ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 62 การฝึกวิชาของซูเสวี่ย
บทที่ 62 การฝึกวิชาของซูเสวี่ย
รถลอยขึ้นไปในอากาศ และหลิ่วไห่ที่อยู่ในรถก็ได้กลิ้งไปมาในรถ
“ปัง…..ปัง” เกิดเสียงดังขึ้นมาจากรถเปอร์เช่ที่กระแทกเข้ากับพื้นนอกทางโค้งหลังจากที่ตกลงมา!
แล้วจากนั้นตำรวจจราจรที่จอดอยู่ไหล่ทางก็ได้เข้ามาดูเหตุการณ์เข้า! “เร็วเข้า เสี่ยวหวัง!”
“เคลียร์เส้นทาง เคลียร์เส้นทาง เสี่ยวหวังโทรแจ้ง *120” (*เบอร์ฉุกเฉินเรียกรถพยาบาลในจีน)
“รับทราบครับหัวหน้าจาง!” พูดจบเขาก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร 120 แล้วรีบตามหัวหน้าจากไปดูอุบัติเหตุรถยนต์ของหลิวไห่
แน่นอนว่า ฉิงเทียนนั้นไม่ได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เลย ตัวเขานั้นกำลังรอซูเสวี่ยมาที่บ้านของเขาอย่างตื่นเต้น
“คนที่ฉันรัก….” ฉิงเทียนกำลังร้องเพลง
“ติ๊งต่อง” เสียงดังขึ้นมา ฉิงเทียนจึงได้เปิดประตูออกมา เธอก็พบซูเสวี่ยที่กำลังหน้าแดง!
“ฉิงเทียน ฝึกวิชาๆ!” ซูเสวี่ยพูดกับฉิงเทียนอย่างตื่นเต้น
มองไปที่สีหน้าของซูเสวี่ยแล้ว ฉิงเทียนก็ได้หัวเราะออกมา “ภรรยาจ๋า ทำไมคุณถึงได้รีบร้อนนักล่ะ?” ฉิงเทียนโอบกอดที่เอวของซูเสวี่ย “พวกเราควรจะทำอะไรกันก่อนไม่ใช่เหรอ?” พูดจบมือของเขาก็ลูบไล้ไปที่ตัวของซูเสวี่ยอย่างควบคุมไม่ได้
ซูเสวี่ย ที่ถูกลูบไล้โดยฉิงเทียนนั้น ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงได้จับมือที่ซุกซนของฉิงเทียนเอาไว้แล้วพูดขึ้น “เอาไว้ทีหลังไม่ได้เหรอคุณสามี? สอนวิชาฉันก่อนสิ!” เมื่อได้ยินคำว่าสามี ทำให้ร่างกายของฉิงเทียนนั้นแทบจะละลายทันที จากนั้นซูเสวี่ยก็ได้หันกลับมา ใบหน้าที่น่าหลงใหลของเธอมองมาที่ฉิงเทียน และจับมือทั้งสองข้างเอาไว้และเขย่าแขนของเขาไปมา “นี่คุณสามี สอนวิชาให้ฉันนะ!”
ฉิงเทียนรู้สึกอึ้งกับท่าทีที่ซุกซนเหมือนเด็กของซูเสวี่ย เลือดของเขาก็สูบฉีดมากขึ้นไปอีก เขาจึงได้เข้าโอบกอดซูเสวี่ยแล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อ เอาไว้เสร็จเรื่องนี้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังนะ!”
………………..
แล้วเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายเต็มพื้น แล้วไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
บนเตียง ฉิงเทียนนั้นกำลังกอดอยู่กับซูเสวี่ยด้วยรอยยิ้ม “เสวี่ยเอ๋อ คุณช่างสวยจริงๆ”
ซูเสวี่ยที่ถูกชมโดยฉิงเทียนว่าสวยนั้นก็ทำให้หัวใจของเธอพองโตขึ้นและพูดกลับมา “คุณสามี พ่อของฉันบอกว่าต่อไปให้ฉันอยู่ช่วยงานที่บ้าน บางทีฉันอาจจะมาหาคุณทุกวันไม่ได้แล้วนะ!”
