สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 754 การมาของซีเซวียน
เจี่ยนจุนคล้ายสนทนาสัพเพเหระในชีวิตประวัน แย้มยิ้มอย่างเป็น
ธรรมชาติพลางกล่าว “ก่อนจะออกเดินทาง จงต้าเหริน (หมายถึงจงเต๋อ)
บอกกับข้าว่าซีเซวียนยามนี้อ่อนแอยิ่ง คุนหลุนกับเทียนหวนจดจ้องอยู่
ด้านข้างอย่างหิวกระหาย ส่วนเก้ามหานิกายพุทธ อย่าได้เห็นว่าพวกมันมี
จำนวนมาก แต่ภายในหมู่พวกมันแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พลังอำนาจกระจัด
กระจายไม่รู้ว่ากี่ส่วนกี่เสี้ยว มองภายนอกอาจดูเข้มแข็งดี แต่หากเผชิญ
แรงกดดันพวกมันจะแตกสลายในบัดดล มีเพียงม่ออวิ๋นไห่เท่านั้นที่ควรค่า
ต่อการจับมือเป็นพันธมิตร ม่ออวิ๋นไห่แม้มีกำลังพลไม่มาก แต่มีแม่ทัพ
ขุนพลที่เข้มแข็งแกร่งกร้าว พวกมันไม่ได้ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่
ไพศาล แต่พวกมันมั่งคั่งร่ารวย ศักยภาพของพวกมันเป็นที่คาดคำนวณได้
มีโอกาสเป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด”
“จงต้าเหรินชมเชยเกินไป” จั่วม่อกล่าวถ่อมตัว
เจี่ยนจุนแย้มยิ้มเล็กน้อย “ซีเซวียนเราอ่อนแอมาเป็นเวลานาน เหล่า
อัจฉริยะของสำนักก็พากันแยกตัวออกไป หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก
ขุมกำลังภายนอก เราจะไม่มีปัญญาต่อกรกับคุนหลุนและเทียนหวนได้ ม่
ออวิ๋นไห่ตั้งอยู่ในสถานที่ห่างไกล ซ้ายังมีเก้ามหานิกายพุทธเป็นฉากกั้น ใน
ระยะเวลาอันสั้นไม่มีข้อห่วงกังวล ทว่าทันทีที่คุนหลุนและเทียนหวนกลืน
กินซีเซวียนสำเร็จ แต่ละฝ่ายจะครอบครองพลังอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
บรรลุถึงขั้นแกร่งกร้าวเกรียงไกรไร้ผู้ต้านติด ต้าเหรินยังทำนายว่าเมื่อ
เรื่องราวดำเนินไปถึงขั้นนั้น ทั้งสองสำนักเพียงแค่ส่งกองทัพออกมา เก้า
มหานิกายพุทธอาจต้านทานแค่พอเป็นพิธีและจะล่มสลายไปเอง ถึงยาม
นั้นม่ออวิ๋นไห่จะไม่มีพื้นที่ให้ถอยอีก เก้ามหานิกายพุทธสามารถยอม
จำนนได้ แต่ม่ออวิ๋นไห่ไม่สามารถ”
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยน ต้องยอมรับนับถือจนหมดใจ คำทำนายของ
จงเต๋อนั้นเกรงว่าไม่มีที่ใดผิดพลาด เก้ามหานิกายพุทธหากไม่สามารถ
รวมกันเป็นน้าหนึ่งใจเดียว พวกมันก็เป็นแค่เหล่ากเฬวรากกลุ่มใหญ่
เท่านั้น หากคุนหลุนกับเทียนหวนเป็นเพียงขุมกำลังทั่วไป พวกมันอาจ
พยายามต่อต้านอย่างแข็งขัน แต่หากสองมหาสำนักกลืนกินซีเซวียนลงไป
จริง ๆ เพียงอาศัยอำนาจบารมี เกรงว่าเก้ามหานิกายพุทธจะรีบยอม
ศิโรราบโดยไม่ต้องสู้รบ
เรื่องราวความแค้นระหว่างม่ออวิ๋นไห่กับคุนหลุนแพร่กระจายออกไป
ตั้งแต่แรก ไม่ว่าผู้ใดล้วนทราบดีว่าม่ออวิ๋นไห่กับคุนหลุนมีความแค้นใหญ่
หลวงจนไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้า
เงื่อนปมสำคัญที่จะหยุดยั้งคุนหลุนกับเทียนหวนหาใช่เก้ามหานิกาย
พุทธไม่ แต่เป็นซีเซวียน!
เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจั่วม่อไม่เคยคิดมาก่อน แต่ซีเซวียนในยามนั้นไม่มี
ความหวังให้เห็นแม้สักส่วนเสี้ยว แต่แล้วการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของ
จงเต๋อคล้ายเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ให้แก่ซีเซวียนที่เน่าเหม็น
เจี่ยนจุนยังคงกล่าวสืบต่อ “ข้าได้ยินเรื่องราวชาติกำเนิดของจั่วเซียน
เซิงแล้ว จงต้าเหรินรู้สึกเห็นอกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง และได้สั่งประหารคน
ของซีเซวียนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นจนหมดสิ้น ทั้งยังมอบหมาย
ให้ข้านำสิ่งของชิ้นนี้ส่งคืนให้แก่จั่วเซียนเซิง สิ่งของนี้เป็นของตระกูลจั่ว
วันนี้นับว่ากลับคืนสู่มือจั่วเซียนเซิง กลับสู่เจ้าของที่แท้จริง!”
มันทางหนึ่งกล่าว ทางหนึ่งนำสิ่งของรูปร่างประหลาดชิ้นหนึ่งออกมา
สิ่งของนี้รูปร่างแปลกพิสดารยิ่ง มีความสูงเท่าคนผู้หนึ่ง มองผิวเผิน
คล้ายกิ่งไม้ที่ถูกตัดออกมาจากต้น กิ่งหลักโค้งงอ มีกิ่งก้านสาขางอกเงยอีก
ห้ากิ่ง ตัดไขว้ไปมาบนกิ่งหลัก ของสิ่งนี้หลอมสร้างจากโลหะทั้งชิ้น แม้ผ่าน
กาลเวลานับสิบ ๆ ปี ยังคงสะอาดหมดจด เป็นประกายเหมือนใหม่
“นี่คือส่วนที่ซีเซวียนได้ครอบครองในครั้งนั้น อีกสามส่วนตกอยู่ในมือ
คุนหลุน เทียนหวนและวัดเสวียนคง แน่นอนว่าการส่งคืนของนี้มิอาจลบ
ล้างการกระทำในอดีตได้ เราได้แต่คิดบัญชีกับผู้อาวุโสที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้หวังว่าการแก้ไขเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้
ท่านให้อภัยพวกเรา เราเพียงแค่ต้องการแสดงคำขอโทษจากใจจริงเท่านั้น
และเพื่อแสดงให้เห็นว่าซีเซวียนยินดีรับผิดชอบต่อเรื่องนี้”
เจี่ยนจุนสีหน้าเคร่งขรึม สุ้มเสียงจริงจังจริงใจ
จั่วม่อเหม่อมองชิ้นส่วนยุทธภัณฑ์เทพชิ้นนั้นอย่างซึมเซา ของสิ่งนี้ซี
เซวียนหาได้ปลอมแปลงมาหลอกลวงมันไม่ ทันทีที่เจี่ยนจุนนำของสิ่งนี้
ออกมา จั่วม่อก็รู้สึกถึงกลิ่นอายของยุทธภัณฑ์เทพอันคุ้นเคย
ในความทรงจำส่วนน้อยของมัน สิ่งของรูปร่างประหลาดนี้เคยปรากฏ
ขึ้นสองสามหน
“กรุณาขอบคุณจงต้าเหรินแทนข้าด้วย!” จั่วม่อตั้งสติอีกครั้ง สีหน้า
สงบราบเรียบ ภาพมากมายที่แวบขึ้นในใจทำให้อารมณ์หลากหลาย
ประดังประเดขึ้นมา แต่มันสงบใจลงอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้นำของม่ออวิ๋น
ไห่ทั้งมวล การตัดสินใจทุกครั้งของมันอาจหมายถึงผลกระทบต่อการ
พัฒนาในอนาคตของม่ออวิ๋นไห่
“สำหรับการจับมือเป็นพันธมิตรและการสั่งซื้อยุทธภัณฑ์เทพไม่ใช่
ปัญหา แต่ทั้งการทำความเข้าใจพลังเทพของพวกท่านและการออกแบบ
ยุทโธปกรณ์เทพที่เข้ากันได้ เกรงว่าต้องใช้เวลาอยู่บ้าง” จั่วม่อกล่าว
เจี่ยนจุนดวงตาทอประกายลิงโลดยินดี รีบล้วงม้วนหยกออกมาส่งให้
อย่างไม่รีรอลังเล “นี่คือเคล็ดวิชาพลังเทพของซีเซวียนเรา ขอส่งมอบให้
ท่านตั้งแต่บัดนี้!”
