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่?”
“ซานเหนียง เจ้ามาด้วยตัวเองจริงๆ!”
จาวคังและจาวหยงมองดูเถียซานเหนียง พลางเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
หลังจากพูดจบก็เผยสีหน้ายินดีทันที และจะก้าวเข้าไปหา
เมื่อเห็นภาพนี้เถียซานเหนียงจึงค่อยๆ เอ่ยปากว่า
“องค์ชายทั้งสอง วันนี้ที่พวกท่านมาที่จวนอู่อันกงนั้น มีจุดประสงค์…”
เมื่อได้ยินดังนั้น จาวคังและจาวหยงทั้งสองคนก็พลันหยุดฝีเท้าลงทันที
พวกเขาเพิ่งนึกได้ว่าจุดประสงค์ที่มาวันนี้ คือเพื่อมาเยี่ยมเยียนและดึงตัวหลีเต้ามาเป็นพวก
จาวหยงตอบสนองได้เร็วที่สุด เขาหันกลับไปมองหลีเต้าแล้วหัวเราะแห้งๆ พลางกล่าวว่า
“ท่านผู้นี้คงเป็นอู่อันกงกระมัง เป็นคนที่มีความสามารถตั้งแต่อายุยังน้อยจริงๆ ข้านับถือท่านมานานแล้ว”
จาวคังเองก็ได้สติตามมาและพูดคำชมเชยบางอย่างเช่นกัน
แม้ว่าทั้งสองคนจะพูดจาได้ไพเราะ แต่หลีเต้ากลับพบว่าน้ำเสียงของทั้งสองคนนั้นมีความขอไปทีอยู่อีกมาก
ความสนใจของพวกเขาถูกดึงดูดไปยังเถียซานเหนียงที่อยู่ด้านข้างโดยสิ้นเชิงแล้ว
หลีเต้ายกมือทำท่าเชิญ “ยินดีต้อนรับองค์ชายทั้งสอง ที่นี่ไม่สะดวกในการต้อนรับแขก เชิญด้านในเถิด”
“อู่อันกงมากพิธีแล้ว”
“งั้นเข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
องค์ชายทั้งสองพูดสลับกันไปมาแล้วเดินเข้าไปในโถงใหญ่
หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปแล้ว หลีเต้าก็มองไปยังเถียซานเหนียงที่อยู่ข้างๆ
ราวกับจะบอกว่า เจ้าบอกว่าปัญหาคือแค่นี้เองหรือ?
เถียซานเหนียงตอบกลับด้วยสายตาที่แสดงความจนใจ
ไม่นานนักทั้งสี่คนก็กลับมาที่ห้องโถงใหญ่
จาวคังมองไปที่เถียซานเหนียงแล้วกล่าวว่า “ซานเหนียง นั่งตรงนี้เถิด”
หลังจากเขานั่งลงแล้ว ก็รีบเชิญเถียซานเหนียงให้นั่งบนเก้าอี้ข้างตัวทันที
จาวหยงก็ไม่ได้ยอมแพ้ “ซานเหนียงอย่าฟังเขาเลย มานั่งกับข้าเถิด ข้ายังมีเรื่องที่ต้องสนทนากับเจ้าอีก”
เมื่อเห็นท่าทางของทั้งสองคน ที่กำลังแย่งชิงความสนใจอยู่ เถียซานเหนียงจึงกล่าวเสียงเบาว่า
“ไม่ต้องลำบากองค์ชายทั้งสองหรอกเพคะ ซานเหนียงนั่งตรงนี้ก็พอแล้ว”
พอพูดจบเถียซานเหนียงก็นั่งลงบนที่นั่งข้างหลีเต้า
ทันใดเมื่อเห็นภาพนี้ จาวคังและจาวหยงก็พลันชะงักไปในทันที
เพราะตำแหน่งที่เถียซานเหนียงนั่งนั้น มันไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา แต่เป็นตำแหน่งรองจากตำแหน่งประธาน
ทั้งสองตำแหน่งนี้โดยทั่วไปแล้ว เป็นที่นั่งของเจ้าบ้านกับแขกผู้มีเกียรติ หรือไม่ก็เป็นที่นั่งของเจ้าบ้านกับภรรยาเท่านั้น
พวกเขามองดูหลีเต้าครั้งหนึ่ง แล้วก็มองดูเถียซานเหนียงอีกครั้ง
ทำไมดูเหมือนทั้งคู่เข้ากันได้ดีเช่นนี้?
