ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 333 ออกจากตำหนักเซียนมังกรชาด!
เป็นเพราะเดิมทีกู้หย่วนมีพรสวรรค์ใจกระบี่อยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เขาสามารถฝึกฝนวิชาเทวะระดับสุดยอดแห่งวิถีกระบี่จนสำเร็จได้
เช่นเดียวกับผีเสื้อกระบี่เงาเขียว กู้หย่วนสงสัยว่า พรสวรรค์ของผีเสื้อกระบี่หยกมรกตก็คงเป็นพรสวรรค์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีกระบี่เช่นเดียวกัน
เมื่อใดที่ผีเสื้อกระบี่เงาเขียวยกระดับสำเร็จและกลายเป็นผีเสื้อกระบี่หยกมรกต ถึงตอนนั้นกู้หย่วนก็จะได้รับพรสวรรค์ชนิดนี้มาครอง ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เขาก้าวไปบนวิถีกระบี่ได้รวดเร็วและยาวไกลยิ่งขึ้น หรือกระทั่งสามารถยกระดับวิชาเทวะเพลงกระบี่ของตนเอง ให้กลายเป็นเค้าโครงของมหาวิชาเทวะได้เลยทีเดียว!
และนี่แหละ คือเป้าหมายหลักของกู้หย่วน!
เพราะมันเกี่ยวข้องกับเส้นทางที่กู้หย่วนจะต้องก้าวเดินต่อไปในอนาคต
การหลอมรวมจินตาน พูดง่ายๆ ก็คือการใช้พลังแก่นแท้ ปราณและวิญญาณของตนเองเป็นรากฐาน ใช้วิชาเทวะต่างๆ ที่ผู้บำเพ็ญเพียรฝึกฝนมาเป็นเปลือกหุ้ม และท้ายที่สุดก็ควบแน่นจนกลายเป็นแก่นจินตานอันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
ดังคำกล่าวที่ว่าหลอมจินตานไร้หวนคืนเมื่อใดที่จินตานถูกหลอมขึ้นมาแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไขกลับคืนได้ เส้นทางในอนาคตและวิถีแห่งเต๋าของคนผู้นั้นก็จะถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว
ยิ่งฝึกฝนวิชาเทวะได้มากและแข็งแกร่งเท่าใด ระดับชั้นของจินตานก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
และยิ่งระดับชั้นของจินตานสูง พลังแฝงก็ยิ่งมหาศาล อนาคตก็จะยิ่งกว้างไกล และก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น
ดังนั้น หากปรารถนาความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ก็ต้องหาทางฝึกฝนวิชาเทวะที่ลึกล้ำและมหัศจรรย์ที่สุดให้สำเร็จก่อนที่จะบรรลุขั้นหลอมจินตาน
ปัจจุบันกู้หย่วนมีวิชาเทวะระดับสุดยอดถึงห้าวิชา ในจำนวนนั้น วิชาเทวะเพลงกระบี่ค่อนข้างพิเศษตรงที่มันเป็นสิ่งที่กู้หย่วนค่อยๆ ฝึกฝนสั่งสมมาด้วยตนเองทีละเล็กทีละน้อย และยังเป็นวิชาเทวะที่เขาถนัดที่สุดอีกด้วย
