ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 203 อัดคน
บทที่ 203 อัดคน
ในเวลานี้ ฝานหลินได้ยกเข่าขึ้นมาแล้วนอนงอตัวกลิ้งไปมาอยู่กับด้วยความเจ็บปวด
“นาย……….นาย….ฉิงเทียน นายยังมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้างไหม นายลงไม้ลงมือกับเพื่อนของนายได้ยังไง นายยังเป็นมนุษย์อยู่ไหม?” จ้าวเวยชี้ไปที่ฉิงเทียนแล้วพูดอย่างเกรี้ยวกราด เธอไม่คิดเลยว่าฉิงเทียนนั้นจะเป็นคนที่พูดไปทำไปเช่นนี้ เธอจึงไม่พูดอะไรอีก และบรรยากาศก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นมา!
ทุกๆคนต่างก็จ้องมองมาที่ฉิงเทียนด้วยความหวาดกลัว พวกเขาไม่คิดว่าฉิงเทียนนั้นจะมีวิชามวยที่สูงเช่นนี้
“หมอนั่นคือฉิงเทียนจริงๆเหรอ?”
“เขาจะเข้ามาทำร้ายฉันไหม?”
“มะเมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”
มีบางคนที่เป็นกังวล และบางคนที่ขดงอตัวเอง
ส่วนหลิวตันก็มองดูฉิงเทียนด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าฉิงเทียนนั้นจะเก่งด้านการต่อสู้ถึงขนาดนี้ และมีรอยยิ้มหวานๆบนใบหน้าของเธอขึ้นมา และหัวใจของเธอก็เต็มไปด้วยความวาบหวามเช่นกัน อย่างไรเสียสิ่งที่ฉิงเทียนทำนั้นก็เพื่อเธอด้วย
แต่เธอเองก็รู้ดีว่าฝานหลินนั้นต้องไม่ยอมจบเช่นนี้แน่ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นสังคมกฎหมายไปแล้ว ลำพังเพียงการใช้กำลังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้แน่
แล้วเธอก็หยิบเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเพื่อโทรออก จากนั้นก็เดินมาหาฉิงเทียนแล้วถาม “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ฉิงเทียนยักไหล่ของเขา “คุณคิดว่าผมดูเหมือนเป็นอะไรรึเปล่าล่ะ? อย่างเขาไม่ใช่คู่มือผมอยู่แล้ว”
เสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในห้องได้ทำให้ผู้จัดการหูของภัตตาคารนี้เข้ามา ซึ่งเขาได้พาชายร่างโตมาด้วย 7-8 คน และมองดูฝานหลินที่ลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด แล้วก็คิ้วขมวดและรู้สึกไม่ดีขึ้นมา การปล่อยให้มีการทะเลาะวิวาทกันในขอบเขตรับผิดชอบของเขา ถือว่าเป็นการไม่ไว้หน้าเขาอย่างมาก
ไม่ต้องถามเลยว่า สำหรับหูเหลียนแล้วในมณฑลนี้มีน้อยคนนักที่จะมาทะเลาะวิวาทในเขตของเขาเช่นนี้
ที่พื้นกระจัดกระจายไปด้วยไพ่นกกระจอก เขาจึงทำเป็นเดินไปหาฝานหลินด้วยความเป็นห่วงแล้วถามขึ้น “น้องชายนี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบฝานหลินเท่าไรนัก แต่เขาก็เป็นลูกค้าประจำของที่ร้านเขา