แต่ทั้งสองคนก็รีบสลัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เถียซานเหนียงเป็นสตรีที่ราชวงศ์ของพวกเขากำหนดไว้แล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะมีความสัมพันธ์ลับๆ กับคนนอก
นางคงนั่งอยู่ตรงนั้นในฐานะแขกผู้มีเกียรติอย่างแน่นอน
ทั้งสองมองที่นั่งของหลีเต้าด้วยความอยากแย่งมานั่ง
ทว่าที่แห่งนี้คือจวนอู่อันกง เจ้าของบ้านต้องนั่งอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง
ถึงพวกเขาจะเป็นองค์ชาย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรตามอำเภอใจได้
จาวคังและจาวหยงสบตากัน ต่างฝ่ายต่างตำหนิอีกฝ่าย อย่างไรก็ตามในไม่ช้าทั้งสองก็รีบปลอบตัวเองในใจ
ขอเพียงแค่อีกฝ่ายไม่ได้นั่งข้างนางก็พอแล้ว
หลีเต้ามองดูองค์ชายทั้งสองที่ ‘ลุ่มหลงในรูปโฉมจนเสียปัญญา’ แล้วส่ายหน้าเบาๆ อย่างเงียบงัน
เคยได้ยินมาว่าทายาทรุ่นนี้ของฮ่องเต้ ไม่มีใครมีลักษณะของกษัตริย์ผู้เฉลียวฉลาดเลย
แรกเริ่มเขาก็คิดว่าเป็นเพียงข่าวลือจึงไม่ได้เชื่อถือมากนัก
อย่างไรเสียฮ่องเต้ก็ไม่ใช่กษัตริย์ที่โง่เขลา ถึงลูกชายจะแย่แค่ไหนแต่ก็คงไม่ย่ำแย่เกินไปนักหรอก
แต่วันนี้เขาได้เห็นกับตาแล้ว การพูดว่าไม่มีลักษณะของกษัตริย์ผู้เฉลียวฉลาดนั้น ยังเป็นคำพูดที่ไพเราะเกินไปอยู่สักหน่อยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าหากทั้งสองคนกำลังแสดงละครอยู่ ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ดูจากสายตาของเขา หลีเต้าไม่เห็นร่องรอยการแสดงจากทั้งสองคนเลย นั่นเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง
ทั้งสององค์ชายมีลักษณะเช่นนี้ ไม่รู้ว่าอีกสามองค์ชายจะเป็นอย่างไร
หากพวกเขาก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ก็ต้องบอกว่าฮ่องเต้องค์นี้ช่างโชคร้ายเหลือเกิน
“เอาละ”
ทันใดนั้นจาวคังพลันเอ่ยปากถามขึ้นอย่างกะทันหัน
“ซานเหนียง เหตุใดวันนี้เจ้าจึงสนใจออกมาด้วยตัวเอง ข้าเคยเชิญเจ้าหลายครั้งแล้วแต่เจ้าไม่เคยออกมามาร่วมงานเลี้ยงเลย”
น้ำเสียงนั้นฟังดูขมขื่นอยู่บ้าง
ดวงตาของเถียซานเหนียงวาบไหวด้วยความจนใจ แต่ภายนอกนางกลับเอ่ยเสียงเบา
“องค์ชายสาม ครั้งนี้ข้ามาตามคำขอของบิดา”
แม้นางอยากจะบอกว่าตั้งใจมาหาหลีเต้าโดยเฉพาะ เพื่อแสดงความในใจเล็กๆ น้อยๆ
แต่นางรู้ว่าหากพูดเช่นนั้นไป ก็เท่ากับโยนปัญหาให้หลีเต้าแล้ว
แม้หลีเต้าจะบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่นางก็จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอก
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จาวคังก็มีสีหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที และยอมรับเหตุผลนี้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ไม่นานนักเขาก็ขมวดคิ้วพูดว่า “ท่านลุงจะบังคับเจ้าได้อย่างไร ข้าจะไปเยี่ยมด้วยตัวเองแล้วพูดคุยกับท่านลุงสักหน่อย”
