สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 63 การทดสอบของสำนัก
ทันทีที่กลับถึงสำนัก จั่วม่อถูกสือฟั่งหรงเรียกไปตำหนิอย่างรุนแรง แต่นี่เป็นครั้ง
แรกที่มันรู้สึกว่าซือฟูั่ห่วงกังวลกับมันจริงๆ และอาจฟังแปลกๆ อยู่บ้าง หากจะกล่าวว่า
มันพึงพอใจที่ถูกดุด่า ภายในใจรู้สึกอบอุ่นตื้นตัน ซือฟูั่อาจอารมณ์ไม่ค่อยดี บุคลิกเย็นชา
อยู่สักหน่อย แต่นางก็เป็นท่านอาจารย์ที่ไม่เลวเลย
หลังจากซือฟูั่ดุด่ามันจนหนำใจ จั่วม่อกลับไปยังบ้านน้อย มีหลายสิ่งที่มันต้องย่อย
สองสามวันนี้มันอยากพักผ่อนให้เต็มที่ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมามันเอาแต่คร่ำเคร่ง
ฝึกปรืออย่างหนัก จิตใจมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ ช่วงเวลาที่เหลือสองสามวันก่อนการ
ทดสอบเหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง นอกจากนี้มันยังต้องการเวลาสะสางสิ่งที่
ฝึกปรือสำเร็จทั้งหมด
ในเวลาเดียวกันกับที่จั่วม่อพักผ่อนอยู่ในลานน้อยลมตะวันตก บุรุษชุดขาวผู้หนึ่งยืน
อยู่บนยอดเขาไม่ไกลจากภูเขาสุญตา คนผู้นั้นพึมพำกับตัวเอง “สมควรอยู่บริเวณนี้เอง”
หากจั่วม่อพบเห็นคนผู้นี้ มันจะต้องตื่นตระหนก บุรุษชุดขาวผู้นี้ เป็นคนเดียวกันกับ
บุคคลที่มันพบพานระหว่างทาง หลินเชียน!
หลินเชียนสีหน้าเคร่งขรึม ใบหน้ายังคงหล่อเหลาไร้คู่เปรียบ มันเงยหน้าขึ้นมอง
ท้องฟั้า กระซิบแผ่วเบา “ดาวพร่างกลางทิวา……”
เมื่อการทดสอบของสำนักใกล้เข้ามา ตลอดทั้งสำนักกระบี่สุญตาล้วนสับสนวุ่นวาย
การทดสอบประจำปีของสำนักเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับศิษย์ทุกคน เนื่องจากจะส่งผล
โดยตรงต่อสถานะและผลประโยชน์ของแต่ละคนในปีต่อไป
การทดสอบครอบคลุมหัวข้อกว้างขวางมาก ตัวอย่างเช่นจั่วม่อ มันก็เป็นหนึ่งในผู้
ทดสอบ รับผิดชอบทดสอบศิษย์ฝั่ายนอกในฝีมือด้านเวทวิชาเบญจธาตุของพวกมัน
แต่การทดสอบที่สำคัญที่สุดของสำนักย่อมเป็นวิชากระบี่!
เหล่าศิษย์ที่ส่องประกายในการทดสอบ สถานะในสำนักและผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ย่อมดีมากขึ้นกว่าเดิม ศิษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นศิษย์ฝั่ายในหรือศิษย์ฝั่ายนอก ต่างทุ่มเท
ฝึกฝนสุดชีวิตเพื่อการทดสอบครั้งนี้
หากเทียบกับปีที่ผ่านมา การทดสอบของสำนักในปีนี้น่าสนใจกว่าเดิม อย่างเช่น
ความบาดหมางระหว่างศิษย์พี่หลัวหลีกับศิษย์พี่จั่วม่อ และสิ่งที่ทุกผู้คนตั้งตารอชม คือ
หากศิษย์พี่เหวยเสิ้งออกมาจากถ้ำกระบี่ก่อนการทดสอบก็จะดีมาก หากศิษย์พี่ออกมา
ทันเวลา มันย่อมเข้าร่วมการทดสอบ ศิษย์พี่เหวยเสิ้งมีความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์พี่จั่วม่อ
แน่นอนว่ามันจะไม่ยอมนั่งงอมือรอชมอยู่เฉยๆ จากนั้นเรื่องราวย่อมสนุกสนานขึ้นมาก
แล้ว
ส่วนการประลองระหว่างหลัวหลีกับจั่วม่อ ในสายตาของทุกผู้คน มันเป็นการต่อสู้ที่
ทราบผลล่วงหน้าอยู่แล้ว คุณค่าของการประลองนี้คือการล่อศิษย์พี่เหวยเสิ้งออกมา
เท่านั้น เวลานี้เมื่อศิษย์พี่เหวยเสิ้งไม่มา คุณค่าของการประลองก็พลันลดน้อยลงมาก
ทั้งหมดแค่ต้องเดาว่าศิษย์พี่หลัวหลีจะหยามหน้าและทุบตีจั่วม่ออย่างไร
และแล้วการทดสอบประจำปีของสำนักกระบี่สุญตา ในที่สุดก็เปิดฉากขึ้น
เหล่าศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกันที่บริเวณลานกว้างด้านนอกโถงสุญตา
เผยเหยียนหรานยืนอยู่ด้านบนแท่นพิธี กวาดตามองศิษย์ฝั่ายนอกและศิษย์ฝั่ายในที่
ชุมนุมอยู่เบื้องล่าง มันอดทอดถอนไม่ได้ ปีนี้เป็นปีที่สำคัญเป็นพิเศษสำหรับสำนักกระบี่
สุญตา เกษตรกรปราณเช่นจั่วม่อปรากฎขึ้นผู้หนึ่ง ทั้งยังมีเซียนกระบี่อัจฉริยะเช่นเหวย
เสิ้งอีกผู้หนึ่ง!