หลังจากที่เห็นผู้จัดการหูที่พาลูกน้องมาด้วย ฝานหลินก็รู้สึกราวกับมีพระมาโปรด แล้วก็ชี้ไปที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่เกลียดชัง “พี่หูครับ ฉิงเทียนมันทำร้ายผม คุณจะต้องจัดการเขาเอาให้เข้าโรงพยาบาลนะครับ ผมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง แล้วก็จะรับผิดชอบเรื่องของตำรวจที่กำลังจะมาด้วย” ฝานหลินที่ยังเอามือกุมท้องก็ได้ลุกขึ้นยืนด้วยการประคองของจ้าวเวย เขานั้นไม่เคยต้องรับความพ่ายแพ้ขนาดนี้ตั้งแต่ตอนที่เขายังเล็ก
“ไม่ดีมั้งครับ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของคุณหรอกเหรอ” ผู้จัดการหูแกล้งทำเป็นลนลาน ซึ่งจริงแล้วเขาแค่แกล้งทำเป็นพูดเช่นนั้นเฉยๆ เพื่อเรียกร้องเงินเพิ่ม
“ตราบเท่าที่คุณสามารถจัดการให้ผมได้ ผมจะให้คุณเท่านี้เลย” ฝานหลินยกมืออีกข้างของเขาขึ้นมาแล้วแบทั้ง 5 นิ้วออกจากกัน
“ตกลง” ผู้จัดการหูตอบตกลง จากนั้นเขาก็สั่งคนร่างใหญ่ที่อยู่ข้างหลังเขา “ไม่ได้ยินที่น้องฝานสั่งรึยังไง? ไปจัดการได้แล้ว”
“ครับผม” แล้วเหล่าคนกล้ามโตก็ได้พากันเดินไปหาฉิงเทียนด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้าของเขา
“ไอ้น้อง อยู่นิ่งๆอย่าขัดขืนจะดีกว่านะ แล้วพวกข้าจะทำเบาๆ ไม่อย่างนั้นจะโทษพวกข้าไม่ได้นะหากพวกข้าจะพลาดทำนายพิการ”
ฉิงเทียนก็ได้พูดอย่างไม่แย่แส “จะคอยดูว่าพวกคุณจะมีความมากพอที่จะทำได้แบบที่พูดรึเปล่า?”
ทุกคนในห้องต่างก็มองดูสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และมีบางคนที่มัวแต่งุ่มง่ามไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหน พวกเขาต่างก็ไม่เคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก
“ฉิงเทียน คุณจัดการได้ไหม?” ในเวลานี้หลิวตันได้มองดูเหล่าคนร่างโตและถามเขาอย่างเป็นห่วง อย่างไรเสียพวกอันธพาลพวกนี้ล้วนแล้วแต่มีกล้ามทั่วตัว ซึ่งต่างไปจากฝานหลินโดยสิ้นเชิง
“ไม่เป็นไร ก็แค่พวกอันธพาล คุณถอยไปห่างๆหน่อยละกัน อาจจะพลาดโดนลูกหลงได้” ฉิงเทียนพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
จูเฟยก็ได้มองมาที่ฉิงเทียนที่ยังใจเย็น ในขณะที่หัวใจของเขากำลังเต้นโครมคราม ฉิงเทียนแข็งแกร่งขึ้นแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร? เป็นเวลาสักพักใหญ่ที่เขาลืมไปแล้วว่าจะต้องทำอะไรและยืนดูอยู่เงียบๆ
ส่วนเหล่าชายร่างโตก็ได้มองมาที่ฉิงเทียนที่กำลังดูถูกพวกเขาอย่างมาก จึงได้ด่าเขาคืน “ไอ้แม่เยอะ แกกล้าดูถูกพวกข้าเรอะ ทุกคนจัดการมันเลย”