หากสามารถยกระดับวิชาเทวะเพลงกระบี่ให้กลายเป็นเค้าโครงของมหาวิชาเทวะได้ กู้หย่วนประเมินว่า ตัวเขาจะต้องหลอมจินตานระดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน และด้วยรากฐานอันมหาศาลที่เขาสะสมมา ไม่แน่ว่าทันทีที่หลอมจินตานสำเร็จ เขาอาจมีพลังมากพอที่จะต่อกรกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขั้นสมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งประมือกับยอดฝีมือระดับหยินเสินได้เลยด้วยซ้ำ
สรุปก็คือ วิชาเทวะจันทราสะท้อนวารี กับวิชาเทวะกลืนนภากลืนปฐพีนั้นเอาไว้ก่อน
เมื่อใดที่วิชาเทวะเพลงกระบี่ยกระดับเป็นเค้าโครงของมหาวิชาเทวะสำเร็จ ผนวกกับอสนีบาตเทวะม่วงสวรรค์ที่ยกระดับเป็นเค้าโครงของมหาวิชาเทวะเช่นกัน แล้วยังมีพรสวรรค์หรือวิชาเทวะบางอย่างที่จะได้รับหลังจากปลาไหลมังกรวิวัฒนาการเป็นราชันปลาไหลมังกรลายโลหิตอีก
ความแข็งแกร่งและรากฐานอันมหาศาลในตัวกู้หย่วน เกรงว่าคงหาใครเทียบเทียมไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้ และความสำเร็จในอนาคตของเขาก็ย่อมไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ก็คงต้องรอดูการลอกคราบเปลี่ยนแปลงของผีเสื้อกระบี่เงาเขียวและปลาไหลมังกรแล้วล่ะ
กู้หย่วนนั่งขัดสมาธิลง และเริ่มทำความเข้าใจคัมภีร์วิถีกระบี่หลายเล่มที่เขาเพิ่งได้มาก่อนหน้านี้
ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดกระบี่อวี้จิ่งเสวียนซู หรือคัมภีร์กระบี่หุนเทียนสยบมาร หรือแม้แต่เคล็ดกระบี่ไท่ซวีสะท้อนจันทร์ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์วารีแท้ไท่หยวนล้วนเป็นคัมภีร์วิถีกระบี่ หรือจะเรียกว่าเป็นวิชาเทวะที่ลึกล้ำและแยบคายอย่างยิ่ง
แม้เขาจะตัดสินใจแล้วว่าจะพึ่งพาพรสวรรค์ของเสี่ยวชิงหลังจากที่มันยกระดับเป็นผีเสื้อกระบี่หยกมรกต เพื่อใช้ยกระดับวิชาเทวะเพลงกระบี่ของตนเอง แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีทางปล่อยเวลาเหล่านี้ให้เสียเปล่าไปเฉยๆ แน่
พรสวรรค์ก็ส่วนพรสวรรค์ วิชาเทวะก็ส่วนวิชาเทวะ กู้หย่วนคิดเสมอว่า ต่อให้มีพรสวรรค์ดีเลิศแค่ไหน สิ่งที่ควรพยายามด้วยตนเองก็ยังคงต้องพยายามต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว การบำเพ็ญเพียรก็เปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ หากไม่ก้าวหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง
พรสวรรค์ดีเพียงใด หากไม่รู้จักพยายาม ก็รังแต่จะทำให้พรสวรรค์นั้นสูญเปล่า
ในช่วงสิบกว่าวันที่เหลือนี้ ก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจเพลงกระบี่ไปพลางๆ ก็แล้วกัน ยังไงเสีย สิ่งที่เขาควรทำ เขาก็ทำไปหมดแล้ว
……
“หืม? ถึงเวลาแล้วงั้นรึ?”