“ศิษย์พี่ เริ่มกันเถิด” หยานเล่อเตือนเผยเหยียนหราน เพื่อการทดสอบของสำนัก
หนนี้มันรีบเร่งมาจากตงฝูเป็นการเฉพาะ
เผยเหยียนหรานดึงสติกลับมาจากอาการสะท้อนใจ พยักหน้า หันหน้าไปทางทุกคน
เริ่มกล่าวเน้นเสียง “ปีนี้ สำนักมีศิษย์ที่โดดเด่นหลายคน ข้าปลาบปลื้มยิ่ง การบำเพ็ญ
เพียรไม่ผิดอันใดกับการว่ายน้ำทวนกระแส หากเจ้าไม่คืบหน้า ก็จะถูกผลักถอยหลัง
ดังนั้นเจ้าไม่สามารถหย่อนยานได้”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” เหล่าศิษย์ตอบรับโดยพร้อมเพรียง
“เริ่มการทดสอบ!”
การทดสอบช่วงแรกเป็นการทดสอบของบรรดาศิษย์ฝั่ายนอก และผู้รับผิดชอบ
ทดสอบพวกมันคือเหล่าศิษย์ฝั่ายในทุกคน จั่วม่อรับผิดชอบเหล่าชาวนาปราณ สวี่อี้เป็น
ประธานทดสอบวิชาหลอมสร้าง ดังนี้เอง แต่ละคนล้วนมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่มีผู้ใดอยู่
ว่าง และนี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อได้พบต้าซือเจี่ย กงซุนฉิง
ต้าซือเจี่ยรูปโฉมสง่างาม รู้จักวางตัว ไม่ว่ายกมือวางเท้าล้วนงดงาม พอเหมาะพอดี
ไปเสียหมด นางกล่าววาจาไม่กี่คำ แต่ทุกคำล้วนนุ่มนวลอ่อนโยนและเกรงอกเกรงใจ แต่
ทุกคนก็ค่อนข้างเคารพนางมาก ว่ากันว่าต้าซือเจี่ยกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ในไม่ช้า คู่หมั้น
ของนางเป็นศิษย์สำนักใหญ่แห่งหนึ่ง นางเป็นผู้เดียวในบรรดาศิษย์ฝั่ายในที่ไม่ต้อง
รับผิดชอบการทดสอบ หน้าที่ของนางคือลาดตระเวนตรวจตราสถานที่ทั้งหมด จากสิ่งนี้
จะเห็นได้ถึงความไว้วางใจที่ท่านเจ้าสำนักและเหล่าอาจารย์อามีต่อนาง
เห็นเหล่าใบหน้าอันคุ้นเคยยามนี้เต็มไปด้วยความหวาดเกรง สะกิดให้จั่วม่อนึกถึง
ตนเอง การทดสอบของสำนักเมื่อปีก่อน มันยังคงอยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ เวลานี้มันกลับ
กลายเป็นผู้ตรวจสอบ ในใจรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง
เทียบกับศิษย์พี่คนอื่นๆ จั่วม่อคุ้นเคยกับบรรดาศิษย์ฝั่ายนอกเหล่านี้มากกว่าทุกคน
พลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันแต่ละคนจั่วม่อรู้เห็นชัดเจน เป็นผลให้การทดสอบของมันมี
ประสิทธิภาพมากที่สุดในที่แห่งนี้
จั่วม่อเสร็จสิ้นการดำเนินการทดสอบเป็นคนแรกในบรรดาศิษย์ฝั่ายใน
ผนึกผลการทดสอบลงในม้วนหยกอย่างระมัดระวัง จากนั้นมันส่งมอบให้ท่านเจ้า
สำนัก
“โอ้ เสี่ยวม่อรวดเร็วดีมาก” ท่านเจ้าสำนักยิ้มให้มันขณะที่รับม้วนหยก
“ศิษย์รู้จักมักคุ้นกับศิษย์น้องเหล่านี้ทุกคน ดังนั้นจึงรวดเร็วอยู่บ้าง” จั่วม่อตอบ
อย่างระมัดระวัง
“อืม ไม่เลว” ท่านเจ้าสำนักกวาดตามองผลลัพธ์ในม้วนหยก จากนั้นพยักหน้า
ยืนยัน หันไปส่งม้วนหยกให้หยานเล่อที่ด้านข้าง ผู้ซึ่งกำลังแย้มยิ้มให้จั่วม่อ “จริงสิ เสี่ยว
ม่อ ได้ยินว่าเจ้าถูกน้ำพัดพาไปตอนที่กำลังฝึกกระบี่อยู่ในแม่น้ำ?”