จั่วม่อกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่ ก็มีความ
เข้าใจโดยคร่าว ๆ ในเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพของพวกมัน “งานออกแบบ
ยุทโธปกรณ์เทพสมควรใช้เวลาราวสองเดือน ส่วนเรื่องราคาจะบอกได้
หลังจากที่หลอมสร้างตัวอย่างชุดแรกแล้วเสร็จ”
เจี่ยนจุนถามต่อ “หากต้องการยุทโธปกรณ์เทพสามหมื่นชุดก่อน
เดือนแปดของปีหน้า มิทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่?”
จั่วม่อนิ่งครุ่นคิดชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “เป็นเรื่องยากที่จะหลอม
สร้างสามหมื่นชุดในเวลาหนึ่งปี แต่สองหมื่นชุดสมควรไม่มีปัญหา!”
เจี่ยนจุนกล่าวทันทีอย่างไม่ลังเล “ประเสริฐ! อย่างน้อยสองหมื่นชุด
ไม่ว่าพวกท่านจะผลิตได้มากเท่าใด พวกเราล้วนซื้อทั้งหมด!”
“ไม่มีปัญหา” จั่วม่อตอบทันควัน
ซึ่งความจริงการค้ารายนี้ฝ่ายมันมีแต่ได้กับได้ หากมียุทโธปกรณ์เทพ
สองหมื่นชุด พลังของซีเซวียนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จั่วม่อย่อม
ยินดีที่จะเห็นสภาพเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นการสั่งซื้อจำนวนมากในรวดเดียว
เช่นนี้ยังจะช่วยยกระดับฝีมือหลอมสร้างของม่ออวิ๋นไห่ขึ้นไปอีกขั้น
นี่เรียกได้ว่ากระสุนนัดเดียวยิงนกได้หลายตัว
เจี่ยนจุนจู่ ๆ โพล่งออกมาอย่างกะทันหัน “มีเรื่องอีกประการหนึ่งต้อง
ขอความกรุณาจากจั่วเซียนเซิง”
“โปรดบอกมาเถอะ” จั่วม่อมิอาจไม่ยอมรับ เจี่ยนจุนผู้นี้แม้พลังฝีมือ
พื้นเพธรรมดา แต่สีหน้าท่าทีและวิธีการเจรจาบันดาลให้ผู้คนสบายใจนัก
“เฮ้อ” เจี่ยนจุนทอดถอนเบา ๆ “ซึ่งความจริงเรื่องนี้ยากจะกล่าวออก
จากปากอยู่บ้าง เราต้องการขอให้จั่วเซียนเซิงช่วยส่งจดหมายฉบับหนึ่ง”
“จดหมาย?” จั่วม่องงงันวูบ แล้วพลันเข้าใจกระจ่าง … กู่เหลียงเตา!
“ถูกแล้ว จั่วเซียนเซิง โปรดมอบจดหมายฉบับนี้ให้แก่กู่เหลียงเตา
จดหมายนี้เป็นจงต้าเหรินเขียนด้วยตัวเอง” เจี่ยนจุนส่งม้วนหยกมาให้แต่สี
หน้าลำบากใจอยู่บ้าง
จั่วม่อรับม้วนหยกอย่างเคร่งขรึมจริงจัง ผงกศีรษะพลางกล่าวหนัก
แน่น “ข้าจะส่งมอบให้ถึงมือพี่กู่อย่างแน่นอน”
“ขอบคุณมาก จั่วเซียนเซิง” เจี่ยนจุนฝืนเค้นรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
อัจฉริยะผู้หนึ่งถูกสำนักบีบคั้นบังคับจนต้องทรยศและตัดขาดจากสำนัก
หาใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจไม่
“เจี่ยนเซียนเซิงไม่ต้องเกรงใจ” จั่วม่อกล่าวเสียงราบเรียบ
จากนั้นคนทั้งสองหันไปหารือเกี่ยวกับปัญหาการก่อตั้งค่ายกล
