สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 752 เหล่าเจ้าตัวเล็ก
ม่ออวิ๋นไห่เริ่มเคลื่อนไหวเป็นการลับ
การดำเนินงานเหล่านี้ถูกปกปิดจากภายนอกเป็นอย่างดี แม้ในช่วง
เวลาแห่งสันติสุขไม่กี่ปีมานี้ กับการเคลื่อนพลของกองทัพและการฝึกซ้อม
อย่างผิดปกติซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผู้คนพากันคุ้นชินมานานแล้ว
อย่างเงียบเชียบ กองทัพหลายขบวนทยอยปรากฏขึ้นที่อาณาจักร
ไม้ดำ ดินแดนปิศาจภายใต้การปกครองของศาลาสมบัติหายาก
นับตั้งแต่ศาลาสมบัติหายากสวามิภักดิ์ต่อจั่วม่อ พวกมันก็ดึงดูดความ
เป็นปฏิปักษ์จากขุมกำลังปิศาจฝ่ายอื่น ๆ เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัย ม่
ออวิ๋นไห่ตัดสินใจสร้างป้อมปราการค่ายกลขบวนมหึมาล้อมรอบชายแดน
ของอาณาจักรในปกครองของศาลาสมบัติหายาก
แต่ในขณะเดียวกัน ในทางกิจการร้านค้า ศาลาสมบัติหายากมี
รากฐานอันมั่นคงนับพันปี เส้นทางขนส่งสินค้าของพวกมันแทบไม่ได้รับ
ผลกระทบอันใด เหตุการณ์ในเมืองปู้โจวแม้สร้างศัตรูให้แก่พวกมันไม่น้อย
แต่ก็หนุนส่งให้พวกมันมีชื่อเสียงกระเดื่องดัง หลังจากนั้นด้วยการ
สนับสนุนอย่างเต็มที่ของม่ออวิ๋นไห่ คุณภาพสินค้าของพวกมันเพิ่มสูงขึ้น
อย่างก้าวกระโดด สินค้าของพวกมันได้รับการตอบรับด้วยดีจากท้องตลาด
กระทั่งสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ยังซื้อหาศาสตรามารและเสบียง
กองทัพจำนวนมหาศาลจากศาลาสมบัติหายาก ด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้
เส้นทางกิจการค้าของพวกมันราบรื่นสะดวกดาย นอกจากนี้พวกมันยัง
สร้างบ่อโลหิตเพ่มเติมอีกหลายแห่ง ช่วยให้การเดินทางระหว่างสาม
อาณาจักรของศาลาสมบัติหายากและขุมกำลังอื่น ๆ เป็นไปโดย
สะดวกสบาย
ซึ่งความจริงการขนส่งผ่านบ่อโลหิตมีต้นสูงสูงยิ่ง โดยเฉพาะการ
ขนส่งปริมาณมาก แต่ก็สามารถช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งให้สั้นลงและ
ปลอดภัยกว่ามาก ผนวกกับที่ว่าศาลาสมบัติหายากมั่งคั่งร่ารวย พวกมันไม่
ใส่ใจต้นทุนค่าก่อสร้างบ่อโลหิตซึ่งเรียกได้ว่าแพงหูดับตับไหม้ พวกมัน
สร้างบ่อเลือดเชื่อมต่อกับโลกภายนอกรวดเดียวหลายสิบแห่ง นี่
หมายความว่าสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ไม่อาจตัดขาดศาลาสมบัติหา
ยากจากภายนอก แม้ว่าพวกมันจะปรารถนาเป็นอย่างยิ่งก็ตาม
เหตุการณ์ใหญ่โตถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าอี้อันย่อมต้องออกมาต้อนรับ
การมาถึงของกองทัพด้วยตัวเอง
แต่รอจนมันเห็นว่าเปี๋ยหานเป็นผู้นำทัพมา ยังต้องตะลึงงันไป พลัน
เข้าใจกระจ่างถึงความสำคัญที่เบื้องบนวางไว้ในแผนการศึกคราวนี้ ควร
ทราบว่าในบรรดาขุนพลแห่งม่ออวิ๋นไห่ กงซุนชาและเปี๋ยหานมีสถานะ
ทัดเทียมกัน แม้ว่าเปี๋ยหานไม่เคยต้องรับผิดชอบดูแลเรื่องราวอันใด แต่
สถานะของมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้อื่นจะโยกคลอนได้
เปี๋ยหานเมื่อมาด้วยตัวเอง การศึกครั้งนี้เห็นท่าจะไม่ใช่ศึกเล็ก ๆ เสีย
แล้ว
“คารวะต้าเหริน!” อี้อันรีบตรงเข้ารับหน้าในบัดดล ตัวมันแม้เป็น
สมาชิกแกนหลักผู้หนึ่ง แต่ไหนเลยจะเทียบกับศักดิ์ฐานะอันสูงส่งของเปี๋ย
หานได้
ควรทราบว่าในการจัดทำเนียบอันดับยอดแม่ทัพบัญชาการศึกในภพ
ซิวเจ่อเมื่อเร็ว ๆ นี้ เปี๋ยหานถูกจัดอยู่ลำดับที่สิบ นับเป็นยอดแม่ทัพในหมู่
แม่ทัพขุนพลทั้งมวลในภพซิวเจ่ออย่างไร้ข้อกังขา
ซึ่งความจริงการจัดอันดับแม่ทัพบัญชาการศึกในทำเนียบนี้มี
รายละเอียดมากมาย เหล่าผู้ประเมินเห็นว่าฝีมือสู้รบของเปี๋ยหานนั้นน่า
แตกตื่นสะท้านโลก แบบฉบับการต่อสู้ดุเดือดอหังการ เพียบพร้อมด้วย
ความสามารถในการบุกจู่โจมอันไร้ผู้ต้าน แต่เหตุที่มันถูกจัดอยู่ในลำดับที่