“ไม่เป็นไรภรรยาจ๋า เดี๋ยวผมไปหาคุณที่ร้านเอง!” ฉิงเทียนพูดปลอบเธอ
ยิ่งไปกว่านั้น แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคุณคงได้กลายเป็นหมูแน่ หากแค่กินกับนอนทุกวัน” เขาพูดแล้วจับที่แก้มของซูเสวี่ย
ซูเสวี่ยจึงได้หันหน้าหนีเขา “คุณว่าใครเป็นหมู? แล้วคุณน่ะรีบๆสอนวิชาฉันได้แล้ว ฉันยอมให้คุณทำเรื่องไม่ดีแล้วนะ!”
“ได้จ้ะ ได้จ้ะ คุณภรรยาจ๋าผมจะรีบสอนให้คุณเดี๋ยวนี้แหละ” หลังจากที่พูดจบ ท่ามกลางสายตาที่ตกใจของซูเสวี่ย ฉิงเทียนก็ได้หลับตาของเขาและมือของเขาก็ได้ยื่นมาที่หัวของซูเสวี่ย
ทันใดนั้นซูเสวี่ยก็รู้สึกเหมือนหัวของเธอลอยขึ้นมาและคิ้วของเธอก็ขมวด ฉิงเทียนก็ได้รีบดึงมือของตัวเองกลับมาและมองดูซูเสวี่ยอย่างเงียบๆ
1 ชั่วโมงผ่านไป ซูเสวี่ยก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้วพูดอย่างดีใจ “คุณสามี นี่เรื่องจริงงั้นเหรอคะ?”
“จริงแท้แน่นอนจ๊ะ คุณภรรยา!” ฉิงเทียนตอบกลับไปทันที “หากว่าคุณสามารถฝึกวิชาจนไปถึงขั้นสูงๆได้แล้ว คุณจะสามารถบินไปยังโลกเซียนได้เลย!”
“ตราบเท่าที่คุณยืนยันได้ว่าฉันจะไม่แก่ก็พอแล้ว!” ซูเสวี่ยพูดอย่างมีความสุข
ฉิงเทียนมองมาที่ซูเสวี่ยที่กำลังมีความสุขแล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อ คุณจะลองทดสอบดูก่อนก็ได้นะว่าคุณนั้นสามารถรู้สึกถึงพลังวิญญาณได้หรือไม่”
“อื้ม ขอฉันลองก่อนนะ” หลังจากที่พูดจบเธอก็จูบที่หน้าของฉิงเทียน แล้วฉิงเทียนก็ได้มองดูเธอด้วยรอยยิ้ม แล้วจากนั้นก็ได้วางน้ำวิญญาณเอาไว้ข้างๆตัวของซูเสวี่ย
หลังจากที่หลับตาของเธอลง ซูเสวี่ยก็ค่อยๆคิดถึงวิชาที่เธอได้รับมา ฉิงเทียนก็มองดูเธออย่างเงียบๆ ในตอนแรกนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อผ่านไปได้สักระยะ ฉิงเทียนก็พลันรู้สึกถึงพลังวิญญาณในน้ำที่เขาเทให้ซูเสวี่ยได้หายไป ฉิงเทียนจึงได้อดที่จะยิ้มไม่ได้ เพราะเขารู้ว่าซูเสวี่ยนั้นสามารถรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณของเธอได้แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าซูเสวี่ยนั้นมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ฝึกวิชาแล้ว
ซึ่งสามารถพูดได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกวิชาคือการรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณ ถ้าใครก็ตามที่ไม่สามารถรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณได้แล้วละก็ หมายความว่าคนคนนั้นไม่สามารถที่จะฝึกวิชาได้ และซูเสวี่ยนั้นที่สามารถรู้สึกได้ก็แสดงให้เห็นได้ว่าเธอนั้นสามารถที่จะฝึกวิชาได้!