เคลื่อนย้าย
หลังจากตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้น พวกมันจะสามารถเดินทางไป
มาได้โดยสะดวก การขนส่งสิ่งของปริมาณมากแม้ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
สูง แต่ก็เป็นวิธีการขนส่งที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน
ทั้งคู่ล้วนทราบแน่แก่ใจดี
หลังจากค่ายกลเคลื่อนย้ายเปิดใช้งาน สินค้าของม่ออวิ๋นไห่จะ
หลั่งไหลเข้าสู่ซีเซวียนดุจน้าป่าทะลักทลาย นี่ย่อมส่งผลกระทบต่อซีเซวีย
นอย่างใหญ่หลวง แต่ซีเซวียนในยามนี้ไร้เรี่ยวแรงกำลังที่จะมัวมาพะวงกับ
เรื่องนี้ สิ่งที่วางรออยู่ตรงหน้าพวกมันคือความจริงอันเลวร้ายและอันตราย
ยิ่งกว่า ในความเห็นของพวกมัน การเพิ่มพลังอำนาจในการรบจึงเป็นเรื่อง
เร่งด่วนที่สุดในยามนี้
ก่อนจะอำลาจากไป เจี่ยนจุนยังสะกิดเตือนด้วยสีหน้าตึงเครียด “จั่ว
เซียนเซิง ท่านไม่อาจมองข้ามคุนหลุนและเทียนหวน แน่นอนว่าฝีมือ
หลอมสร้างของม่ออวิ๋นไห่เลิศล้าที่สุด แต่คุนหลุนและเทียนหวนก็ไม่อ่อน
ด้อย เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งคุนหลุนและเทียนหวนพากันเสาะหาซาก
โบราณสถานอย่างจริงจัง คุนหลุนยังค้นพบเศษชิ้นส่วนของยุทธภัณฑ์เทพ
โบราณชิ้นหนึ่ง พวกมันเริ่มวางแผนการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพใหม่ใน
เร็ว ๆ นี้”
ข่าวสารเรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของจั่วม่อทันที “มีข่าวที่
เฉพาะเจาะจงมากกว่านี้หรือไม่?”
“ไม่มี” เจี่ยนจุนสั่นศีรษะ “เราเพียงทราบว่าเพื่อชิ้นส่วนยุทธภัณฑ์
เทพชิ้นนี้ ผู้อาวุโสคุนหลุนสามคนพลีชีพในซากโบราณสถาน กระทั่งเจ้า
สำนักคุนหลุนยังได้รับบาดเจ็บปางตาย”
จั่วม่อตะลึงลาน ต่อให้เป็นคุนหลุน ราคาที่ต้องจ่ายออกไปนี้ยังเรียก
ได้ว่าหนักหนาสาหัส
“ยุทธภัณฑ์เทพพัฒนาไปอย่างรวดเร็วยิ่ง อาจบางทีอีกไม่เกินปีสองปี
ทุกผู้คนอาจพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง” เจี่ยนจุนกล่าวอย่างหวาด
วิตก “เรียนรู้จากของโบราณดีกว่าปิดประตูคลำทางเอาเอง ท่านสมควรให้
ความสำคัญมากกว่านี้ หากทางเราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับซากโบราณสถาน
จะแจ้งให้ทราบในบัดดล”
“ประเสริฐ!” จั่วม่อผงกศีรษะรับอย่างจริงจัง วาจาของเจี่ยนจุน
ถูกต้องชัดเจนจนไม่อาจโต้แย้ง
ยุคสมัยใหม่เมื่อเริ่มต้นขึ้น มักจะเป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาเติบโต
อย่างรวดเร็วที่สุด หากย่อหย่อนเพียงชั่วขณะ อาจหมายความว่าจะถูกทิ้ง