สิบ เนื่องเพราะข้อบกพร่องในด้านอื่น ๆ ของมันก็เด่นชัดยิ่ง ยกตัวอย่าง
เช่นมันแข็งกร้าว แต่ปราศจากความอ่อนหยุ่น ไม่สนใจที่จะรักษาไมตรีต่อ
ผู้คน หรือนิสัยใจคอโดดเดี่ยวแปลกแยกของมัน
ในข้อสรุปสุดท้าย กล่าวกันว่าเปี๋ยหานเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่มี
ฝีมือโดดเด่นชัดเจนที่สุด ทั้งยังมีข้อบกพร้องชัดเจนที่สุดเช่นกัน ฝีมือบุกจู่
โจมกล้าแกร่งเกรียงไกร แต่ด้านการป้องกันอ่อนด้อยยิ่ง นอกจากนี้ มันยัง
เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่ต้องได้รับการสนับสนุนอันเพียบพร้อมเต็มที่
จากแนวหลัง
นี่ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำให้หลายคนพากันคาดคิดว่ากงซุนชา
แข็งแกร่งกว่าเปี๋ยหาน สำหรับกงซุนชาไม่ว่าด้านใดล้วนเด่นล้ามากกว่า
มันไม่เพียงมีฝีมือบัญชาการอันล้าเลิศ ไม่ว่าการบุกจู่โจมหรือป้องกันล้วน
ถนัดจัดเจน กล้าแกร่งเกรียงไกรไปเสียทั้งหมด ทั้งยังสามารถเพาะสร้างแม่
ทัพนายกองที่มีความสามารถอีกกลุ่มใหญ่ ตำแหน่งของมันในทำเนียบแม่
ทัพบัญชาการศึกไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ในแวดวงแม่ทัพบัญชาการศึกแทบทุกคน
พบว่าการจัดอันดับนี้มีเหตุผลยิ่ง
แต่รอจนผลการจัดอันดับแม่ทัพบัญชาการศึกเปิดเผยออกมา ความ
จริงที่ว่าม่ออวิ๋นไห่ถือครองยอดแม่ทัพบัญชาการศึกถึงสองคนยังก่อให้เกิด
ความปั่นป่วนไปทั่ว แต่เมื่อรายละเอียดการสู้รบของกงซุนชาและเปี๋ยหาน
ถูกเผยแพร่จ่อผู้คนมากขึ้น เสียงคัดค้านก็ค่อย ๆ ซาลงไปเอง ในทำเนียบ
อันดับใหม่ จงเต๋อขุนพลเฒ่าจอมโหดแห่งซีเซวียนซึ่งไม่รู้ว่าหวนกลับมา
จากนรกขุมใด ทะยานเข้าสู่ลำดับที่สองโดยตรง เพียงจัดเป็นรองเสวียตง
แห่งคุนหลุนอยู่ก้าวเดียว ทำเนียบอันดับที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายปี
ในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นครั้งแรก
แต่ถึงกระนั้น เปี๋ยหานก็ยังคงยืนหยัดอยู่ในลำดับที่สิบอย่างมั่นคง
ที่ร่วมทางมากับกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหาน เป็นค่ายฮุย
ของสือตงกับเยี่ยหลิง ค่ายเสวียนอู่ของม้าฝานกับพวก กองพันอาซาเก๋อ
และกองพันถังจื่อ
สือตงกับเยี่ยหลิงรบทัพจับศึกเคียงข้างกันมาเป็นเวลานาน รู้มือรู้ใจ
กันเป็นอย่างดี สำหรับสือตง ผู้ที่ครั้งหนึ่งชาติกำเนิดปิศาจตั๊กแตนของมัน
ทำให้มีช่วงเวลายากลำบาก พลังฝีมือยากจะรุดหน้าได้อีก กลับได้รับการ
คัดเลือกจากกงซุนชาให้เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกกลุ่มแรกที่ฝึกปรือพลัง
เทพ มันรักใคร่หวงแหนโอกาสที่ฟ้าประทานให้แก่มันครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง
ความเข้มแข็ง พากเพียรและทรหดอดทนที่มันแสดงออกมาเป็นที่
สรรเสริญของผู้คนรอบข้าง มันรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ทะยานเข้าสู่ทำเนียบ
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองเป็นผลสำเร็จอย่างน่าตื่นตะลึงยิ่ง
และแม่ทัพบัญชาการศึกเฉกเช่นเยี่ยหลิง ผู้ที่ช่าชองชำนาญในการทำ
ความเข้าใจภาพใหญ่ของการศึก ย่อมเป็นบุคคลที่ทุกค่ายทัพต้องการตัว
ไม่ต้องเอ่ยถึงม้าฝาน เหลยเผิงและเหนียนลู่ พวกมันล้วนเป็นบุคคลที่
กงซุนชาทุ่มเทเอาใจใส่ ฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น สามสหาย
จากค่ายจูเชวี่ยก็ไม่ทำให้แม่นางน้อยกงซุนต้องผิดหวัง ม้าฝานมีฝีมือใน
การควบคุมสนามรบ เลื่อนชั้นขึ้นเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองอย่าง
เต็มภาคภูมิ เหลยเผิงแกร่งกร้าวดุดัน เป็นแม่ทัพกองหน้าที่บุกทะลวงโดย
