ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 411 สู้เพื่อเป็นที่หนึ่ง
บทที่ 411 สู้เพื่อเป็นที่หนึ่ง
การแสดงฝีมือของฉิงเทียนในฐานะม้ามืดนั้นได้เหนือความคิดของทุกคนไปไกลมาก เอาชนะโช่วเหนียนได้และได้เข้าไปสู่รอบรองชิงชนะเลิศ ในเวลานี้ไม่มีใครที่สงสัยในความสามารถของฉิงเทียนอีกแล้ว และเหล่าสำนักใหญ่ๆต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถในการสืบเรื่องของฉิงเทียนและสำนักที่เขาอยู่อย่างสำนักกระบี่สวรรค์ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสืบหาอย่างไรก็ไม่พบข้อมูลอะไรเลย
มีเจ้าสำนักบางคนที่คิดว่าสำนักกระบี่สวรรค์เป็นสิ่งที่ฉิงเทียนตั้งขึ้นมาลอยๆเท่านั้น!
“รู้อย่างนี้ข้าน่าจะซื้อหยิงเทียนชนะเลิศไปแล้ว เสียดายอัตราแต้มต่อ 1:400 เป็นบ้าเลย” มีคนมากมายที่มาที่เมี่ยวเก้อโหลวและร่ำร้องออกมาเพราะคิดที่จะซื้อตั๋วของหยิงเทียนชนะเลิศ แต่ในเวลานี้เมี่ยวเก้อโหลดได้ปิดแล้ว คนเหล่านี้จึงอยากที่จะย้อนเวลากลับไปมาก
ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็พากันหัวเราะเยาะที่ฉิงเทียนซื้อตัวเองชนะเลิศมันช่างดูละเมอเพ้อพกมาก แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มชักจะรู้สึกแล้วว่ามันอาจจะเป็นไปได้ที่ฉิงเทียนจะชนะเลิศการประลองยุทธ์ในครั้งนี้
ในตอนนี้พวกเขาต่างอิจฉาเซี่ยงหยวน อย่างไรเสียถ้าเกิดแทงถูกขึ้นมาเขาก็จะได้หลายแสนหินหยกกลางเลยทีเดียว ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากอยู่ อย่างไรก็ตามเหล่าคนที่ซื้อเจี้ยนอ้าวชนะเลิศบางคนก็ได้แอบพูดเบาๆ “อย่าแพ้นะ อย่าแพ้!”
เพราะเนื่องจากแต้มต่อของเจี้ยนอ้าวนั้นแค่ 1:2 เท่านั้น ผู้คนจำนวนมากจึงได้ทุ่มหมดหน้าเพื่อที่จะให้ได้หินหยกเยอะๆ
“เจ้าแข็งแกร่งมาก!” เจี้ยนอ้าวพูดกับฉิงเทียน เจี้ยนอ้าวนั้นรู้สึกได้ถึงการคุกคามของเขา
เขานั้นรู้สึกได้ว่าความแข็งแกร่งของหยิงเทียนนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าหลินเยว่เสียอีก! อย่างไรก็ตามเขาคือเจี้ยนอ้าวผู้ไม่กลัวใคร และคู่ต่อสู้ของเขาก็สมควรที่จะแข็งแกร่งระดับนี้
ฉิงเทียนยิ้มตอบและไม่พูดอะไร เขานั้นไม่อยากที่จะเห็นท่าทางขี้แอ็คของเจี้ยนอ้าวที่ทำตัวราวกับตัวเองเก่งที่สุดในโลก!
