ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 433 สะสางปัญหา
บทที่ 433 สะสางปัญหา
ในขณะที่พวกเขากำลังเล่นไพ่นกกระจอกกับยมทูตหัววัวหน้าม้ากันอย่างสนุกสนานอยู่นั้น ทหารหยินคนหนึ่งก็ได้เข้ามาแจ้ง บอกว่าถึงเวลาไปตรวจสอบผีแล้ว
ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ทำให้ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม ตอนที่เขามายังไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย แล้วทำไมจู่ๆถึงได้มีการตรวจสอบกันในเวลานี้
ยมทูตหัววัวจึงอธิบาย “ปกติพวกเราจะปิดประตูผีในเวลากลางคืน แต่ก็มีกรณีพิเศษที่พวกจะทำงานล่วงเวลากัน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ซึ่งก็คือวันนี้ แล้วในเวลากลางคืนความสามารถในการตรวจจับผีของประตูผีจะหายไป และมีผีร้ายมากมายนอกยมโลกที่คิดจะแฝงตัวเข้ามาในยมโลก เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุนั้น ผีทุกตัวที่จะผ่านประตูผีนั้นจำเป็นต้องมีการตรวจสอบตัวตนกันเสียก่อน”
“ในเวลานี้หน้าม้าและข้าก็มีหน้าที่ที่จะต้องไปตรวจสอบตัวตนพวกผีเหล่านั้น หลังจากที่ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จะมีเพียงผีที่มีบันทึกข้อมูลอยู่กับทางที่ทำการจะสามารถเข้ามาได้น่ะ” หัววัวก็ได้อธิบายให้ฉิงเทียนฟัง
หลังจากที่ฉิงเทียนได้ยินที่หัววัวอธิบายแล้ว ฉิงเทียนก็ได้สังเกตดูอย่างใกล้ชิด อย่างที่เขาว่าเอาไว้ ยมทูตหัววัวหน้าม้าก็ได้ทำการเปิดดูบัญชีรายชื่อ แล้วผีแต่ละตัวก็เข้ามา พวกเขาเปิดดูบัญชีและมองหาข้อมูลพื้นฐานของผีตนนั้น เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ผีตนนั้นก็จะสามารถเข้ามาได้ แต่ถ้าหากเป็นผีที่มียมทูตขาวดำเป็นคนพามา ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบใดๆ แล้วปล่อยผ่านให้เข้าออกประตูผีแล้วออกไปหลอกหลอนในโลกมนุษย์ต่อได้เลย
“ทำไมถึงผีที่มียมทูตขาวดำเป็นคนพามาถึงไม่ต้องตรวจสอบเหรอครับ?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย
“ยมทูตขาวดำนั้นเป็นคนของทางที่ทำการอยู่แล้ว ทำให้ผีที่พวกเขาพามานั้นไม่มีปัญหาอะไร เราจึงได้ไม่ทำการตรวจสอบพวกเขาเพื่อเป็นการรักษาเวลาด้วย” ยมทูตหัววัวอธิบายเรื่องพื้นฐานของที่ทำการให้ฉิงเทียนฟัง
แต่ยมทูตหน้าม้าก็ได้พูดบ่นขึ้นมา “ข้าบอกแล้วว่าขนาดประตูของประตูผีเนี่ยควรจะมีขนาดใหญ่มากกว่านี้ อย่างที่เห็นพวกเราทำการตรวจสอบผีได้แค่ไม่กี่ตัวจนมาถึงตอนนี้ คืนนี้คงไม่ได้พักจนกว่าจะตรวจสอบเหล่านี้หมด” ถึงแม้ยมทูตหน้าม้าจะบ่นเช่นนั้น แต่ในใจเขาจริงๆแล้วแค่อยากที่จะกลับที่พักแล้วไปนั่งเล่นหลั่งเลือดลงแม่น้ำต่อ แต่มือของเขาก็ไม่ได้หยุดมือเลยแม้แต่น้อย “พึ่บๆ” พลิกหน้าสมุดบัญชีไปมาไม่ถึงนาที แล้วในที่สุดเขาก็พบข้อมูลของผีตนที่อยู่ด้านหน้า แล้วเมื่อเทียบเคียงแล้วยืนยันแล้วว่าถูกต้อง แล้วก็หันไปหาตะขอที่อยู่หลังเขาแล้วหยิบเอาเครื่องรางสีขาวที่แขวนอยู่ที่เอวของยมทูตหน้าม้าขึ้นมา ทันทีที่แสงนั้นฉายออกมา ผีที่ทำการยืนยันตวเรียบร้อยแล้วก็หายไปทันที
ถ้าฉิงเทียนจำไม่ผิด เครื่องรางสีขาวนั้นน่าจะคือเครื่องรางที่ยมทูตหัววัวบอกเอาไว้ว่าใช้ควบคุมผีได้ และสามารถเอามาใช้ตรวจสอบผีได้ด้วย ตามที่ยมทูตหัววัวอธิบายเอาไว้เมื่อสักครู่
แต่ประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี มันต้องใช้เวลาประมาณ 5 นาทีต่อผี 1 ตัว เหตุหนึ่งคือต้องใช้เวลาไปกับการที่ยมทูตหัววัวหน้าม้าต้องทำการค้นหาข้อมูลของผีในบัญชี และอีกสาเหตุคือการที่ผีหนาแน่นจนเกินไปจนทำให้ขยับไม่ได้ และไหนจะต้องรอตรวจข้อมูลอีก ผลคือทำให้ผีที่อยู่ใกล้ๆถูกขวางและไม่สามารถเข้ามาได้ เป็นสาเหตุให้ต้องใช้เวลานานมาก
ฉิงเทียนจึงทนไม่ไหวแล้วถาม “พี่วัวพี่ม้าครับ พวกท่านไม่คิดที่จะคิดหาวิธีแก้เรื่องปัญหาติดขัดนี้บ้างเหรอครับ?”