ไร้ผู้ต้านติด เหนียนลู่ขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน ทั้งกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์กว่า
ผู้ใด ทั้งสามคนที่ผิดแผกแตกต่างกลับประสานงานกันอย่างกลมกลืน
เพียบพร้อม ทุกครั้งที่ซ้อมรบทำศึกจำลองกันในบรรดาค่ายทัพ พวกมันทั้ง
สามทำให้แม่ทัพนายกองอื่นต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อย
สำหรับอาซาเก๋อ คนผู้นี้เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองตั้งแต่แรก
มีประสบการณ์เป็นผู้นำทัพสูงสุดด้วยตัวเอง ตระกูลของมันที่เคยประสบ
เภทภัยแทบล่มสลายทั้งตระกูล บัดนี้หยั่งรากฝังลึกอยู่ในม่ออวิ๋นไห่อย่าง
มั่นคง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมันค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยให้มันในที่สุด
ก็สามารถวางใจอย่างสมบูรณ์ หันมาทุ่มเทให้กับการศึกสงครามอย่าง
เต็มที่ ฝีมือและแบบฉบับการรบที่อาซาเก๋อสำแดงออกมา กระทั่งแม่นาง
น้อยยังต้องยกย่องชื่นชมอยู่บ่อยครั้ง
สำหรับกองพันถังจื่อ ผู้บัญชาการหลักคือถังเฟย โดยมีเหมียวจุนเป็น
รองผู้บัญชาการ ถังเฟยมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ เหมียวจุนเองก็สั่งสอนนาง
ทุกประการเท่าที่มันล่วงรู้ ผนวกกับกงซุนชาบางครั้งบางคราวก็ให้การ
ชี้แนะเป็นการส่วนตัว ถังเฟยผู้องอาจห้าวหาญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่ง
นางต่อสู้ประชันขันแข่งกับแม่ทัพอื่น ๆ ทะยานขึ้นเป็นแม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทองด้วยตัวนางเอง นางแม้เป็นสตรี แต่กลับมีแบบฉบับการต่อสู้
อันแกร่งกร้าวทรหด กองพันถังจื่อย่อมได้รับอิทธิพลจากแบบฉบับการสู้
รบของนาง ดังนั้นทรหดดื้อด้านเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน พวกมันไม่เคยกลัว
เกรงที่จะโรมรันพันตูกับข้าศึก
หลังจากฝึกฝนและฟูมฟักเลี้ยงดูมานานปี กองทัพระบือนามแห่งม่อ
อวิ๋นไห่ทุกกองล้วนเข้มแข็งโดดเด่นในแบบฉบับของตน
เปี๋ยหานไม่มีฝีมือทางด้านเป็นผู้บัญชาการสูงสุดเฉกเช่นกงซุนชา แต่
ความรู้ความเข้าใจในพิชัยยุทธ์และสัญชาตญาณในการทำศึกของมัน
เทียบเท่ากับกงซุนชา ทั่วทั้งม่ออวิ๋นไห่ไม่มีบุคคลอื่นอีกที่สามารถ
เปรียบเทียบได้ แต่ละกองทัพที่มันเลือกเฟ้นมาในครั้งนี้ย่อมผ่านการขบ
คิดใคร่ครวญมาอย่างลึกซึ้ง
ค่ายฮุย กองพันอาซาเก๋อและกองพันถังจื่อล้วนแล้วแต่เป็นกองทัพที่
มีต้นกำเนิดจากแดนปิศาจ ใช้ให้พวกมันบุกโจมตีแดนปิศาจ ย่อมมีข้อ
ได้เปรียบหลายประการ
ค่ายเสวียนอู่มีฝีมือในการป้องกันอันโดดเด่น เห็นได้จากเมื่อครั้งที่ทำ
ศึกต้านรับการบุกจู่โจมของกงเหยี่ยเสี่ยวหรงในปีนั้น การที่เปี๋ยหานเลือก
พวกมันมาด้วย ก็เพื่อตระเตรียมไว้สำหรับทำศึกป้องกันดินแดนหลังจาก
เข้ายึดอาณาจักรร้อยปราณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อาณาจักรไม้ดำเมื่อจู่ ๆ ปรากฏกองทัพจำนวนมากผุดขึ้นมา ย่อมไม่
อาจปกปิดหูตาของฝ่ายอื่น ๆ ได้ ข่าวสารทุกประเภทแพร่สะพัดไปอย่าง
รวดเร็ว ขุมกำลังหลายฝ่ายประดุจนกหวาดเกาทัณฑ์ พากันปิดผนึกบ่อ
โลหิตที่เชื่อมต่อกับอาณาจักรไม้ดำในทันที กิจการค้าของศาลาสมบัติหา
ยากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
บรรดาขุมกำลังสำคัญในแดนปิศาจพากันระวังป้องกันอย่างเต็มที่
ทว่าสิ่งที่พวกมันไม่คาดฝัน ก็คือเปี๋ยหานยังดุร้ายและรวดเร็วยิ่งกว่าที่
พวกมันเคยคิดเอาไว้
ก่อนที่ข่าวสารจะส่งไปถึงสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ กองทัพทั้งหมด
ภายใต้บัญชาของเปี๋ยหานก็ก้าวเข้าประชิดชายแดนของสหพันธ์จอม
ปิศาจด่านไสว้ตั้งแต่แรก
ประตูเหล็กหนาหนักถูกผลักเปิดออกเป็นร่องเล็ก ๆ สายหนึ่ง เห็น