วันนี้ จู่ๆ กู้หย่วนก็เบิกตากว้าง ประกายแสงอันคมกริบสองสายวาบผ่านดวงตา เขาตื่นขึ้นมาจากการเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
ในเวลานี้ กู้หย่วนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า มีพลังผลักไสอันไร้ที่มาขุมหนึ่งกำลังห่อหุ้มตัวเขาไว้ ราวกับต้องการจะดึงเขาออกไปจากโลกใบนี้
พลังผลักไสนี้ไม่ได้รุนแรงมากนัก กู้หย่วนเพียงแค่ออกแรงสะบัดนิดหน่อย ก็อาจจะหลุดพ้นจากมันได้แล้ว แต่เขาไม่ได้คิดที่จะขัดขืน
มิติย่อยแห่งนี้ ท้ายที่สุดก็เป็นแค่มิติย่อยๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่อีกต่อไป ยังไงของที่ควรจะได้ก็ได้มาหมดแล้ว ขืนอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
อีกอย่าง ในเมื่อโลกทั้งใบสามารถผลักไสเขาได้ครั้งหนึ่ง ย่อมสามารถผลักไสเขาได้เป็นครั้งที่สองเช่นกัน
วินาทีต่อมา บนร่างของกู้หย่วนก็เปล่งแสงจางๆ ออกมา จากนั้นแสงก็สว่างเจิดจ้าขึ้น และเมื่อแสงนั้นหรี่ลง ร่างของกู้หย่วนก็หายวับไปจากถ้ำพำนัก (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
……
กู้หย่วนรู้สึกเพียงแค่ตาพร่ามัวไปชั่วขณะ จากนั้นร่างกายก็พลันเบาสบายขึ้นมาทันที
แรงกดทับพันธนาการตอนที่เข้ามาในมิติย่อยมังกรชาดก่อนหน้านี้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้กู้หย่วนรู้สึกราวกับว่าพลังในร่างพุ่งพล่านทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงความรู้สึกไปเองของเขาเท่านั้น
สภาพแวดล้อมรอบด้านก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน ในเวลานี้กู้หย่วนพบว่า ตนเองได้มาปรากฏตัวอยู่บริเวณใกล้ๆ กับบานประตูสีแดงชาดขนาดยักษ์บานนั้นอีกครั้ง
เพียงแต่ว่า บานประตูหินสีแดงชาดขนาดยักษ์บานนั้น บัดนี้ได้อันตรธานหายไปแล้ว
ทว่าบริเวณใกล้เคียงกับกู้หย่วน กลับมีเงาร่างของคนที่ทั้งคุ้นหน้าและแปลกหน้าปรากฏขึ้นมาหลายคน
อย่างเช่น กู้หย่วนได้เห็นคนคุ้นเคยอย่างจี้ชางไห่และซูชิวเยว่ รวมถึงสองสาวจี้เยวี่ยเฟยและหยานเสี่ยวหลิง ตลอดจนต้วนเฉินแห่งสำนักกระบี่ดาราด้วย
คนเหล่านี้ก็มองเห็นกู้หย่วนเช่นกัน แต่ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเข้ามาพูดคุยอะไรให้มากความ พวกเขาเพียงแค่พยักหน้าให้กัน ถือเป็นการทักทายก็เท่านั้น
การเข้าไปในมิติย่อยมังกรชาดในครั้งนี้ ทุกคนต่างก็ได้รับผลประโยชน์กลับมา เมื่อตอนนี้ออกมาได้อย่างปลอดภัย สิ่งแรกที่ต้องทำย่อมเป็นการหาทางซึมซับและย่อยสลายผลประโยชน์ที่ได้รับมา จะเอาเวลาที่ไหนไปทำอย่างอื่นล่ะ
นอกจากนี้ กู้หย่วนยังเห็นชายชรารูปร่างผอมดำคนหนึ่ง ซึ่งก็คือร่างแยกศพยึดติดของมารเฒ่าซานซือนั่นเอง
เมื่อสายตาของกู้หย่วนตกลงบนร่างของคนผู้นี้ เฒ่ามารก็คล้ายจะสัมผัสได้ มันตวัดสายตากลับมามองเช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน แววตาของกู้หย่วนนั้นเฉยชา ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ไม่ยินดีและไม่โกรธเกรี้ยว
ส่วนมารเฒ่าซานซือกลับแสยะยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนที่ร่างของมันจะวูบไหว กลายเป็นลำแสงสีเทาดำพุ่งทะยานจากไป และหายวับไปในเวลาอันรวดเร็ว