หลังจากผ่านไปได้ซักชั่วโมงสองชั่วโมง ซูเสวี่ยยังไม่ลืมตาขึ้นมา ฉิงเทียนจึงได้นั่งขัดสมาธิและเริ่มฝึกวิชาบ้าง แล้วทั้งสองคนชายหญิงก็ได้นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องนอน! ในเวลานี้ถ้ามีผู้ที่ฝึกวิชามาเห็นเข้า พวกเขาก็คงจะรู้สึกประหลาดใจ เพราะความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก!
หนึ่งคืนผ่านไป ฉิงเทียนก็ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ และพบว่ามีแค่ตัวเขาที่ยังอยู่บนเตียง ฉิงเทียนจึงได้พูดอย่างสงสัย “เอ๋ เสวี่ยเอ๋อไปไหนแล้ว?”
มีกลิ่นออกมาจากห้องครัว ฉิงเทียนที่ได้กลิ่นหอมนั้นก็ได้เดินไปที่ห้องครัว ซูเสวี่ยนั้นสวมเสื้อทีเชิร์ตและผ้ากันเปื้อน แสงแดดส่องมาที่ผมที่ยาวสลวยของซูเสวี่ย ซูเสวี่ยนั้นกำลังทำอาหารเช้าอยู่ ฉิงเทียนมองดูเธออยู่ด้านหลังเงียบๆ ด้วยสายตาที่เอ่อล้นออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ตั้งแต่ที่พ่อแม่ของเขาได้เสียไป ฉิงหยูเองก็เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวง เขาเองก็ติดเรื่องยุ่งๆอยู่บ่อยๆจนแทบไม่มีเวลาที่จะทานข้าวที่บ้าน จริงๆแล้ว มีเพียงฉิงเทียนเท่านั้นที่รู้ตัวเองดีว่าเขานั้นกลัวความโดดเดี่ยว ไม่รู้ต่อกี่หนแล้วที่ภาพเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาในความฝันของเขา!
โดยที่ไม่รู้ตัว ซูเสวี่ยที่ดูเหมือนจะรู้สึกได้ว่ามีใครอยู่ข้างหลังเธอ เมื่อหันหลังกลับไปก็พบกับฉิงเทียนที่กำลังยืนเหม่อมองดูเธออยู่ ขณะที่ยังถือตะหลิวอยู่ในมือ เธอก็ยิ้มและพูดกับเขา “มีอะไรงั้นเหรอจ๊ะ คุณสามี?”
เขาจึงได้รีบเก็บความรู้สึกของเขาเอาไว้ แล้วฉิงเทียนก็ได้ยิ้มขึ้นมาและเข้าสวมกอดซูเสวี่ยจากด้านหลัง “ภรรยาจ๊ะ ผมจำไม่ได้ว่าที่ห้องของผมนั้นจะมีของพวกนี้มาก่อนเลยนะ!”
“คุณอายที่จะพูดเหรอว่าในตู้เย็นของคุณน่ะ นอกจากขนมปังแล้วก็มีแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปน่ะ” ซูเสวี่ยกล่าว
เมื่อเห็นว่าซูเสวี่ยเป็นห่วงเขา ฉิงเทียนก็รู้สึกมีความสุขและตอบกลับไป “สามีของคุณไม่เคยทานข้าวที่บ้านน่ะ!”
“ฉันซื้อของสดมาใส่ในตู้เย็นของคุณให้แล้วนะ เอาไว้ฉันจะมาทำให้คุณบ้างถ้าฉันว่าง” ซูเสวี่ยตักอาหารเช้าใส่ชาม แล้วฉิงเทียนก็ได้รีบนำมาวางที่โต๊ะทันที!