เจดีย์น้อยแนบร่างพิงบานประตู หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เห้นได้ชัดว่า
เหน็ดเหนื่อยแทบตาย เจ้าเพลิงน้อยบินวนรอบศีรษะอ้วนกลมของเจดีย์
น้อย ราวกับพยายามจะปลุกขวัญกำลังใจพี่น้องของมัน เจ้าดำน้อยยืดตัว
ยืนบนสองขาหลัง หนวดทั้งคู่โบกสะบัดอย่างเร่งร้อน พยายามช่วยให้
กำลังใจเจดีย์น้อยอย่างสุดชีวิต แต่ทว่าเจ้าดำน้อยเห็นได้ชัดว่ายังรั้งอยู่
เบื้องหลัง มันแม้โบกสองหนวดให้กำลังใจเต็มที่ แต่ยังคงเหลียวกลับมา
มองด้านหลังเป็นระยะ เห็นได้ว่าหากมีสิ่งใดผิดท่า มันจะชิงหลบหนีใน
บัดดล
เจดีย์น้อยพักอยู่ชั่วครู่ แล้วค่อยฟื้นตัว มันไต่ขึ้นไปแล้วลอบสอดตา
มองดูด้านใน เห็นภายในไม่มีผู้คน มันยินดีปรีดาขึ้นมาทันที ชายคาเจดีย์
หุบเข้าแล้วกางออกเหมือนร่มน้อยที่ร่าเริงคันหนึ่ง จากนั้นมันสูดลมเข้า
ท้อง พยายามเบียดตัวเข้าไปในรอยแยกแคบ ๆ ระหว่างบานประตู
ร่างกลม ๆ ของเจดีย์น้อยยิ่งอ้วนกลมกว่าแต่ก่อนหลายเท่า ร่างกาย
เจดีย์ที่เคยแบ่งเป็นห้าสีของห้าธาตุ บัดนี้กลับกลายเป็นสีขาวดำ ผนวกกับ
ร่างอ้วนกลมที่ดูนุ่มนิ่ม รูปโฉมของมันในยามนี้คล้ายคลึงกับหมีแพนด้าที่
กำลังขดตัวกลมเป็นอย่างยิ่ง
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยามที่พลังเทพของจั่วม่อรุด
หน้าไปก้าวใหญ่
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อพบว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ต้องปวดเศียร
เวียนเกล้ากว่าเดิม นับตั้งแต่นั้นมาเจ้าผู้นี้ก็ยิ่งอ้วนขึ้น ทั้งยังตะกละกว่าเดิม
สิ่งที่มันชมชอบรับประทานยิ่งมายิ่งห่างไกลจากขอบเขตของห้าธาตุ มัน
สวาปามทุกอย่างที่ขวางหน้า ยิ่งเป็นสิ่งของหายากและแปลกประหลาด
มันยิ่งชมชอบมากขึ้น
หลังจากสบโอกาสตรวจสอบดู จั่วม่อค่อยพบว่าคุณสมบัติของเจดีย์
น้อยยกระดับจากห้าธาตุ กลายเป็นทวิลักษณ์แห่งหยินหยาง ขอบเขต
ของหยินหยางครอบคลุมกว้างไกลกว่าห้าธาตุมาก นี่เป็นกระบวนการก้าว
หน้าที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน
เพียะ!
เจดีย์น้อยทำตัวประหนึ่งลูกยางที่บีบตัวเองเบียดผ่านรอยแยกแคบ ๆ
ระหว่างบานประตู ชั่วพริบตาที่มันกระทำเช่นนี้ ร่างนุ่มหยุ่นและดีดเด้ง
ของมันก็ดีดผึงพุ่งผ่านอากาศ ม้วนตัวหลุน ๆ อยู่กลางเวหาสองสามตลบ
จากนั้นค่อยประคองตัวยืนหยัดมั่น
เจ้าเพลิงน้อยบินร่อนเป็นวงอย่างร่าเริงสองสามรอบ ก่อนจะติดตาม
เข้าไป มันแปรเปลี่ยนเป็นเส้นใยเพลิงสายหนึ่ง มุดลอดผ่านรอยแยกเล็ก ๆ
ระหว่างบานประตูอย่างสะดวกดาย จากนั้นค่อยเปลี่ยนกลับเป็นร่างกลม
ๆ ตามเดิม
เจ้าดำน้อยค่อย ๆ ย่องตามไปด้วย
เจ้าตัวเล็กทั้งสามแบ่งเป็นหนึ่งหน้าสองหลัง ก่อตัวเป็นรูปขบวน
สามเหลี่ยมที่รุกได้ถอยได้ ขณะที่ย่องตอดอย่างแผ่วเบาดุจโจรขโมยฝีมือ
เลิศ
ทันใดนั้นเอง ลำแสงประกายของอาคมหวงห้ามพลันสว่างวาบใต้ฝ่า
เท้าของพวกมันทั้งสาม
ร่างเล็ก ๆ ทั้งสามแข็งทื่อทันที สีหน้าแตกตื่นสุดระงับ
เห็นเงาร่างสายหนึ่งก้าวออกมาจากแสงพร่าพรายของอาคมหวงห้าม
ไม่ใช่จั่วม่อยังจะเป็นผู้ใดไปได้อีก
“ในที่สุดก็จับได้คาหนังคาเขา!” จั่วม่อสีหน้าเหี้ยมเกรียม เจ้าตัวเล็ก
ทั้งสามนี้ชมชอบรับประทานมากกว่าอื่นใด เป็นเหล่าตัวอ่อนแอที่พ่ายแพ้
ต่อความตะกละของตน พวกมันไม่มีวันเข็ดหลาบ! นึกถึงจำนวนจิงสือที่มัน
ต้องสูญเสียไปเพราะเหตุนี้ จั่วม่อเจ็บปวดใจจนแทบหลั่งน้าตา
“กรู๊วววว!” เจดีย์น้อยยกชายคาอ้วน ๆ ขึ้นปิดหน้า
เจ้าเพลิงน้อยสั่นสะท้าน มันหมุนตัวคิดเผ่นหนีเอาตัวรอด แต่ไหนเลย
จะรอดพ้นเงื้อมมือมารของจั่วม่อได้ จากนั้นจั่วม่อเริ่มบีบเค้นมัน เจ้าเพลิง
น้อยที่น่าสงสารได้แต่พ่นไฟออกมาตามจังหวะการบีบของจั่วม่อ ด้วย
ความอับอายขายหน้าและขุ่นแค้นสิ้นหนทาง