ล้าหลังไปตลอดกาล นี่แตกต่างจากระบบพลังปราณที่เติบโตเต็มที่จน
เพียบพร้อมสมบูรณ์ไปแล้ว พลังเทพเพิ่งจะถือกำเนิดใหม่ได้ไม่นาน แม้
มองเห็นภาพรวมทั่วไป แต่ในส่วนของรายละเอียดยังคงหยาบกระด้างยิ่ง
คุนหลุนเมื่อยินดีจ่ายด้วยราคาอันน่าตระหนกถึงเพียงนี้ ย่อม
หมายความว่าสิ่งที่พวกมันได้รับคุ้มค่ากว่าราคาที่พวกมันต้องจ่ายออกไป
จั่วม่อบังเกิดลางสังหรณ์ร้ายอย่างแรงกล้า
กู่เหลียงเตาเพ่งตาอ่านจดหมายเป็นเวลานาน จากนั้นนิ่งเงียบงันไป
“พี่ใหญ่ ตาเฒ่าจงเต๋อใช่กล่าววาจาน่ารังเกียจหรือไม่?” ซวงอวี่เห็นสี
หน้าของกู่เหลียงเตา พลันโพล่งถามอย่างอดรนทนไม่ได้
กู่เหลียงเตาสั่นศีรษะ พลางยื่นส่งม้วนหยกให้แก่ซวงอวี่ “ลองอ่านดู”
ซวงอวี่รับม้วนหยกไปอ่านอย่างกระตือรือร้น จากนั้นสีหน้าของมัน
น่าดูชมยิ่ง หลังจากอ่านเสร็จสิ้นก็ยื่นม้วนหยกส่งต่อให้แก่เซี่ยว
กู่เหลียงเตาหัวร่อเสียงขื่น คล้ายเย้ยหยันตัวเอง “มันกลับเชื้อเชิญให้
เรากลับไป มันจะสละตำแหน่งและจะกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด”
“นี่… …นี่ใช่เป็นกลลวงหรือไม่?” ซวงอวี่อึกอักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าว
ออกมาอย่างลังเล ไม่ว่าจะอย่างไร เนื้อความในจดหมายไม่ใช่เรื่องที่คน
ปกติจะเชื่อได้ลง
“เป็นเรื่องจริง” กู่เหลียงเตาสายตาเคว้งคว้างอยู่บ้าง ความขัดแย้งใน
ใจและความเจ็บปวดรวดร้าวฉายชัดอยู่ในดวงตาของมัน
“เช่นนั้นเราควรกลับไปหรือไม่?” ซวงอวี่ถามอย่างคึกคัก
กระตือรือร้น มันเชื่อว่าหากพี่ใหญ่กลับไปกุมอำนาจของซีเซวียน ซีเซวียน
ย่อมต้องฟื้นคืนจากความตายอย่างแน่นอน!
“อาเซี่ยว เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” กู่เหลียงเตาถามอย่างกะทันหัน
เซี่ยวเงียบงันอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นกล่าวเนิบนาบ “นี่ยากจะบอกได้
จงเต๋อกล่าวว่าชีวิตมันเหลืออยู่อีกเพียงสามปี เป็นไปได้ว่าไม่ใช่เรื่อง
หลอกลวง มิหนำซ้าที่มันบอกว่าจะสละอำนาจก็สมควรไม่ใช่เรื่อง
หลอกลวงเช่นกัน เนื่องเพราะมีแต่เราที่จะช่วยกอบกู้ซีเซวียนได้ อย่าว่าแต่
จนถึงตอนนี้ มันเข่นฆ่าสังหารผู้คนของซีเซวียนไปมากมาย แต่ไม่เคยแตะ
ต้องผู้ที่ใกล้ชิดกับเรา”
กู่เหลียงเตายังคงรับฟังเงียบ ๆ
“แต่หลังจากนั้นเล่า?” เซี่ยวกล่าวอย่างเยือกเย็น “เมื่อจงเต๋อแตกดับ
ไปแล้วเล่า? พี่ใหญ่อาจจะกุมอำนาจสูงสุด แล้วจากนั้นเล่า? เจ้าสำนักอาจ
สามารถอดทนต่อจงเต๋อ แต่มันยังจะอดทนต่อพี่ใหญ่ด้วยหรือไม่?”