หากจั่วม่อไม่ได้มีใบหน้าผีดิบ ยามนี้ใบหน้ามันคงแดงฉานเหมือนตับสุกร ถูกเจ้า
สำนักถามเช่นนี้ต่อหน้าเหล่าอาจารย์ลุง แม้ว่าหนังหน้าจั่วม่อจะหนากว่านี้ ยังคงรู้สึก
ยากรับมืออยู่บ้าง
“ศิษย์ประมาทเกินไป ครั้งหน้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้” จั่วม่อได้แต่ตอบเช่นนี้
“อืม ระมัดระวังให้มากไว้ก็ดี มิเช่นนั้นซือฟูั่เจ้าจะเป็นห่วง” ท่านเจ้าสำนักหัวร่อ
“จะตายก็ตายให้หมดจดไปเสียเลย” สือฟั่งหรงกล่าวแทรกเสียงเย็น
จั่วม่อยามนี้ล่วงรู้อารมณ์ของท่านอาจารย์ของมันดี จึงไม่ได้ใส่ใจกังวลอีกแล้ว
หลังจากนั้น การทดสอบอื่นๆ ก็ทยอยเสร็จสิ้นลง ม้วนหยกบันทึกผลทั้งหมดส่งมอบ
ถึงมือท่านเจ้าสำนัก ณ จุดนี้ การทดสอบช่วงแรกของสำนักมาถึงจุดสิ้นสุด เหล่าศิษย์ทุก
คนกำลังเฝั้ารอให้ท่านเจ้าสำนักประกาศรางวัล ในแต่ละปี สามลำดับแรกในการทดสอบ
จะได้รับรางวัลเสมอ
เจ้าสำนักกวาดตาตรวจสอบม้วนหยกทุกม้วนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
“ไม่เลวเลยจริงๆ ในปีนี้ทุกผู้คนก้าวหน้าขึ้นมาก ข้าปลาบปลื้มยิ่ง” สุ้มเสียงของ
ท่านเจ้าสำนักไม่ดังนัก แต่ได้ยินกันทั่วทั้งลานกว้าง
“ผู้ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในปีนี้ ทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ …หวีเสี่ยวกั่ว!”
ทันทีที่ท่านเจ้าสำนักประกาศออกมา ได้ยินเหล่าศิษย์สตรีแห่งดอยตะวันออกกรีดร้อง
เสียงแหลม
จั่วม่อเองก็ประหลาดใจ มันไม่เคยคิดว่าเสี่ยวกั่วจะรุดหน้าไปก้าวใหญ่ถึงเพียงนี้
สายตามันกวาดพบเสี่ยวกั่วอยู่กลางฝูงชน ดูเหมือนตัวนางเองก็ไม่คิดว่านางจะได้ลำดับ
แรกในการทดสอบปีนี้ ใบหน้านางเปลี่ยนเป็นแดงฉานปานผลผิงกว่อในบัดดล ก้มหน้า
จนคางแทบจะแนบติดอก บรรดาศิษย์สตรีรอบกายนางตื่นเต้นยินดีสุดขีด
หลี่อิงฟั่งก็เปิดเผยสีหน้าปลาบปลื้มยินดีเช่นกัน นางมักชมชอบและเอื้อเอ็นดูเสี่ยว
กั่วตลอดมา
เสี่ยวกั่วทันใดนั้นก็เงยหน้าแดงก่ำของนางขึ้น สายตานางกวาดค้นหาไปตามกลุ่ม
ศิษย์ฝั่ายในบนแท่นยก เมื่อเห็นหลี่อิงฟั่งยิ้มกว้างให้นาง รอยแย้มยิ้มบนใบหน้านางก็ยิ่ง
สดใสขึ้นกว่าเดิม จากนั้นนางมองไปทางจั่วม่อ และเห็นศิษย์พี่จั่วม่อยกนิ้วหัวแม่มือชื่น
ชมนาง จู่ๆ นางก็สูดจมูก หมอกน้ำตารื้นขึ้น ช่วงเวลาที่สำคัญนี้ นางเริ่มร่ำไห้ออกมา
จริงๆ!
