ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 390 ผีดิบผมทอง
บทที่ 390
ผีดิบผมทอง
เมื่อเห็นท่าทีที่น่าสงสัยของไป๋กงหยางแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย แต่ฉิงเทียนก็รู้ดีว่าไป๋กงหยางคงไม่คิดที่จะหลอกเขา
“3 หินหยกกลาง!” ฉิงเทียนตะโกน
“ได้ค่ะ สุภาพบุรุษท่านนี้เสนอมา 3 หินหยกกลาง มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ?” ฉิงอวี่เอ๋อยิ้มราวกับดอกไม้ทำให้ผู้คนต่างก็รู้สึกโล่งใจ
ผลโลหิตนี้เดิมทีเธอคิดว่าน่าจะไม่มีคนอยากได้ อย่างไรเสียเจ้าสิ่งนี้ก็ค่อนข้างไร้ประโยชน์ แต่ในเวลานี้กลับมีคนที่คิดจะซื้อมัน ชื่อเสียงของเธอในฐานะผู้จัดงานประมูลมือทองนั้นไม่แปดเปื้อนแล้ว!
แต่เมื่อผู้คนในงานประมูลเห็นคนที่ซื้อผลโลหิตไป ต่างก็คิดว่าเขาคงเป็นคนโง่
แม้แต่ในห้องพิเศษ เหล่าลูกศิษย์จากสำนักใหญ่ๆต่างก็พูดอย่างดูถูก “ช่างเป็นคนโง่จริงๆ ที่คิดซื้อผลโลหิตนั่น”
ฉิงเทียนที่ซ่อนตัวอยู่ในผ้าคลุมดำนั้น หาได้สนใจคำพูดของคนอื่นๆไม่ ในเมื่อไป๋กงหยางบอกว่าเป็นของดี แต่คนอื่นๆกลับไม่คิดว่ามันเป็นของดี ก็ถือว่าไม่เลวนักที่เขาจะได้ของดีๆไปโดยที่ไม่มีใครแย่ง และประหยัดเงินไปได้มากโข!
ฉิงอวี่เอ๋อที่รอผู้คนเสนอราคาเพิ่ม ก็พบว่าไม่มีใครเสนอราคาเพิ่มเลย เธอจึงได้ประกาศ “ขอแสดงความยินดีกับสุภาพบุรุษท่านนี้ด้วยนะคะ ผลโลหิตเป็นของคุณในราคา 3 หินหยกกลางแล้วค่ะ”
ไม่นานนักหลังจากที่ฉิงอวี่เอ๋อพูดจบ พนักงานสาวคนหนึ่งก็ได้เดินมาหาฉิงเทียนพร้อมกับผลโลหิต หลังจากที่ซื้อขายกันเสร็จสิ้นแล้ว หัวใจของฉิงเทียนก็ตื่นเต้นขึ้นมา และเก็บเอาผลโลหิตนั้นไว้ในถุงเก็บของ
“ไป๋กงหยาง ผลโลหิตซื้อมาเรียบร้อยแล้วนะ พอจะบอกได้หรือยังว่าผลโลหิตผลนี้ต่างจากผลอื่นๆอย่างไรรึ?” ฉิงเทียนถามผลโลหิตที่ฉิงเทียนถือเมื่อสักครู่นั้นดูไม่ต่างไปจากผลโลหิตผลอื่นๆเลย
ฉิงหยูที่นั่งอยู่ข้างๆเองก็ได้ถามอย่างสงสัย “นั่นสิครับศิษย์พี่ ผลโลหิตผลนี้มีอะไรที่แตกต่างอย่างนั้นเหรอครับ?”
“เอาน่า อย่ารีบทานเต้าหู้ตอนที่กำลังร้อนๆสิ!” ไป๋กงหยางยิ้ม และยังไม่ยอมบอกอยู่ดีว่าผลโลหิตลูกนี้มีอะไรที่แต่งต่างออกไป ฉิงเทียนจึงทำได้แค่มองดูงานประมูลต่อไปอย่างเซ็งๆ
เวลาผ่านไปสิ่งของที่นำมาประมูลนั้นก็เริ่มมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ และบรรยากาศในงานประมูลเองก็เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ซึ่งแม้แต่เหล่าลูกศิษย์จากสำนักใหญ่ๆที่อยู่ในห้องส่วนตัวเองต่างก็เริ่มเสนอราคาบ้างแล้ว
“ฮิๆ สินค้าที่จะนำมาประมูลชิ้นต่อไปนั้นเป็นของที่พิเศษกว่าของชิ้นอื่นๆมากๆค่ะ” ฉิงอวี่เอ๋อยิ้มและเริ่มพูดเกริ่น
เมื่อได้ยินที่ฉิงอวี่เอ๋อพูดเช่นนั้น ทุกคนในงานต่างก็หันไปมองดูตรงกลางด้วยความสงสัย
“มันคืออะไรรึ?”