มือหนึ่งถือเจ้าเพลิงน้อย ลงทัณฑ์พลางขู่คำรามอย่างโหดร้าย จั่วม่อ
ในสายตาของเจ้าดำน้อยยามนี้ไม่ต่างอันใดกับราชันมารผู้ชั่วร้าย สอง
หนวดของมันสั่นระริก เอื้อ มันทำท่าก้าวสะดุดถอยหลัง แล้วล้มคว่ากับพื้น
แสร้งตายในบัดดล
เมื่อจับกุมเจ้าตัวเล็กทั้งสามได้คาหนังคาเขา จั่วม่อกระหยิ่มยิ้มย่องยิ่ง
มันนำตัวผู้กระทำผิดทั้งสามไปยังสถานที่ของฉุนอวี๋เฉิง
“ศิษย์น้องเฉิง พวกมันอยู่นี่แล้ว ลองช่วยข้าดูว่ามีทางใดที่จะช่วยให้
พวกมันแข็งแกร่งกว่านี้ได้”
ฉุนอวี๋เฉิงดวงตาเป็นประกาย แนวคิดนี้น่าสนใจยิ่ง เจ้าตัวเล็กทั้งสาม
ล้วนมีความสามารถผิดแผกแตกต่าง น่าเล่นยิ่งกว่าพาหนะเมฆาของมัน
มาก
ภายใต้สายตาร้อนแรงและแปลกประหลาดของฉุนอวี๋เฉิง สามเจ้าตัว
เล็กหน้าซีดเผือด เจ้าดำน้อยที่ขี้ขลาดที่สุดกำลังสั่นเทาราวกับกำลังเผชิญ
ทัณฑ์ทรมานอันร้ายกาจ
“เข้าไปข้างในแล้วมาดูกัน” ฉุนอวี๋เฉิงกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม
ในเวลานี้สถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้าศาสตร์วิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ของ
ฉุนอวี๋เฉิงใหญ่โตจนชวนตะลึง มันถึงกับเข้ายึดครองเกาะเมฆขนาดใหญ่
แห่งหนึ่ง นอกจากมันแล้วยังมีเหล่าผู้ช่วยที่คลั่งไคล้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์
เช่นเดียวกันกับมันอีกจำนวนหนึ่ง บ้างก็เป็นซิวเจ่อ บ้างก็เป็นอสูรปิศาจ
แม้ต่างเผ่าพันธุ์แต่พวกมันล้วนเป็นผู้งมงายเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
ในไม่ช้า ฉุนอวี๋เฉิงก็นำจั่วม่อไปยังบ่อน้าคู่แห่งหนึ่ง
บ่อน้าคู่นี้จัดสร้างเป็นพิเศษ โดยสร้างขึ้นมาเป็นคู่กัน ตรงกลาง
เชื่อมต่อถึงกัน ของเหลวที่อยู่ในบ่อด้านหนึ่งเป็นสีดำ อีกด้านเป็นสีขาว
เห็นกลุ่มหมอกลอยอ้อยอิ่งออกมาจากบ่อสีขาว จากนั้นกลายเป็นก้อนเมฆ
รองรับคนตัวเล็ก ๆ สีขาวผู้หนึ่ง เจ้าตัวเล็กผู้นี้ย่อมต้องเป็นหยางกวง (แสง
ตะวัน) ส่วนในบ่อด้านสีดำ เห็นดอกบัวดำดอกหนึ่งงอกเงยขึ้นมา บน
ดอกบัวดำสนิทดุจหมึกเป็นสือผิ่น (ระดับสิบ) ในชุดดำนั่งขัดสมาธิท่า
ดอกบัว ใบหน้าน้อย ๆ เคร่งขรึมจริงจังยิ่ง
จั่วม่อเหลือบมองเจ้าผีเสื้อพี่น้องคู่นี้แวบหนึ่ง จากนั้นฉุนอวี๋เฉิงนำมัน
ล่วงลึกเข้าไปในเกาะเมฆ เหินร่างขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟแห่งหนึ่ง
ในปากปล่องภูเขาไฟ เห็นนกใหญ่ตัวหนึ่งแช่ร่างทั้งร่างอยู่ในหิน
หลอมเหลวแดงฉาน นกโง่คล้ายล่วงรู้ว่ามีคนเข้ามา พลันลืมตาขึ้นมอง
เมื่อเห็นเป็นจั่วม่อ นางก็พริ้มตาหลับลงด้วยสีหน้าปลอดโปร่งผ่อนคลาย
นกโง่!
“นางเดิมทีถือกำเนิดจากห่านจะงอยเทา จากนั้นพัฒนากลายเป็น
ห่านหิมะจะงอยฟ้า ตามหลักแล้วโอกาสที่นางจะวิวัฒนาการต่อไปมีไม่
มากนัก แต่ข้าพบว่าภายในร่างนางมีพลังอันพิเศษเฉพาะชนิดหนึ่ง พลังนี้
เสริมสร้างร่างกายของนางให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางแตกต่างจาก
ห่านหิมะจะงอยฟ้าอย่างสิ้นเชิง นางดุร้าย ยิ่งมายิ่งมีนิสัยใจคอดุดัน
อำมหิตกว่าแต่ก่อน นี่ช่วยให้นางมีพื้นที่สำหรับวิวัฒนาการมากกว่าเดิม”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่มันถนัดจัดเจน ฉุนอวี๋เฉิงมักจะคึกคักกระตือรือร้น
คล้ายมีกำลังวังชาไม่สิ้นสุด แน่นอนว่ามันสามารถบอกกล่าวอย่างไม่จบไม่
สิ้นจริง ๆ
“เพลิงพิภพในตำแหน่งนี้คุณภาพไม่เลว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ข้าขอให้
คนของค่ายจินวูมาตั้งค่ายกลเพลิงไฟชุดใหม่ เปลี่ยนให้ไฟพิภพที่นี่สูงกว่า
ระดับแปด ทั้งยังอุดมไปด้วยพลังเทพ หากนางสามารถสำเร็จนิพพาน จุติ
ใหม่อย่างสมบูรณ์ โอ้ แม้ว่านั่นจะเป็นลักษณะเฉพาะของเฟิ่งหวง (นก