ทำราวกับว่าตัวเขานั้นยอมรับในความแข็งแกร่งของเราแล้ว และตอนนี้เราก็สามารถที่จะสู้กับเขาได้แล้ว ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นในหนังสือ ที่มีเด็กคนหนึ่งที่เป็นดังม้ามืดที่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็สามารถที่จะคุกคามอันดับหนึ่งได้ อันดับหนึ่งจึงได้ตบไหล่เขาแล้วถอนหายใจและบอก “ไอ้หนู เจ้าเก่งพอที่จะสู้กับข้าได้แล้ว”
ซึ่งคนแบบนี้ฉิงเทียนได้เรียกคนแบบนี้สั้นๆว่า “อวดเก่ง” ซึ่งเจี้ยนอ้าวก็เหมือนกับอันดับหนึ่งคนนั้น
และแล้วก็มาถึงการต่อสู้ของกลุ่มสุดท้ายที่จะเข้าสู่รอบรองชิงชนะเลิศได้แก่ ฉิงหยู, เหลียนเจวี่ย และฝ่าจิ้ง
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มอ่อนแอท่าสุดในบรรดาทั้งสามกลุ่ม อย่างไรเสียฉิงหยูก็อยู่แค่ระดับหยวนยิงขั้นปลาย แต่ในสายตาของทุกคนแล้วหยิงหยูนั้นมีพลังระดับเหอถี่ขั้นต้นซ่อนอยู่ และเหลียนเจวี่ยที่เป็นนักปรุงยาที่อ่อนแอที่สุดในด้านการต่อสู้ เพราะนักปรุงยาชั้นยอดส่วนใหญ่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขาไปกับการปรุงยา ดังนั้นความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาจึงเรียกได้ว่าอ่อนแอมาก แน่นอนว่ามันก็มีข้อยกเว้นอยู่ มันก็มีคนที่ไม่เพียงแต่ความสามารถในการปรุงยาจะสุดยอดแล้ว แต่ยังมีความสามารถในการต่อสู้ที่สุดยอดพร้อมกันด้วยอยู่ แต่อย่างไรเสียคนเช่นนั้นก็มีอยู่น้อยมาก และสุดท้ายพระฝ่าจิ้งที่ไม่ได้แสดงฝีมืออะไรมากนัก คนมากมายจึงยังไม่ทราบรายละเอียดอะไร
ทั้งสามคนก็ได้ขึ้นมายืนบนเวทีประลองแล้ว! โดยปราศจากซึ่งการรีรอ ด้วยการช่วยเหลือของไป๋กงหยางฉิงหยูก็ได้จัดการฝ่าจิ้งและเหลียนเจวี่ยอย่างง่ายดาย
ในเวลานี้ฉิงหยูเอาชนะทั้งสองคนได้แล้ว ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้ชมทั้งหลาย
และแล้วก็ได้ผู้ที่เข้ารอบรองชิงชนะเลิศมาแล้วได้แก่ หยิงเทียน, เจี้ยนอ้าว, หยิงหยู และหยูชูซิน
ทั้งสี่คนนี้จะต้องสู้กันเพื่อหาว่าใครจะได้เข้ารอบชิงต่อไป!
ในเวลานี้มีในกลุ่มผู้ชมต่างก็พากันพูด “การประลองในครั้งนี้กลายเป็นศึกระหว่างพี่น้องหยิงกับสำนักซูซานแล้ว”
เพราะตอนนี้ผู้คนต่างก็พบว่าในบรรดาทั้งสี่คนที่เข้ารอบมาอย่าง เจี้ยนอ้าวกับหยูชูซินนั้นก็เป็นคนของสำนักซูซาน และสองพี่น้องหยิงเทียนกับหยิงหยู ในขณะที่สำนักคุนหลุนผู้ที่เข้ารอบรองชิงมาโดยตลอดนั้นกลับไม่มีศิษย์คนไหนที่เข้ารอบมาได้เลย
ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไป มีบางคนที่คิดว่าอาจจะเป็นเพราะดวงของหลินเยว่ก็ได้!
เพราะพวกเขารู้สึกว่าหากว่าหลินเยว่ไม่ได้เจอกับเจี้ยนอ้าวแล้วไปอยู่ที่เวทีของฉิงหยูแทน ก็อาจจะเป็นไปได้ที่เธออาจจะสามารถเข้ารอบรองชิงชนะเลิศได้
“ท่านอาจารย์คะ ศิษย์ทำผลงานได้ไม่ดีค่ะ!” หลินเยว่ก้มหัวอย่างนอบน้อมอยู่ด้านหลังของเจ้าสำนักคุนหลุน ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้สนใจชื่อเสียง แต่หลินเยว่ก็รู้สึกเสียใจที่เธอไม่สามารถไปถึงรอบรองชิงชนะเลิศได้
เจ้าสำนักคุนหลุนก็ได้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร! เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้หวังที่หนึ่งกันอยู่แล้ว”
…………….
แล้วกรรมการก็ได้ทำจัดคู่ประลองเสร็จสิ้น!
หยิงเทียน พบกับ หยิงหยู
เจี้ยนอ้าว พบกับ หยูชูซิน
เป็นการจับคู่กันที่ทำให้เหล่าผู้ชมตื่นเต้นขึ้นมาทันใด
พบกันเอง! การจับคู่กันเองระหว่างคนของสำนักซูซานและพี่น้องหยิง จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
“หยิงเทียนกับหยิงหยูจะเป็นคู่แรก!” กรรมการได้สั่งการออกไป
แล้วเหล่าผู้ชมต่างก็พูดด้วยความตื่นเต้น “หึๆ ไม่รู้หรอกว่าพี่น้องสองคนนี้เป็นใครมาจากไหนแต่น่าทึ่งจริงๆ!”
“หึ ข้าคิดว่าคนพี่ต้องเป็นฝ่ายชนะ!”
“ข้าไม่คิดแบบนั้นหรอก ข้าว่าหยิงหยูน่าจะเป็นฝ่ายชนะมากกว่า!”