กู้หย่วนละสายตากลับมา เขาไม่ได้คิดที่จะลงมือทำอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
แม้เขาจะมีความแค้นกับเฒ่ามารตนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ความแค้นที่จำเป็นต้องสะสางให้รู้ผลกันเดี๋ยวนี้
แม้ตอนนี้กู้หย่วนจะมีพลังฝีมือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่เฒ่ามารตนนี้ก็ไม่ใช่หุ่นดินเหนียวที่จะยอมให้บีบเล่นง่ายๆ ตอนนี้เมื่อออกจากมิติย่อยมังกรชาดมาแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่มีแรงพันธนาการกดทับนั้นอีกต่อไป พลังบำเพ็ญเพียรและฝีมือย่อมฟื้นคืนสู่สภาพเดิมแล้วเช่นกัน
หากต้องลงไม้ลงมือกันจริงๆ กู้หย่วนก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถสังหารมันไว้ที่นี่ได้
แน่นอนว่า ตอนนี้เขามีทั้งทวนมังกรดำ เตาหลอมเก้าเจียวหลง และกระสวยอัคคีฉื้อหลี่ ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษระดับเทวะอยู่ในมือ บวกกับวิชาเทวะระดับสุดยอดอีกหลายวิชาที่ฝึกฝนจนสำเร็จ เขาย่อมไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
สรุปก็คือ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเปิดศึกกับมันในตอนนี้ อย่างมากก็แค่รอให้พลังฝีมือสูงขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย อย่างเช่นตอนที่เลื่อนขั้นเป็นระดับจินตานแล้ว ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย
กู้หย่วนกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีสถานการณ์อะไรผิดปกติ เขาก็ขี่แสงกระบี่เหาะทะยานจากไปทันที
ต่อจากนี้ เขายังมีธุระอีกหลายอย่างที่ต้องไปจัดการ
อย่างเช่น การหลอมละลายเลือดแก่นแท้มังกรสองก้อนนั้น เพื่อนำมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย ซึ่งจะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของร่างกายเขาให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
แล้วก็ยังมีเตาหลอมเก้าเจียวหลงกับกระสวยอัคคีฉื้อหลี่ อาวุธวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ก็จำเป็นต้องหลอมทำความเข้าใจอย่างสมบูรณ์เช่นกัน เพื่อที่จะได้ควบคุมใช้งานมันได้อย่างคล่องแคล่วตามใจนึก
นอกจากนี้ ยังมีกระบี่อิ๋นเจียว ที่กู้หย่วนจำเป็นต้องนำมาหลอมสร้างใหม่อีกครั้ง ทางที่ดีที่สุดคือหลอมมันให้กลายเป็นกระบี่บินประจำกายไปเลย ถึงเวลาเลื่อนขั้นเป็นระดับจินตานแล้ว ก็จะสามารถนำมาใช้งานได้ทันที
การเข้าไปในมิติย่อยมังกรชาดครั้งนี้ กู้หย่วนได้รับทั้งแก่นวิญญาณเกิงจิน และทรายเงินเทียนกังมาตามลำดับ
ด้วยวัตถุดิบระดับโลหะเทวะทั้งเก้าทั้งสองชิ้นนี้ เมื่อกระบี่อิ๋นเจียวของเขาถูกหลอมสร้างขึ้นมาใหม่ แก่นแท้ของมันจะต้องสูงส่งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และมีพลังแฝงที่มหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้แล้ว กู้หย่วนยังต้องยกระดับวิชาเทวะเพลงกระบี่ของตนเอง ทั้งยังต้องไปสมทบกับผู้เป็นอาจารย์อย่างนักพรตเฮ่อหลิง เพื่อเดินทางไปยังยอดเขาโอสถอีกด้วย
เรียกได้ว่า ในช่วงเวลาอีกยาวนานต่อจากนี้ กู้หย่วนคงมีเรื่องให้ยุ่งจนหัวหมุนเลยทีเดียว
(จบตอน)