ฟินิกซ์) แต่ข้าไม่คิดว่ามีเพียงเฟิ่งหวงที่สามารถจุติใหม่ หากท่านรู้จักนก
ทุกชนิดจริง ๆ … …”
เห็นฉุนอวี๋เฉิงยังคงพล่ามอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น จั่วม่อศีรษะพอง
โต รีบยัดเยียดเจ้าตัวเล็กทั้งสามใส่มือของศิษย์น้อง กล่าวว่า “พวกมันมอบ
ให้เจ้าดูแลแล้ว”
“ไม่มีปัญหา!” ฉุนอวี๋เฉิงดวงตาเป็นประกายแวววับ
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของเหล่าเจ้าตัวเล็ก จั่วม่อเผ่น
แน่บไม่เหลียวหลังตั้งแต่แรก
ศึกแรกระเบิดขึ้นอย่างฉับพลัน
สหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้เพิ่งจะได้รับแจ้งการมาของเปี๋ยหาน ยังไม่
ทันจะได้สั่งการให้แนวหน้าเตรียมพร้อมรับศึก การสู้รบครั้งแรกระหว่างทั้ง
สองฝ่ายก็สิ้นสุดไปแล้ว ความฉับไวสุดขีดของเปี๋ยหานทำให้คู่ต่อสู้ไม่ทันมี
โอกาสได้ระวังป้องกันแม้แต่น้อย
กองทัพที่รับหน้าที่บุกจู่โจมอย่างกะทันหันครั้งนี้คือค่ายฮุย แบบฉบับ
การรบของสือตงทั้งเฉียบคมและฉับไวสุดเปรียบปาน หลังจากปรับปรุง
พัฒนามานานปี ค่ายฮุยภายใต้การนำของมันประดุจมีดบางเฉียบที่คมกล้า
หาใดเทียบ เมื่อบุกทะลวงใส่แนวป้องกันอันหลวมคลายของฝ่ายตรงข้ามก็
ตัดผ่านไปอย่างสะดวกดาย
สถานที่นั้นแม้เป็นแนวชายแดน แต่ไม่มีทรัพยากรหรือเส้นทางขนส่ง
ที่สำคัญอันใด ดังนั้นกองทัพที่เฝ้ารักษาสถานที่นี้จึงไม่ถือว่าเข้มแข็งสัก
เท่าใด
เมื่อเผชิญกับค่ายฮุย ซึ่งเพียบพร้อมด้วยยุทโธปกรณ์เทพอันครบ
เครื่องและผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แทบจะเรียกได้ว่าเพียงเผชิญหน้า
ก็เพลี่ยงพล้า แนวป้องกันพังทลายในชั่วไม่กี่อึดใจ
กองทัพอื่น ๆ ที่ติดตามมาด้านหลังค่ายฮุยก็ไม่รีรอลังเล พากันบุก
ผ่านแนวชายแดนที่ค่ายฮุยบุกทำลายเอาไว้ เคลื่อนทัพไปตามแผนการรบ
หากผู้ใดต้องการยึดครองอาณาจักรร้อยปราณ อาณาจักรขุนเขา
ประจักษ์ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุฉะนี้เอง สหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้แม้ไม่อาจคาดเดา
เป้าหมายที่แท้จริงของทัพม่ออวิ๋นไห่ ก็ยังคงจัดตั้งแนวป้องกันรอบ ๆ
อาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้งอย่างแน่นหนาสมบูรณ์พร้อม
อาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้งซึ่งไม่ได้ใหญ่โตนัก กลับจัดสองจอม
ปิศาจด่านไสว้ยืนเฝ้าเอาไว้ ขุมกำลังในที่นั้นย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ในเผ่าปิศาจ ความแข็งแกร่งของแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งเกี่ยวพัน
โดยตรงกับพลังฝีมือของพวกมัน จอมปิศาจด่านไสว้แทบทั้งหมดมักจะ
เป็นทั้งแม่ทัพบัญชาการศึกและยอดยุทธ์ผู้มีพลังฝีมือกล้าแข็ง นี่สืบ
เนื่องมาจากวิธีนำทัพและวิธีสู้รบของแม่ทัพปิศาจ แน่นอนว่าพอล่วงเข้าสู่
ยุคสมัยใหม่นี้ เหล่าจอมปิศาจด่านไสว้ก็ล้วนฝึกปรือพลังเทพ ทว่า
ความสำเร็จของพวกมันมีจำกัด เฉกเช่นเดียวกันกับยอดคนด่านฝ่านซูของ
ซิวเจ่อและเหล่าอสูรฟ้าแห่งเผ่าอสูร
ขณะที่ในหมู่ชาวอสูรและซิวเจ่อ เหล่าคนรุ่นเยาว์ซึ่งมีพรสวรรค์ด้าน
พลังเทพทยอยปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับสูงในแดนปิศาจกลับยังคง
ถูกเหล่าจอมปิศาจด่านไสว้ยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเนื่องเพราะพลัง
เทพของพวกมันไม่อาจมีความก้าวหน้าได้มากนัก ในทำเนียบอันดับยอด
ยุทธ์ของสามเผ่าพันธุ์ เผ่าปิศาจค่อยๆ สูญเสียตำแหน่งแห่งที่ไปทีละน้อย
หากทว่าฝีมือบัญชาการรบของพวกมันไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งความ
จริงกลับเป็นตรงกันข้ามเสียมากกว่า แม้ว่าผลของพลังเทพที่มีต่อพลัง
เปี๋ยหานกับกองพันบาปเคราะห์!