ฉิงเทียนมองมาที่ซูเสวี่ยที่กำลังนั่งบนโต๊ะทานอาหารอย่างตั้งใจแล้วพูดขึ้น “ที่รัก เมื่อคืนคุณรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณแล้วใช่ไหม?”
เมื่อถูกถามโดยฉิงเทียน ซูเสวี่ยก็ได้ตอบอย่างมีความสุข “มันน่าทึ่งมากเลยล่ะค่ะ ฉันรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณที่เข้ามาในตัวของฉัน ทั้งร่างกายของฉันก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ถึงฉันจะไม่ได้หลับเลยทั้งคืนแต่ก็กลับรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด!” ซูเสวี่ยทานอาหารไปและคุยถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของเธอไป!
ในขณะนั้นฉิงเทียนก็กำลังมองดูเธออย่างมีความสุข ซูเสวี่ยนั้นคือผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉิงเทียน เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่ปล่อยให้เธอต้องบาดเจ็บ! ฉิงเทียนพูดสาบานในใจ
ฉิงเทียนนั้นกำลังนั่งรับประทานอาหารในบรรยากาศที่อบอุ่น ในขณะที่หลิวไห่นั้นนอนอยู่บนเตียงในห้องVIPของโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโม๋ตู ในตอนนั้นมีผู้หญิงที่กำลังปวดหัวยืนอยู่ข้างๆเขา ถ้าฉิงเทียนอยู่ที่นี่ เขาคงจะต้องประหลาดใจ เพราะผู้หญิงคนนี้คือหลิวตันคนเดียวกันกับที่เขาพบในคราวก่อน!
“พี่ครับ พี่จะต้องล้างแค้นให้ผมด้วยนะครับ! มันจะต้องเป็นฝีมือของฉิงเทียนแน่ๆ! ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้สึกอะไรเลยที่ขาของผมแบบนี้หรอก เขาต้องการที่จะฆ่าน้องชายของพี่นะครับ” เขาพูดขณะที่ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล มองมาที่หลิวตันที่อยู่ในชุดทำงาน!
เมื่อได้ยินชื่อของฉิงเทียน หลิวตันก็คิ้วขมวด เขาเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนกันนะ! แต่เมื่อเธอเห็นใบหน้าของน้องชายที่กลายเป็นหัวหมูเช่นนี้ หลิวตันก็อดไม่ได้ที่จะโกรธขึ้นมา “ไม่ต้องกังวลไป เสี่ยวไห่ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครแต่ถ้าเขากล้าทำร้ายคุณ พี่จะล้างแค้นให้เอง!”
“พี่ครับ คุณจะต้องทำให้เขารู้สึกตายเสียดีกว่าอยู่เลยนะครับ” หลิวไห่พูดอย่างโกรธแค้น
ทันทีที่หลิวไห่พูดจบ เขาก็เห็นชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทดูภูมิฐานเดินเข้ามาและเมื่อเห็นสภาพของหลิวไห่แล้ว เขาก็พูดขึ้น “ไอ้ลูกไม่รักดี เอาแต่กิน ดื่ม เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิงตลอดทั้งวัน แล้วคราวนี้ไปทำอะไรเข้าล่ะถึงได้โดนเขาสั่งสอนซะจนสาหัสเนี่ย?”
หลิวไห่ก็ได้ก้มหัวของและมองไปที่หลิวตันด้วยแววตาขอร้อง!
หลิวตันจึงได้พูดขึ้นมา “พ่อคะ เสี่ยวไห่ถูกทำร้ายจนเป็นแบบนี้ คุณพ่อคิดว่าเขาจะไปทำอะไรไว้อย่างนั้นเหรอคะ?”
“เขาว่าแม่ที่ใจดีจะทำให้เด็กเอาแต่ใจ แถมยังถูกพี่สาวตามใจอีกต่างหาก!” หลิวซิงหยุนพูดแบบช่วยไม่ได้