จั่วม่อตัวแข็งค้างอยู่ในท่ายกนิ้ว ใครจะไปคิดว่าการให้กำลังใจของมันจะทำให้เสี่ยว
กั่วบ่อน้ำตาแตก แม่นางน้อยผู้นี้นี่ช่างน่าปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแท้จริง! จั่วม่อรำพึงใน
ใจ
ลำดับที่สองเป็นกัวหลู หลังจากทุเลาจากอาการบาดเจ็บหนนั้น มันก็คืบหน้าอย่าง
รวดเร็ว ส่วนลำดับที่สาม เป็นศิษย์ที่จั่วม่อไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน มันเรียกว่าจูเผิง
ทั้งสามคนได้รับการตบรางวัลอย่างหนักจากสำนัก
บางคนพลาดหวัง บางคนสุขสันต์ ทุกความรู้สึกที่แสดงออกมาได้ของผู้คน ล้วน
สามารถพบเห็นในยามนี้
สำหรับศิษย์ฝั่ายนอก การทดสอบประจำปีของพวกมันผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์
จะเป็นเช่นไร มันก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก นึกถึงการทดสอบของศิษย์ฝั่ายในที่กำลัง
จะเกิดขึ้นต่อไป พวกมันกลายเป็นตื่นเต้นในทันที การทดสอบของศิษย์ฝั่ายในในแต่ละปี
มักจะตระการตาน่าดูชมเสมอมา
มีการประลองระหว่างศิษย์พี่ และการอธิบายชี้แนะจากเหล่าผู้อาวุโสของสำนัก
โดยทั่วไปแล้วสิ่งเหล่านี้ใช่ว่าจะได้ยินได้ฟังกันง่ายๆ หากพวกมันสามารถย่อยได้สัก
เล็กน้อย สำหรับพวกมันแล้วนี่จะได้รับประโยชน์มหาศาล
และในปีนี้ พวกมันก็มีบางสิ่งให้ตั้งตารอชม นั่นคือศิษย์พี่หลัวหลีจะทรมานจั่วม่ออ
ย่างไร?
เหล่าศิษย์ฝั่ายนอกพากันถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ ปล่อยให้พื้นที่ลานกว้างว่าง
เปล่า สำหรับการประลองของศิษย์ฝั่ายในและรอชื่นชมดอกไม้ไฟที่สวยงาม
“เมื่อพร้อมแล้ว กฎเหมือนทุกครั้ง” ท่านเจ้าสำนักไม่สิ้นเปลืองวาจา “เริ่มได้”
หลัวหลียืนขึ้นเป็นคนแรก เข้าสู่ลานประลอง หันหน้าไปทางจั่วม่อ กล่าวอย่างเย็น
ชา “ศิษย์น้องจั่วม่อสมควรเตรียมตัวพร้อมแล้วใช่หรือไม่”
เป็นไปตามที่คาดไว้ สิ่งที่ควรมาย่อมต้องมา!
จั่วม่อก็ไม่ขลาดเขลา มันลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าสู่เวที ปากก็ไม่แสดงความอ่อนแอ “ศิษย์
พี่คล้ายช่างพูดกว่าเดิม!”
ผู้ชมด้านล่างแตกฮือในบัดดล
จั่วม่อกับหลัวหลี ผู้ใดก็ทราบว่าพลังฝีมือห่างชั้นกันลิบลับ แต่จั่วม่อยังคงวางท่าหยิ่ง
ยโสโอหัง นี่ไม่ใช่อดใจรอให้ศิษย์พี่หลัวหลีทุบตีมันไม่ไหวหรอกหรือ?
หลัวหลีใบหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำในฉับพลัน ถูกจั่วม่อสบประมาทต่อหน้าผู้คน
มากมาย ไม่ใช่เรื่องที่มันคาดหวังไว้ ต้องแค่นหัวร่อด้วยโทสะ “ข้าหวังว่ากระบี่ของศิษย์
น้องจะคมได้สักครึ่งของวาจา!”
“ศิษย์พี่ ถ้าอยากรู้ต้องพยายามหน่อย” จั่วม่อพบว่าตัวมันไม่ได้วิตกกังวลเลยแม้แต่
น้อย
“ฮึ่ม!” หลัวหลีกล่าวเสียงเย็น “ข้าต่อให้เจ้าก่อน”
จั่วม่อเพียรหาทางให้หลัวหลีดูแคลนมัน เมื่ออีกฝั่ายให้มันโจมตีก่อน ก็ตรงใจกับที่
มันปรารถนาอยู่พอดี โดยไม่รีรอลังเล กระบี่ผลึกน้ำแข็งหายวับไปจากเบื้องหน้ามัน ทิ้ง
ไว้เพียงระลอกคลื่นอันโปร่งใส
[ธาราไหลหลั่ง!]
กุญแจสำคัญของกระบวนท่านี้ คือการบังคับกระบี่เสมือนน้ำที่กำลังตกลงมาจาก
เบื้องบน เจตจำนงของน้ำราบเรียบลื่นไหล ไม่มีร่องรอยการคงอยู่ของไฟ!
“ดูเหมือนว่าคราวนี้ศิษย์น้องจะฝึกหนักไม่เบา!” หลัวหลียิ้มหยัน มันเมื่อวางแผน
หยามอัปยศต่อจั่วม่อ ย่อมไม่ต้องการให้การประลองจบลงอย่างรวดเร็ว มันอยากให้
จั่วม่อเข้าใจความห่างชั้นระหว่างพวกมัน มันต้องการให้จั่วม่อรับรู้ว่าพวกมันไม่ได้อยู่ใน
ระดับเดียวกัน ให้ตระหนักว่ามันสามารถสังหารจั่วม่อได้อย่างง่ายดาย ไม่ต่างอันใดกับ
การบี้มดแมลง!
ติ้ง!
เสียงปะทะกังวานใสดุจแก้วกระทบกัน
สิบก้าวเบื้องหน้าหลัวหลี คลื่นสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นระเบิดกระจายเป็นวงกลม!
หลัวหลีทำท่าราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ ขณะที่มันเริ่มเดินตรงไปทางจั่วม่อ ใบหน้ายิ้มเย็น
เยียบ “เป็นไร? ศิษย์น้องมีเพียงกระบวนท่าเล็กน้อยเท่านี้เอง?”
จั่วม่อทุ่มเทจิตใจควบคุมบังคับใช้กระบี่ผลึกน้ำแข็ง ไม่ได้ยินวาจามันแม้แต่ครึ่งคำ
ทันใดนั้นกระบี่ก็แปรเปลี่ยนไป ราวกับว่ามันกลายเป็นกระแสเล็กๆ เหลือคณานับ
ห่อหุ้มรอบข้างเป็นชั้นๆ ถักทออย่างแน่นหนา กระแสเล็กๆ เหล่านี้หมุนคว้างอย่าง
รวดเร็ว และยังรวดเร็วขึ้นทุกขณะจิต ก่อให้เกิดเสียงฟั่อๆ อย่างนุ่มนวล ฉับพลันนั้นใน
ระยะสองก้าวจากหลัวหลี กระแสหมุนวนเล็กๆ เหล่านี้ขยายขนาดพรวดพราดอย่าง
กะทันหัน ส่งเสียงสั่นสะเทือนหวีดแหลมเสียดหู!
รอบกายหลัวหลี พลันปรากฏวังน้ำวนอันน่าสะท้านใจเจ็ดวง ล้อมกรอบมันไว้ใน
พริบตา!
กระบี่นี้หมุนวนอย่างนุ่มนวลแต่แน่นเหนียว วังน้ำวนทั้งเจ็ดกักขังหลัวหลีไว้ตรง
กลาง เสมือนกรงที่สร้างขึ้นจากกลุ่มน้ำวน หลัวหลีไม่มีช่องให้หลบหนีแม้แต่น้อย! แต่ละ
วังวนประกอบขึ้นจากปราณกระบี่เล็กจิ๋วนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มบางเบาเท่าเส้นผม แต่
ปราณกระบี่ที่ดูเหมือนอ่อนแอเหล่านี้ เต็มไปด้วยรังสีสังหารอันเงียบเชียบ!
เคล็ดกระบี่เพลิงธารา เจ็ดวังวน!