เถียซานเหนียง “…”
เมื่อหลีเต้าได้ยินคำพูดขององค์ชายสามแล้ว สีหน้าเขาก็ดูแปลกๆ ไปบ้าง
องค์ชายสามผู้นี้ดูเหมือนจะประจบประแจงเกินไปหน่อยหรือไม่
ในตอนนั้นเอง จาวหยงที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยปากขึ้นว่า
“พี่สาม นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของซานเหนียง หากท่านไปเยี่ยมเช่นนั้นจะไม่เป็นการก้าวก่ายเกินไปหรือ”
แปลตรงตัวเลยก็คือ จาวคังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่กลับอยากจะเสนอหน้าเข้าไปยุ่ง
“เจ้า…”
จาวคังมองจาวหยงแล้วก็โกรธขึ้นมาอีก จึงเอ่ยปากโต้แย้งทันที
ดังนั้นทั้งสองคนจึงเริ่มทะเลาะกันทันใด
พอมองดูท่าทางที่ทั้งสองคนกำลังโต้เถียงกันแล้ว หลีเต้าก็พบว่าหยางหลินพูดผิดไปก่อนหน้านี้
อะไรคือมาชักชวนเขาถึงที่ ดูจากลักษณะของคนทั้งสองแล้ว พวกเขามาเพื่อชักชวนเขาจริงหรือ?
แต่หลีเต้าก็รู้สึกสบายใจดี เขาไม่อยากรบกวนทั้งสองคนจึงทำเป็นดูละครไปเสียเลย
เมื่อมองไปที่โต๊ะข้างๆ ที่มีกาน้ำชาวางอยู่เพียงอย่างเดียว หลีเต้าก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
หากรู้ล่วงหน้าว่าเป็นเช่นนี้ เขาคงสั่งให้จิ่วเอ๋อร์เตรียมผลไม้มาวางไว้ที่นี่แล้ว
และการโต้เถียงของทั้งสองคนก็ไม่ได้ยืดเยื้อนัก ในที่สุดเมื่อพบว่าพูดไม่ชนะจาวหยง จาวคังก็ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันที
“จาวหยง หากเจ้าพูดอีกแค่คำเดียว ก็อย่าโทษข้าที่เป็นพี่ชายว่าไม่สุภาพเชียวนะ”
“ข้า…”
จาวหยงชี้นิ้วไปที่จาวคังเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ
แต่เมื่อเห็นดวงตาของจาวคังที่เต็มไปด้วยความโกรธเขาก็หยุดเอาไว้
ในสมัยโบราณการที่พี่ชายสั่งสอนน้องชายถือเป็นเรื่องปกติมาก อีกทั้งถึงเขาจะต่อสู้ด้วยจริงๆ ก็คงจะสู้จาวคังไม่ได้
ดังนั้นจาวหยงจึงได้แต่ยอมจำนน ท้ายที่สุดแล้วหากถูกจาวคังกดลงกับพื้นแล้วซ้อมอย่างหนัก ความเจ็บปวดก็เป็นเรื่องรองเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างมากต่อหน้าเถียซานเหนียง
หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปเอา
เมื่อเห็นจาวหยงถูกตนข่มไว้ได้ จาวคังก็แค่นเสียงเย็นชา
เขาเหลือบมองไปทางเถียซานเหนียง แล้วพบว่านางกำลังมองมาทางนี้ ความโกรธจึงสงบลง
ไม่อยากทำให้ภาพลักษณ์ของตนเสียไปเพราะน้องชายคนเดียว
หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงเพิ่งได้สติว่ายังมีอีกคนอยู่ข้างๆ แม้ทั้งสองจะหน้าหนาเพียงใดก็อดรู้สึกเขินอายขึ้นมาไม่ได้
ดังนั้นหลีเต้าจึงไม่ใช่คนนอกในหัวข้อสนทนากับทั้งสองอีกต่อไป
แต่ไม่นานนัก หัวข้อสนทนากับทั้งสองก็วกกลับไปที่เถียซานเหนียงอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
หากหลีเต้าไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย เถียซานเหนียงคงจากไปนานแล้ว