ซวงอวี่สีหน้าแข็งทื่อ นิ่งเงียบไปทันที
“ฝีมือในการอดทนอดกลั้นของเจ้าสำนักเรียกได้ว่าเลิศล้ายิ่ง เหล่าผู้
อาวุโสกุมอำนาจนานปี คอยควบคุมบงการซีเซวียนมาโดยตลอด แต่เจ้า
สำนักไม่เคยเอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ ยามนี้ลองนึกทบทวนดู บางทีเจ้าสำนัก
อาจจงใจปล่อยให้พวกมันกระทำอย่างย่ามใจเช่นนี้เอง ข้ายังสงสัยว่าการ
ที่พี่ใหญ่ถูกบีบคั้นจนต้องระเห็จออกจากสำนัก เกรงว่าเป็นเจ้าสำนักนี่เอง
ที่ลอบผลักดันจากเงามืด”
“เป็นไปไม่ได้?” ซวงอวี่ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ
เซี่ยวแย้มยิ้มอย่างเย็นชา “เมื่อครั้งที่ได้รับตำแหน่ง เจ้าสำนักยัง
เยาว์วัยยิ่ง ไม่มีปัญญาต่อต้านแข็งขืนเหล่าผู้อาวุโส มันถูกสถานการณ์บีบ
บังคับ เจ้าลองนึกดูหลายปีมานี้เจ้าสำนักกระทำเรื่องราวใดบ้าง
สำมะเลเทเมา เอาแต่เสพสุข ไม่ถามไถ่เรื่องในสำนัก แล้วลองดูสิ่งที่เจ้า
สำนักกระทำในครั้งนี้ มันแม้ไม่ใช่มือสังหาร ถึงกับไม่ได้ลงมือสังหารผู้คน
แม้แต่คนเดียว แต่กลับเป็นบุคคลอันกลอกกลิ้งที่สุด จงเต๋อหายตัวไปกว่า
ห้าสิบปี แต่พอกลับมากลับสามารถขุดรากถอนโคนบรรดาผู้อาวุโสและ
รากฐานของพวกมันทั้งหมดในชั่วข้ามคืน นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ด้วยการ
ที่เพียงฆ่าคนสะเปะสะปะ”
“เจ้าหมายความว่า… …” ซวงอวี่ไม่ได้โง่งม พอฟังพลันเข้าใจกระจ่าง
“หากมิใช่ว่ามีผู้ที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในสำนักคอยชี้นำ ย่อมไม่
อาจสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างหมดจดถึงเพียงนี้ เกรงว่าเจ้าสำนักอาจเริ่มสืบสวน
เหล่าผู้อาวุโสตั้งแต่แรก ว่ากันว่าองครักษ์ข้างกายเจ้าสำนักกว่าครึ่งถูกฆ่า
ตายไปด้วย มันสามารถอดทนอดกลั้นเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ ช่างน่า
สะพรึงกลัวนัก!”
สุ้มเสียงของเซี่ยวเย็นยะเยียบ ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก “หาก
จดหมายฉบับนี้มาจากเจ้าสำนักจะดีกว่านี้มาก แต่นี่เป็นจดหมายจากจง
เต๋อ! จงเต๋อแกร่งกร้าวเกรียงไกร เจ้าสำนักย่อมต้องทำตัวเรียบ ๆ ร้อย ๆ
แต่หลังจากจงเต๋อสิ้นชีพเล่า หรือว่าเรายังต้องต่อสู้กับเจ้าสำนักด้วย?”
“สู้ก็สู้เถอะ พวกเราหาเกรงกลัวมันไม่” ซวงอวี่พึมพำ
เซี่ยวพลันแย้มยิ้ม “แล้วไฉนเราต้องทำเช่นนั้นเล่า? เวลานี้
สถานการณ์ของเราไม่เลวนัก แม้ว่าดินแดนของเราไม่ใหญ่โต แต่รากฐาน
ของเรานับว่าไม่เลวเลย ไฉนเราต้องกลับไปอดทนอดกลั้นกับพวกมัน
ด้วย?”
“เซี่ยวกล่าวถูกต้อง!” เงามืดในดวงตากู่เหลียงเตาสลายวับ “หลังจาก
ออกมา เรารู้จักแต่ความปลอดโปร่งสบาย หากให้หวนกลับไป ข้าไม่ยินดี!
แต่เราสมควรตอบไปว่าอย่างไร? ญาติพี่น้องของพวกเรายังอยู่ในมือจง
เต๋อ เราจะนำพวกมันกลับมาได้อย่างไร?”
เมื่อครั้งที่พวกมันหลบหนีออกมา ญาติพี่น้องของผู้ใต้บังคับบัญชา
ส่วนใหญ่ล้วนถูกจับกุม การนำตัวญาติพี่น้องของพวกมันกลับคืนมา เป็น
ปัญหาใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบถึงรากฐานของกู่เหลียงเตา
เซี่ยวแย้มยิ้มอย่างเชื่อมั่น “เรื่องนี้จะว่ายากก็ไม่ยาก จงเต๋อเมื่อไม่ลง
มีดต่อพวกมัน แสดงว่าไม่คิดใช้พวกมันเป้นตัวประกันสร้างความลำบากใจ
ให้แก่เรา แต่เรื่องนี้ต้องขอความช่วยเหลือจากพี่จั่ว”
“พี่จั่ว?” กู่เหลียงเตาดวงตาทอประกายวูบ จากนั้นโห่ร้องชมเชย
ออกมา “มิผิด!”