“เฮ้อ ใครว่าข้าไม่อยากล่ะ” ยมทูตหัววัวถอนหายใจ “ข้าเคยเสนอท่านยมบาลทั้ง 10 ขุมแล้วไปหลายครั้งแล้วให้ขยายประตูผี แต่ผลคือท่านยมบาลทั้ง 10 ขุมนั้นได้ปฏิเสธกลับมาเพราะปัญหาเรื่องงบประมาณในยมโลกไม่พอน่ะ”
งบประมาณในยมโลกไม่พอ? ฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะอึ้ง ในความคิดของเขาไม่ใช่ว่าท่านราชายมบาลเป็นคนใจป้ำมากหรอกเหรอ กะอีแค่การปรับปรุงประตูผีใหม่ทำไมถึงบอกงบประมาณไม่พอนะ?
ยมทูตหัววัวจึงได้รีบอธิบายเมื่อเห็นว่าฉิงเทียนนั้นมีสีหน้าที่ไม่เชื่อ “น้องฉิง กำแพงของประตูแห่งนี้นั้นล้วนทำมาจากศิลาทองคำ ซึ่งจะต้องออกไปหามาที่นอกเมืองโดยคนที่แข็งแกร่งสุดๆน่ะ”
หินที่ประตูผีนั้นทำมาจากวัสดุเช่นนี้นี่เอง แล้วหินทองคำจากต่างแดนอย่างนั้นเหรอ? เขาไม่นึกเลยว่ายังจะมีโลกอื่นอยู่อีกนอกจากโลกมนุษย์ ยมโลกและโลกเซียน ทำให้ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะสงสัย แต่ทว่าฉิงเทียนก็ไม่ได้คิดที่จะถามยมทูตหัววัวหน้าม้าออกไป ในเวลานี้เขาจะต้องสะสางเรื่องของปัญหาติดขัดนี้ให้ทั้งสองคนก่อน
“แล้วพี่วัวกับพี่ม้าไม่ได้คิดหาหนทางอื่นบ้างเลยเหรอครับ?” ฉิงเทียนถาม
“ยังมีหนทางอื่นนอกจากการขยายประตูอีกเหรอ?” แล้วหน้าม้าก็ได้คิ้วขมวดขึ้นมาทันที และหน้าม้าของเขาที่ยาวอยู่แล้วก็ได้ยาวมากขึ้นไปอีก
“จริงด้วย หรือว่าน้องฉิงมีความคิดอื่นอย่างนั้นเหรอ?” ยมทูตหัววัวกล่าวด้วยสายตาเบิกกว้าง
“ทำไมพวกคุณไม่ลองแบ่งเลนล่ะครับ!” ฉิงเทียนพูดอย่างช่วยไม่ได้
“แบ่งเลน? อะไรคือแบ่งเลน?” พวกเขายิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก พวกเขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
ในเวลานี้ฉิงเทียนก็อยากที่จะตะโกนออกมา โธ่สวรรค์ช่วยเอาไอ้โง่สองตัวนี้ไปที!