สองจอมปิศาจด่านไสว้ในอาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้งคล้ายเผชิญ
พบศัตรูตัวฉกาจ ไม่กล้าชิงเปิดฉากจู่โจมก่อน
อันว่านามของคน เงาของไม้ ชื่อเสียงอันดุดันเกริกไกรของเปี๋ยหานไม่
มีผู้ใดกล้าเพิกเฉย สองจอมปิศาจด่านไสว้แม้ประเมินตัวเองอย่างสูงส่ง แต่
เมื่อต้องเผชิญกับเปี๋ยหาน พวกมันไม่มีความเชื่อมั่นแม้แต่น้อย
เคราะห์ดีที่ขีดความสามารถในการป้องกันของอาณาจักรขุนเขา
ประจักษ์แจ้งนับว่าเลิศล้า พวกมันมีทั้งกำลังคนและเสบียงพร้อมสรรพ
หากพวกมันยืนหยัดต้านทานอยู่ภายในเมือง ฝ่ายตรงข้ามนอกจากบุก
โจมตีตรงๆ แล้ว ไม่มีทางเลือกสายที่สองอีก
สองจอมปิศาจด่านไสว้คิดอ่านวางแผน พวกมันจัดตั้งแนวป้องกัน
อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อความขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพฝ่ายตน พร้อม
กันนั้นยังขอความช่วยเหลือจากทางแนวหลังด้วย
เปี๋ยหานผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ไม่เพียงนำกองพันบาปเคราะห์ของตน
เท่านั้น แต่ยังบัญชาการกองทัพขนาดใหญ่อีกหลายขบวน หากมันบุกจู่
โจมโดยไม่สนใจค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไป สองจอมปิศาจก็ไม่มีความ
เชื่อมั่นว่าพวกมันจะต้านทานได้นานสักเท่าใด
เคราะห์ดีที่อาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้งมีความสำคัญต่อสหพันธ์
จอปิศาจไม่น้อย พวกมันเชื่อว่าเบื้องบนจะไม่นิ่งดูดายต่อสงครามครั้งนี้
ในห้องประชุมกองทัพ
กองทัพในสือตงติดตามมาทันเวลาพอดี เข้าร่วมการประชุมกลยุทธ์
โดยไม่ล่าช้า
ห้องประชุมกองทัพเงียบผิดปกติ ไม่มีใครเอ่ยปากกล่าววาจา ทุกผู้คน
คุ้นชินกับการที่มีแม่นางน้อยต้าเหรินอยู่เบื้องหน้า เป็นผู้ชี้นำการประชุม
ทั้งมวล แต่ยามนี้คนตรงหน้าพวกมันคือเปี๋ยหานต้าเหริน ผู้คนรู้สึกไม่
คุ้นเคยอยู่บ้าง นอกจากนี้ระหว่างการประชุมที่ผ่านมา เปี๋ยหานมักไม่เคย
เอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ มันทำตัวเสมือนหนึ่งเป็นอากาศธาตุ ราวกับว่าไม่ได้
อยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
? เรื่องนี้หลายคนไม่อาจยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้คำบัญชาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของแม่นางน้อย สิ่ง
สำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เปี๋ยหานเป็นแม่
ทัพใหญ่กุมอำนาจสูงสุดของแผนการศึกครั้งนี้ซึ่งราชาจั่วม่อแต่งตั้งด้วย
ตัวเอง พวกมันแม้มีความคิดเห็นของตัวเอง แต่ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออก
จากปาก
พวกมันเมื่อไม่เอ่ยปาก ห้องประชุมก็เงียบกริบดุจป่าช้า
ในบรรดาพวกมัน ผู้ใดบ้างไม่มีอารมณ์อยู่เล็กน้อย?
บางคนยังลอบครุ่นคิด หากว่าเป็นแม่นางน้อยต้าเหริน ยามนี้
บรรยากาศคงร้อนระอุไปแล้ว… …
ในเวลานี้เอง เปี๋ยหานพลันเอ่ยปาก สุ้มเสียงเย็นยะเยือกเหมือนดั่งทุก
ครั้ง!
“อาซาเก๋อ”
อาซาเก๋อผู้กำลังขบคิดจนใจลอย รีบลุกพรวดจากที่นั่ง กล่าวอย่าง
เคร่งขรึม “ผู้น้อยอยู่!”
“กองพันของเจ้าให้ไปยังพื้นที่อาณาจักรรัฐตะวันออก อาณาจักร
เรือนกระจ่าง และอาณาจักรขุนเขาตะวันตก หากพบพานกองทัพข้าศึก
เจ้าสามารถตัดสินใจเองว่าจะสู้รบหรือไม่สู้รบ”
“เป้าหมายของผู้น้อยคืออะไร?”
“ให้พวกมันรู้สึกถึงแรงกดดัน” เปี๋ยหานคล้ายหวงแหนวาจาล้าค่าดุจ
ทอง
“ทราบแล้ว!” อาซาเก๋อแม้ไม่กระจ่างชัด แต่ยังคงรับคำสั่งอย่างเรียบ
ๆ ร้อย ๆ
“ถังเฟย” เปี๋ยหานหันไปอีกทาง
“อยู่!” ถังเฟยผุดลุกขึ้น สีหน้าขรึมเครียด นางเคยประจักษ์การสู้รบ
ของเปี๋ยหานต้าเหรินด้วยตาตัวเองมาก่อน ในที่นี้อาจมีแต่นางที่เชื่อมั่นใน
ขีดความสามารถของเปี๋ยหานต้าเหรินมากที่สุด
“จุดหมายของกองทัพเจ้าคืออาณาจักรน้าพุตะวันออก!”
เหล่าแม่ทัพนายกองในที่นี้ล้วนมีสีหน้าประหลาดใจ
อาณาจักรน้าพุตะวันออกยิ่งห่างไกลจากอาณาจักรร้อยปราณยิ่งกว่า
สามอาณาจักรแรกเสียอีก ดูจากแผนที่อาณาจักรคล้ายไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้อง
กันแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม ทุกผู้คนที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ
แต่ละคนขมวดคิ้วนิ่วหน้า ขบคิดว่าจิตเจตนาของเปี๋ยหานต้าเหรินช่างยาก
จะคาดเดาโดยแท้
เปี๋ยหานคล้ายมองไม่เห็นสีหน้าสับสนงุนงงของเหล่าแม่ทัพนายกอง
หรือมิฉะนั้นก็ไม่คิดจะอธิบายอันใด เพียงออกคำสั่งต่อไป
“สือตง”
สือตงรีบผุดลุกขึ้นรับคำ “สือตงอยู่!”