“ใช่ๆ เลิกเกริ่นแล้วรีบบอกมาได้แล้ว
………………
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาจากฝูงชนที่อยู่ด้านล่างของเวทีการประมูล
เมื่อเห็นว่าผู้คนเบื้องล่างเริ่มเกิดความอยากรู้ขึ้นมาโดยเธอแล้ว ฉิงอวี่เอ๋อก็ยิ้มออกมา เพราะนี่คือสิ่งที่เธอหวังเอาไว้
“เอาล่ะค่ะ ในเมื่อทุกท่านสงสัยกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นดิฉันก็จะไม่ปล่อยให้ทุกท่านเสียเวลา” ฉิงอวี่เอ๋อก็ได้ตบมือของเธอ
แล้วก็มีชายรูปร่างกำยำสี่คนเดินแบกโลงศพขึ้นมาบนเวทีการประมูล
“โลงศพ เดี๋ยวสำนักซูซานขายโลงศพกันแล้วเหรอ?” เกิดเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากด้านล่าง
“ฮ่าๆ เดี๋ยวนี้โลงศพก็เป็นของวิเศษแล้วเหรอ?”
ผู้คนต่างก็พากันงุนงงและสงสัย แต่ก็ยังพูดหยอกล้อ อย่างไรก็ดีพอโลงศพนี้ได้ถูกตั้งขึ้นมา เวทีการประมูลก็ได้มีบางอย่างปะทุขึ้นมา ราวกับนักร้องดังกำลังจัดคอนเสิร์ต
“ฮ่าๆ เป็นมันจริงๆด้วย ไม่นึกเลยว่ามันจะอยู่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนี่เอง” ไป๋กงหยางที่จู่ๆก็หัวเราะขึ้นมาและจ้องเขม็งไปที่โลงศพที่อยู่บนเวที
ฉิงเทียนและฉิงหยูนั้นก็ได้มีแสงออกมาจากดวงตาของทั้งคู่พร้อมกัน หากไป๋กงหยางมีท่าทีตื่นเต้นเช่นนี้ก็ย่อมจะต้องเป็นของดีแน่ๆ
“ศิษย์พี่ครับ โลงศพนั่นมันมีอะไรพิเศษอย่างนั้นเหรอครับ?” ฉิงหยูถามอย่างสงสัยและจ้องไปที่โลงศพบนเวทีบ้าง
ไป๋กงหยางก็ได้ลูบหนวดของเขาแล้วกล่าว “ฮ่าๆ โลงศพนี้น่ะมันเป็นของวิเศษก็จริง แต่สิ่งที่วิเศษจริงๆน่ะคือสิ่งที่อยู่ในโลงศพนั่นต่างหาก”
“มีอะไรอยู่ในโลงศพอย่างนั้นเหรอครับ?” ฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ ไม่ใช่ว่าโลงศพมีเอาไว้ใส่คนตายหรอกเหรอ? มันจะไปที่ของวิเศษในโลงศพนั่นได้อย่างไร?
เมื่อเห็นฉิงเทียนและฉิงหยูมีท่าทีสับสน ไป๋กงหยางก็ได้ยิ้มและอธิบาย “ในโลงศพนั่นน่ะ น่าจะมีผีดิบผมทองอยู่เป็นแน่แท้ๆ”
“ผีดิบผมทองนี่เป็นผีดิบแบบไหนอย่างนั้นเหรอครับ?” ฉิงหยูถาม เขานั้นเคยได้ยินเรื่องของผีดิบมาก่อนตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก เขานั้นรู้จักผีดิบก็ตอนที่เขาดูหนังผีต่างๆของหลินเจิ้งอิงและหนังผีดิบมากมาย ไม่ใช่ว่าผีดิบนั้นคือคนที่สามารถเดินได้และกระโดดได้หลังจากที่ตายไปแล้ว แต่ทว่าผีดิบผมทองเนี่ยเขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ผีดิบผมทองเนี่ยเป็นผีดิบแบบไหนกันแน่นะ?