“การแบ่งเลนก็คือการแบ่งผีที่จะเดินเข้าและออกประตูผีจากกัน ในขณะที่ผีที่จะเดินออกจากประตูผีให้ไปทางขวาและผีที่จะเข้ามาให้ไปทางประตูซ้าย ถ้าทำเช่นนี้ทางเข้าและทางออกก็จะได้ไม่ชนกัน” ฉิงเทียนอธิบายต่อ
เมื่อได้ยินที่ฉิงเทียนเสนอ ยมทูตหัววัวหน้าม้าก็พลันนึกขึ้นมาได้ทันที และพูดอย่างตื่นเต้น “ทำไมข้าถึงไม่เคยนึกวิธีดีๆเช่นนี้มาก่อน? น้องฉิงเจ้านี่ช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ! ข้าขอกอดเจ้าหน่อยเป็นการแสดงความขอบคุณจากข้า”
เขากล่าวแล้วก็เข้าไปโอบกอดฉิงเทียนด้วยท่าหมีกอด ฉิงเทียนจึงรีบพูดอย่างรวดเร็ว “พี่วัวพี่ม้าครับ ผมรับแค่คำชื่นชมก็พอแล้ว ถ้าเกิดพี่กอดผมแบบนี้ ร่างเล็กๆของผมมันจะแหลกเสียก่อน ผมให้พวกคุณสองคนกอดไม่ได้หรอกครับ”
“ฮ่าๆ จริงด้วย” หัววัวหน้าม้าหัวเราะ แน่นอนว่าด้วยวิธีการนี้ทั้งสองคนก็คิดว่าน่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องของการแออัดที่หน้าประตูผีได้อย่างมากในอนาคต
แล้วยมทูตหัววัวหน้าม้าก็ได้สั่งการทหารหยินออกไปให้ทำการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามความคิดของฉิงเทียน ด้านหนึ่งเข้าและด้านหนึ่งออก
อย่างที่เขากล่าวเอาไว้ หลังจากที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มแล้ว ปัญหาติดขัดก็ได้ลดลงไปแล้วประสิทธิภาพการทำงานก็ดีขึ้นอย่างมาก แถวที่ยาวเหยียดก็ได้ลดลงหลังจากที่ผ่านไปสักพัก
“น้องฉิงเจ้านี่ช่างเหมือนฝนที่ตกตามต้องการจริงๆ ปัญหาที่มีมาหลายพันปีก็สามารถสะสางได้ด้วยวิธีเช่นนี้ ซึ่งช่วยให้การทำงานในที่ทำการของพวกเราดีขึ้นอย่างมาก น้องฉิงเจ้าได้ทำคุณงามความดีอย่างมากแล้ว” ยมทูตหัววัวหน้าม้ากล่าวอย่างดีใจ
“ไม่เป็นไรครับไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ” ฉิงเทียนกล่าวอย่างถ่อมตัว
แต่มีสิ่งที่ฉิงเทียนสงสัยคือการแบ่งถนนออกเป็นสองเลนเช่นนี้นั้น มีมาในจีนตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตที่อยู่มาเป็นหมื่นปีในฐานะคนใหญ่คนโตอย่างสองตนนี้ถึงได้ไม่รู้กันนะ
แต่สิ่งที่ฉิงเทียนไม่รู้คือคนใหญ่คนโตในยมโลกนั้นต่างก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากขนาดนั้น พวกเขาจึงไม่คิดที่จะมาทำอะไรเสียเวลาเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดถึงปัญหาเช่นนี้มาก่อนเลย แล้วเจ้าหน้าที่ระดับกลางๆในยมโลกอย่างปีศาจอย่างหัววัวหน้าม้านั้น พวกเขาคิดว่าคนใหญ่คนโตยังหาหนทางไม่ได้ แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้
แล้วผลคือเมื่อเหล่าคนใหญ่คนโตไม่ได้คิดถึงปัญหานี้ แล้วคนที่อยู่เบื้องล่างอย่างพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะคิดเช่นกัน ปัญหาจึงได้มีมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่ได้รับการแก้ไข
แล้วท้องฟ้าก็ได้ค่อยๆเริ่มสว่างขึ้นมา แล้วท้องฟ้าพระอาทิตย์สีเทาก็ได้เริ่มสาดส่องแสงสว่างกว่าดวงจันทร์ ฉิงเทียนจึงได้รู้ว่าวันใหม่มาถึงแล้ว และวันที่เขาจะได้ไปที่พระราชวังยมโลกได้มาถึงแล้ว
“พี่หัววัว, พี่หน้าม้าครับ ผมคงต้องไปต่อแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” ฉิงเทียนทำท่าคารวะแล้วก้มหัว
“น้องฉิง ท่านราชายมบาลมีธุระสำคัญกับเจ้าอยู่ ข้าคงไม่อาจขอให้เจ้าอยู่ต่อได้ เอาไว้พวกเราค่อยมาอยู่กันยาวๆตอนที่เจ้ากลับมา!” ยมทูตหัววัวยิ้มแล้วตบไหลของฉิงเทียนแล้วหัวเราะ
“ได้ครับ!” ฉิงเทียนกล่าว แต่จริงๆแล้วเขาคิดที่จะไปช่วยท่านราชายมบาลให้เสร็จเรียบร้อยแล้วรีบเดินทางกลับโลกโดยไว บรรยากาศในยมโลกนั้นมันอึมครึมเกินไป ถึงแม้ว่าฉิงเทียนจะได้ทานไข่มุกมืดมาแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ดี