โดยอาศัยจำนวนมากเข้าสู้ ฝูงหมัดได้ระดมมาหาเขาทันที! ส่วนฉิงเทียนมองดูอย่างขี้เกียจ ไม่ว่าพวกเขาจะเตะหรือต่อยมากขนาดไหน พวกเขาต่างก็ถูกจับและดึงให้มารวมกันอยู่ที่เดียว แล้วเหล่าชายร่างโตก็รู้สึกว่าทั้งแขนและขาของเพวกเขานั้นกำลังถูกจับด้วยแรงมหาศาลอยู่ แล้วพวกเขาก็ถูกเหวี่ยงออกไปกลางอากาศแบบไร้การควบคุม ก่อนที่ตัวของพวกเขาจะลงไปกระแทกกับพื้นหินอ่อนแข็งๆ และร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกๆคนต่างก็มองดูฉิงเทียนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย และในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้ ผู้จัดการหูที่มองดูอยู่ห่างๆนั้นก็ยังต้องขนลุกด้วยความกลัว และรู้สึกไม่ดีในใจของเขา
“ทำไมเขาถึงได้เก่งกาจมากขนาดนี้ ชายร่างโตพวกนี้ก็เป็นพวกที่ฝึกวิชามาจากสำนักใหญ่ๆ ที่อุตส่าห์จ้างมาในราคาสูงเพื่อจัดการเรื่องแบบนี้ ไม่น่าที่จะถูกคนธรรมดาจัดการได้สิ”
ฝานหลินมองมาที่ฉิงเทียนอย่างอ้ำอึ้ง เขาไม่คิดเลยว่าฉิงเทียนนั้นจะเก่งถึงขนาดนั้น ในเวลานี้เขารู้สึกกลัวอย่างมาก แม้แต่เหงื่อก็ยังไหลเต็มหลังของเขา โดยเฉพาะตอนที่เขามองไปที่ฉิงเทียนที่เพียงไม่ถึงนาทีเหล่าชายร่างโตก็พากันลงไปนอนกองอยู่กับพื้น แล้วร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด แล้วฉิงเทียนก็ได้เดินมาทางเขา ทำให้เขาต้องรีบถอยออกมา
“ยังจะสู้ต่ออีกหรือเปล่า?” ฉิงเทียนเดินมาหาผู้จัดการหูและพูดอย่างใจเย็น
ในเวลานี้ขาของผู้จัดการหูนั้นก็สั่นเครือและอ่อนแรงไปหมด ทันทีที่เขาได้ยินที่ฉิงเทียนเรียกเขา เขาก็รีบก้มลงขอร้องเขาโดยไร้ซึ่งมาดเมื่อสักครู่ “ขอโทษให้ลุงด้วย ลุงไม่กล้าสู้ต่อแล้ว”
เมื่อเห็นฉิงเทียนไม่สนใจเขาแล้ว เขาก็ถอนหายใจและหันไปมองที่ฝานหลินพร้อมกับด่าเขาในใจ: เจ้าฝานหลินมันไปยั่วโมโหปีศาจแบบไหนกันแน่เนี่ย?
ส่วนฝานหลินก็ได้แต่ถอยหลังออกมาเมื่อฉิงเทียนได้ก้าวเท้ามาหาเขา แม้แต่จ้าวเวยที่ถึงแม้จะมองมาที่ฉิงเทียนโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่เธอก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรฉิงเทียนอีก เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาในใจ และเธอรู้สึกได้ว่าฉิงเทียนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เธอเห็นแต่แรกเสียแล้ว เหมือนเธอจะพลาดอะไรไป
ขณะที่กำลังคิดอยู่มือของเธอที่จับฝานหลินเอาไว้ ก็ได้ชักมือกลับมา
ฉิงเทียนเดินไปหาฝานหลินอย่างเย็นชา ในตอนนั้นเองที่หัวใจของฝานหลินนั้นเต้นเร็วขึ้นมา “แกคิดที่จะทำอะไรน่ะฉิงเทียน อย่าคิดทำอะไรบ้าๆนะ อีกไม่นานตำรวจก็จะมาแล้ว ถ้าแกกล้าแตะต้องฉันอีกครั้ง แกได้เข้าไปนอนในคุกตลอดชีวิตแน่” ขาและเท้าของฝานหลินสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่แท้จริงในใจของเขา โดยที่ไม่ต้องพูดออกมาเลย
ฉิงเทียนไม่สนใจคำพูดไร้สาระของเขา และยื่นมือขวาของเขาออกไป
“ฉิงเทียน แกกำลังจะทำอะไรน่ะ?” ฝานหลินที่กำลังหวาดกลัวก็ได้ใช้แขนป้องกันท้องของเขา
“ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้น ฉันไม่ต่อยนายหรอก แค่อยากจะยืมอะไรบางอย่างเท่านั้น” จากนั้นเขาก็หยิบเอารีโมทควบคุมขนาดเท่าดินสอออกมาจากกระเป๋าของฝานหลิน
เมื่อเห็นรีโมทควบคุมที่ฉิงเทียนหยิบออกมา ฝานหลินกับผู้จัดการหูก็ได้ถอดสีหน้ากันทันทีทันใด
“นี่คืออะไรงั้นเหรอรองหัวหน้าฝาน?” ฉิงเทียนถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว
“ฉันไม่รู้” ฝานหลินแกล้งทำเป็นไม่รู้ เพราะเขารู้ว่าถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะถูกทำร้ายโดยฉิงเทียน แต่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ก็ยังจะคงสงสารเขาอยู่ แต่ถ้าเรื่องโกงไพ่ถูกรู้เข้าล่ะก็ ชื่อเสียงของเขาคงได้ป่นปี้แน่ ดังนั้นฝานหลินจึงได้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อให้ตายก็ยอมรับออกไปไม่ได้
ส่วนผู้จัดการหูเองก็เห็นรีโมทควบคุมที่อยู่ในมือของฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล ถ้ามีใครรู้เรื่องที่เขาได้ใส่กลไกไว้ในโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกในภัตตาคารของเขาล่ะก็ จะยังมีใครที่จะกล้ามาทานอาหารและเล่นไพ่ที่ร้านของเขาอีก เขาจึงคิดที่จะพุ่งออกไปและคว้ารีโมทควบคุมในมือของฉิงเทียน เพื่อหวังทำลายหลักฐาน
แต่เมื่อพอคิดถึงฝีมือของฉิงเทียนแล้ว ความคิดนั้นของเขาก็ได้ละลายหายไปทันที
“ฉิงเทียน ขอผมดูหน่อย” จูเฟยถามขณะที่จ้องไปที่รีโมทอันนั้น ก่อนที่ฉิงเทียนจะโยนไปให้เขา
จูเฟยได้รับเอารีโมทควบคุมนั้นมาและมองดูซ้ายขวาของรีโมทเป็นช่วงๆ แล้วก็ลองกดปุ่มที่รีโมทควบคุมนั้น “แม่งเอ๊ยฝานหลิน แกกล้าเล่นโกงไพ่นกกระจอกเรอะ แกบอกว่าแกโชคดีแต่จริงๆแล้วแกมีไอ้นี่ต่างหาก” จูเฟยพูดด่าเขายกใหญ่
“อะไรนะ อุปกรณ์เล่นโกง”
“ไอ้ที่เหมือนแท่งดินสอนี่เป็นอุปกรณ์เล่นโกงงั้นเหรอ?”
ทุกคนต่างก็มองรีโมทควบคุมที่คล้ายปากกาที่อยู่ในมือของจูเฟยอย่างไม่เชื่อ
เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่เชื่อเขา จูเฟยก็ได้เดินไปที่โต๊ะแล้วกดปุ่มที่โต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกด้วยมือของเขา
แล้วโต๊ะไพ่นกกระจอกก็ได้ทำการสลับไพ่โดยอัตโนมัติ แล้วจากนั้นจูเฟยก็ได้กดปุ่ม พอไพ่ปรากฏออกมาจูเฟยก็ได้หยิบไพ่ทั้ง 13 ใบจากทั้ง 4 ฝั่งมาดูซึ่งพบว่ามีทั้งดีมากและไม่ดีมาก
“ใช้อุปกรณ์โกงจริงๆด้วย!”
“ไม่อยากจะเชื่อ ร้านนี้สมรู้ร่วมคิดกับฝานหลิน”
“ดูเหมือนว่าฝานหลินก็เป็นคนที่ชวนฉิงเทียนมาในงานเลี้ยงรุ่นวันนี้ด้วย”
คำพูดของทุกคนได้ทำให้ฝานหลินนั้นหน้าถอดสี ในเวลานี้เขาอยากที่หามุมมืดเข้าไปหลบซ่อน แต่พอเขาคิดว่าคนเหล่านี้เป็นแค่เพียงคนธรรมดาแล้ว
ด้วยความแตกต่างกันในด้านของฐานะแล้ว เขาก็ได้ระเบิดความเป็นของผู้นำในใจของเขาออกมา “พวกแกหุบปากเดี๋ยวนี้”