ไม่ว่าใครต่างก็ตั้งตารอชม แม้แต่เจ้าสำนักทั้งหกเองก็อดใจไม่ไหวที่จะดูทั้งสองคนนี้สู้กัน อย่างไรเสียสำนักกระบี่สวรรค์ที่แสนลึกลับนั้นก็ได้ฝึกศิษย์มาสองคนที่สามารถเข้าถึงรอบรองชิงชนะเลิศได้ พวกเขาต่างก็อยากที่จะรู้ว่าพี่น้องทั้งสองคนนี้จะสู้กันอย่างไร ใช้ท่าแบบไหนให้ได้ชมและท้ายที่สุดผลจะเป็นเช่นไร
ฉิงหยูก็ได้ชักกระบี่ออกมาจากฝักแล้วกล่าว “ไม่นึกเลยว่าจะพี่ชาย พวกเราทั้งคู่ต้องมาสู้กันจนได้”
“เทียบกันแล้ว คุณเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับเหอถี่เลยนี่นะ!” ฉิงเทียนกล่าวพร้อมกับยิ้ม
“พี่ครับ อย่ามาพูดให้ผมหัวเราะสิครับ ผมไม่สู้กับพี่หรอกครับ!” ฉิงหยูกล่าวต่อ “พี่ครับ เจี้ยนอ้าวผมยกให้พี่ ผมจะจัดการเรื่องของเสี่ยวซินเอง พี่ห้ามแพ้นะครับฝากสั่งสอนเจี้ยนอ้าวแทนผมที และพวกเรายังมีการเดิมพันที่เมี่ยวเก๋อโหลวที่พวกวางเดิมพันไว้พันหยกนั่นอีก”
โดยไม่รอให้คนอื่นๆได้ทันตั้งตัว ฉิงหยูก็ได้ตะโกน “ผมขอยอมแพ้!” แล้วเดินลงจากเวทีไป
“เจ้าหนูยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้ได้ยังไง พวกเราอยากที่จะดูการต่อสู้ดีๆอยู่นะ” ผู้ชมคนหนึ่งก็ได้พูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“จริงด้วย จบการต่อสู้ง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร ยังมีความภาคภูมิใจในตัวเองอยู่กันบ้างไหมเนี่ย?” เหล่าผู้ชมอีกคนก็ได้พูดขึ้นมา
“เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า บางทีคู่ของเจี้ยนอ้าวก็จะจบแบบนี้!”
“น่าจะยอมแพ้แหละ ดูหน้าที่กำลังโกรธของเจี้ยนอ้าวนั่นสิ ราวกับมีคนที่ยืมเงินเขาไปหลายหมื่นหยกยังไงอย่างงั้น
“ก็นะ ของมันแหงๆอยู่แล้ว ถ้าหยิงหยูยอมแพ้ได้ สำนักซูซานเองก็ต้องทำได้เหมือนกัน!”
………..
อย่างที่พูดกัน ไม่นานนักหลังจากที่ฉิงหยูประกาศยอมแพ้ เจ้าสำนักเจี้ยนก็ได้พูดกับหยูชูซิน
“ซินเอ๋อ การประลองรอบนี้เจ้ายอมแพ้ให้ศิษย์พี่ของเจ้าเถอะ”
“ทำไมศิษย์จะต้องยอมแพ้ด้วยล่ะคะ?” หยูชูซินคิ้วขมวด ถึงแม้เธอจะไม่พอใจกับคำสั่งของอาจารย์ ทำไมถึงต้องให้เธอแพ้ด้วย เธอนั้นมีกระบี่เซียนอยู่ในมือแต่เจี้ยนอ้าวไม่มี จะยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าใครจะแพ้หรือชนะกันแน่
แล้วผู้อาวุโสเจี้ยนก็ได้คิ้วขมวดแล้วพูดอย่างโมโห “นี่เป็นคำสั่ง!”
“ข้าขอยอมแพ้ค่ะ!” แล้วหยูชูซินก็ได้ลงจากเวทีไปทันที เหลือเพียงแค่ฉิงเทียนกับเจี้ยนอ้าวที่ยังยืนอยู่บนเวที แล้วกรรมการที่เป็นคนของสำนักซูซานนั้น ย่อมรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร
จึงได้รีบประกาศการยอมแพ้ของหยูชูซิน แล้วรอบรองชิงชนะเลิศก็ได้จบลงโดยไร้ซึ่งการต่อสู้ใดๆ
และแล้วหยิงเทียนกับเจี้ยนอ้าวก็ต้องมาสู้กันเพื่อหาที่หนึ่ง ในขณะที่หยูชูซินและหยิงหยูต้องสู้กันเพื่อชิงที่สาม
และแล้วการต่อสู้ที่หลายๆคนคาดหวังเอาไว้ก็จะได้เริ่มต้นขึ้น การประลองยุทธ์เพื่อหาอันดับหนึ่งระหว่าง ฉิงเทียนกับเจี้ยนอ้าว
ในเวลานี้เหล่าผู้ชมก็ได้พากันจ้องมองไปที่เวที ซึ่งเจี้ยนอ้าวจะชนะหรือจะเป็นหยิงเทียนชนะก็ไม่มีใครทราบได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาต่างก็คาดหวังกับศึกนี้!
เหล่าผู้ชมต่างก็เฝ้ารอดู แม้แต่เจ้าสำนักทั้งหกเองต่างเฝ้ามองไปที่บนเวที