“ให้กบดานอยู่ในละแวกอาณาจักรผู่หลัวและอาณาจักรจันทร์เกริก
ไกร อย่าให้ผู้คนพบเห็นเจ้า รอฟังคำสั่งถัดไป”
ขณะที่คำสั่งการอันแปลกประหลาดทยอยบอกออกมาเรื่อยๆ เหล่า
แม่ทัพนายกองเพ่งพินิจแผนที่อาณาจักรพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด พยายาม
มองหาร่องรอยในคำสั่งเหล่านั้น
เปี๋ยหานไม่สนใจพวกมัน กล่าวสืบต่อ “กองทัพม้าฝานให้เคลื่อนพล
ไปกับข้า จบการประชุมแต่เพียงเท่านี้ แต่ละทัพให้เร่งออกเดินทางตาม
คำสั่งที่ได้รับ”
เหล่าแม่ทัพได้สติทันควัน ผุดลุกขึ้นตอบคำอย่างพร้อมเพรียง “รับ
บัญชา!”
ยังไม่ทันจะขาดเสียง เปี๋ยหานหายลับไปจากห้องประชุมเป็นลำดับ
แรก
ทันทีที่เปี๋ยหายลับตาไป ห้องประชุมเดิมทีเงียบสงัดกลับกลายเป็น
เอะอะอึกทึกทันที
“ผู้ใดมองเห็นเค้าเงื่อนบ้าง?
“ข้ามองไม่เห็นร่องรอยอันใด การจัดวางทัพนี้แปลกประหลาดยิ่ง!”
“ใช่แล้ว! ไม่มีเหตุผลแม้แต่น้อย!”
ถังเฟยไม่เอ่ยปาก ทันใดนั้นนางก้มหน้าถามเหมียวจุนเบา ๆ “ซือฟู่
ท่านพบเห็นอันใดหรือไม่?”
“พอมองเห็นอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่อาจคาดเดาอีกหลายก้าวเบื้อง
หน้า” เหมียวจุนสีหน้าตื่นตะลึง กล่าวเสียงเบาต่า “สมแล้วที่เป็นยอดแม่
ทัพผู้หนึ่ง เปี๋ยหานต้าเหรินมักไม่ชมชอบโอ้อวด แต่มันยามลงมือ ช่างไม่
รวบรัดธรรมดาโดยแท้! กระทั่งพวกเราที่ล่วงรู้เป้าหมายแท้จริงยังไม่อาจ
ม่ออวิ๋นไห่กำลังเร่งรุดไปข้างหน้าเต็มอัตรา และจั่วม่อเองก็ไม่ได้อยู่
ว่าง
มีอาคันตุกะมาจากซีเซวียน!
กล่าวตามความสัตย์ จั่วม่อไม่เคยคาดฝันว่าซีเซวียนจะส่งทูตมา
เยือนม่ออวิ๋นไห่ ไม่ว่าผู้ใดก็ล่วงรู้ว่ามันกับกู่เหลียงเตาเป็นสหายที่ควัก
หัวใจให้แก่กัน …ซีเซวียนยังจะส่งคนมาทำอะไร?
เพื่อยุแยงตะแคงรั่ว ก่อให้เกิดความแคลงใจระหว่างมันกับกู่เหลียง
เตาเช่นนั้นรึ?
สมควรไม่ใช่แผนการชั้นต่าเช่นนั้นกระมัง จั่วม่อขบคิดไม่เข้าใจ แต่
ยังคงตกลงใจพบหน้าอีกฝ่ายดูสักครา
ผู้นำคณะทูตเป็นบุรุษวัยกลางคน เรียกว่าเจี่ยนจุน พลังฝีมือสามัญ
ธรรมดา แต่โอ่อ่าสง่างาม มีสง่าราศรีอยู่บ้าง
“จั่วเซียนเซิงช่างสมกับคำวีรชนก่อเกิดแต่วัยเยาว์โดยแท้ อายุยัง
เยาว์วัย กลับวางรากฐานมั่นคงและมีความสำเร็จถึงเพียงนี้ ชวนให้ผู้คนรุ่น
ข้าละอายใจนัก!” เจี่ยนจุนเยินยออย่างเป็นธรรมชาติ
“เจี่ยนเซียนเซิงชมเชยเกินไป ท่านมาคราวนี้ไม่ทราบมีกิจธุระใด?”
ความตรงไปตรงมาของจั่วม่อทำเอาเจี่ยนจุนถึงกับอึ้งงันไปวูบหนึ่ง
แต่คนผู้นี้เป็นบุคคลที่สามารถยกขึ้นวางลงได้ เมื่อเห็นเช่นนี้ จึงกล่าวตาม
ตรงเช่นกัน “คราครั้งนี้พวกเรามาเยือนจั่วเซียนเซิง ด้วยเรื่องสอง
ประการ”
เห็นจั่วม่อทำท่าตั้งใจรับฟัง มันกล่าวต่อไปว่า “เรื่องประการแรกคือ
เราหวังว่าจะสั่งซื้อยุทโธปกรณ์เทพจากพวกท่าน”
“สั่งซื้อยุทโธปกรณ์เทพ?” จั่วม่อตะลึงงันไปชั่วอึดใจ มันร้อยไม่คิด
พันไม่คิด จะคาดคิดได้อย่างไรว่าซีเซวียนมาเพื่อนสั่งซื้อยุทโธปกรณ์เทพ
จากพวกมัน
“ถูกต้อง ยุทโธปกรณ์เทพระบบม่ออวิ๋นไห่นั้นแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น”
เจี่ยนจุนกล่าวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไมตรี “หากพวกท่านสามารถออกแบบ
ยุทโธปกรณ์เทพใหม่ที่สอดคล้องกับพลังเทพของซีเซวียนเรา จะเป็นการดี
ที่สุด เรายินดีจ่ายด้วยราคาที่สมน้าสมเนื้อ”
“ออกแบบยุทโธปกรณ์เทพใหม่?”
? จะเป็นไปได้อย่างไร ไม่ว่าผู้ใดก็ทราบว่านี่เป็น
ความลับสุดยอดของแต่ละสำนัก ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาบอกต่อผู้อื่นได้
โดยง่าย!
ซีเซวียนใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่?