แล้วไป๋กงหยางก็ได้อธิบาย “ผีดิบเองก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน เหมือนกับมนุษย์ที่มีระดับของการบำเพ็ญเพียร ซึ่งระดับที่ต่ำที่สุดก็คือ “ผีขาว” ซึ่งหลังจากที่นำผีดิบมาวางไว้ที่พื้นซักเดือนแล้ว ทั้งตัวของมันก็จะเริ่มนุ่มลงและงอกผมสีขาวออกมา ซึ่งผีดิบประเภทนี้นั้นจะเคลื่อนไหวช้ามาก และง่ายต่อการจัดการ ซึ่งมันจะกลัวอย่างมาเมื่อเจอกับแสงอาทิตย์, ไฟ, น้ำ ไก่, หมา และคนเยอะๆ และไม่มีจิตใจ มีเพียงแต่สัญชาตญาณของสัตว์ ส่วนลำดับที่สูงกว่าถัดมาก็คือ “ผีดำ” จะเหมือนผีดิบขาวในบางประการแต่จะเริ่มที่จะปัญญาขึ้นมาบ้าง และยังมีผมสีดำอีกด้วย พวกมันนั้นยังคงกลัวแส่งอาทิตย์กับไฟอยู่ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันช้าลง ซึ่งความสามารถของมันนั้นจะเทียบเท่าได้กับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับจินตัน
ส่วนระดับที่สาม “ผีกระโดด” มีผมสีดำเช่นเดียวกับผีดิบผมดำ แต่การเคลื่อนไหวของมันจะเน้นไปที่การกระโดด ซึ่งมันจะกระโดดได้เร็วและไกลกว่าผีดิบอื่นๆ ซึ่งผีชนิดนี้จะเริ่มมีปัญญาเช่นเดียวกับผีดิบดำ แต่เทียบเท่าได้กับเด็กมนุษย์
ถัดมาระดับที่สี่ “ผีบิน” ผีชนิดนี้จะมีปัญญาเช่นเดียวกับมนุษย์ และพลังของมันจะเทียบเท่าก็ได้รับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเหอถี่
ระดับที่ห้าก็คือผีผมทอง ผีชนิดนี้จะมีขนสีทองเต็มตัวไปหมดราวกับราชสีห์ พวกมันคือราชาของผีดิบ ความสามารถของมันนั้นเทียบได้กับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับตู้จี๋
และระดับสุดท้ายคือผีดิบที่กลายเป็นราชาปีศาจ และพวกมันก็สามารถที่จะบรรลุไปยังโลกเซียนได้”
“ศิษย์พี่ใหญ่ครับ ท่านจะบอกว่าที่อยู่ในโลงศพนั่นคือผีดิบผมทองอย่างนั้นเหรอครับ” ฉิงหยูมองไปที่โลงศพบนเวทีอย่างตื่นเต้นและยินดีภายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้น
ผีดิบผมทองนั้นความแข็งแกร่งของมันนั้นอยู่ในระดับตู้จี๋ ซึ่งถ้าเขาสามารถซื้อมาได้สักตัว ก็แทบจะสามารถเดินกร่างไปได้ทุกที่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรเลย ซึ่งแม้แต่ฉิงเทียนเองก็ยังรู้สึกตื่นเต้น
“แต่ผีผมทองนั้นหายากมาก แม้แต่ในโลกเซียนข้าก็ยังไม่เคยพบเลย ไม่คิดว่าจะได้เจอในโลกผู้บำเพ็ญเพียร” ไป๋กงหยางพูดอย่างมีอารมณ์ร่วม
“แต่ทว่ามันคงไม่ง่ายที่ได้จะผีดิบผมทองมา โลงศพที่เอาไว้ใส่ผีดิบผมทองนั้นน่าจะอยู่ในระดับวิญญาณเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะเป็นที่ดึงดูดผู้คนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรได้อยู่”
“แต่ผมก็ไม่เชื่อหรอกพวกเขาจะมีเงินเท่ากับที่ผมมี” ฉิงเทียนพูดอย่างมั่นใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเอาหินเซียนจากโลกเซียนมาใช้บนโลกไม่ได้ แต่เขาก็ยังเป็นนักปรุงยาอยู่ เขาไม่เคยได้ยินว่านักปรุงยาที่ไหนไม่มีเงินมาก่อน
“เอาล่ะ จะต้องเอาผีผมทองมาให้ได้ พวกเราจะได้มีการป้องกันจากสำนักซูซานเพิ่มขึ้นมา” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉิงเทียนและ ฉิงหยูต่างก็ถูมือของพวกเขาและมองไปที่โลงศพที่อยู่ตรงกลางเวทีอย่างตื่นเต้น
และหลังจากที่เกิดการฮือฮาขึ้นในงานประมูล ก็ได้ขอให้ทุกๆคนสงบลง ซึ่งมีคนฉลาดบางคนที่คิดได้ว่าสำนักซูซานนั้นคงไม่เอาแค่โลงศพเปล่าๆออกมาแน่ อย่างไรเสียในเวลานี้ทุกสายตาในโลกเซียนนั้นกำลังจับจ้องไปที่พวกเขา
ฉิงอวี่เอ๋อที่พบว่าผู้คนสงบลงแล้วก็ได้โยนระเบิดลูกใหญ่ลงมาใจกลางวงเต็มๆ “ทุกๆท่านคะ โลงศพนี้แน่นอนว่าอย่างน้อยๆก็จะต้องเป็นของวิเศษในระดับวิญญาณแน่นอนจากการตรวจสอบโดยสำนักซูซานของเรา และพวกเราสำนักซูซานเองก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่ามีอะไรอยู่ในโลงศพนี้”
“หมายความว่าอย่างไรกัน โลงศพนี้ยังเปิดไม่ออกอีกเหรอ?” แล้วก็มีเสียงฮือฮาดังมาจากด้านล่างอีกครั้ง