สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 763 แผนของเฉาซิง
“รายงานจากวัดสำเนียงวัชระบอกว่าอย่างไร?” หลินเชียนถาม
เฉาซิงสั่นศีรษะ “ไม่มีใด พวกมันช่วงนี้เก็บเนื้อเก็บตัวยิ่ง หย่างหยวน
เฮ่ากำลังเร่งฝึกกองทัพของมัน กองพันสำเนียงวัชระของมันขยายตัวกว่า
สามเท่า อาจต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการฝึกกองทัพจนใช้การได้”
นามหย่างหยวนเฮ่า ทำให้ดวงตาของหลินเชียนทอประกายที่แทบ
มองไม่เห็นวูบหนึ่ง มันถามว่า “สืบพบความเป็นมาของหย่างหยวนเฮ่า
แล้วหรือไม่?”
“พบแล้ว มันเดิมทีเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสลำดับสองแห่งวัดสำเนียง
วัชระ แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา แต่รอจนเคล็ดวิชาฝึกปรือ
พลังเทพสำเนียงวัชระปรากฏขึ้น มันค่อยเปล่งประกายเจิดจรัส ทะยานขึ้น
อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นยอดแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งวัดสำเนียงวัชระ ทั้ง
ยังเป็นอันดับหนึ่งแห่งเก้ามหานิกายพุทธทั้งมวล อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มี
ส่วนเกี่ยวพันกับอาจารย์ของมันไม่มากก็น้อย ผู้อาวุโสที่สองเป็นน้องชาย
ร่วมอุทรของเจ้าอาวาสวัดสำเนียงวัชระเอง”
อย่าได้เห็นว่าเฉาซิงผู้นี้ปกติคลุ้ม ๆ คลั่ง ๆ แต่ยามเมื่อทำงานของตน
ทั้งพิถีพิถันและรอบคอบระมัดระวัง ได้รับความไว้วางใจจากหลินเชียนอ
ย่างลึกซึ้ง
“นอกจากวัดสำเนียงวัชระแล้ว นิกายอื่น ๆ มีความคืบหน้าบ้าง
หรือไม่?” หลินเชียนถามต่อ
“วัดสำเนียงวัชระ วัดพุทธรรมเรืองรอง วัดดอกบัวสูงศักดิ์และวัด
เมตไตรยสรวลสันต์ สี่นิกายนี้ไม่ค่อยราบรื่นเท่าใด นิกายซินเยี่ยถูกเทียน
หวนแทรกซึมเข้าไปแทบทั้งหมด นิกายที่เรามีความคืบหน้ามากที่สุดคือ
นิกายสกันทะ17 ส่วนอีกสามนิกายที่เหลือ วัดมหาพุทธะ วัดวาสนาพุทธ
และนิกายศูรางคม18 เรากำลังต่อสู้กับเทียนหวนอย่างหนักหน่วงเพื่อช่วง
ชิงมาเป็นพวก” เฉาซิงบอกเล่าราวกับกำลังจาระไนสมบัติในบ้านของตน
“คิดแทรกซึมเข้าไปในนิกายอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายจริง
ๆ!” หลินเชียนยิ้มอย่างจนปัญญา
“ย่อมแน่นอน” เฉาซินยกจอกสุราขึ้นละเลียด กล่าวอย่างไม่เห็น
สำคัญ “ก่อนอื่นเรามุ่งเป้าไปที่รอบนอก แรกๆ ย่อมต้องสะดวกดาย แต่พอ
เจาะลึกเข้าไปก็ไม่ง่ายแล้ว แต่นี่เป็นวิธีการที่ถูกต้อง ทว่านิกายซินเยี่ยกลับ
บุ่มบ่ามโจมตีค่ายกลเคลื่อนย้ายของม่ออวิ๋นไห่ นี่ส่งผลกระทบต่อแผนการ
ของเราไม่น้อย”
“มิผิด นี่เท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่น” หลินเชียนขมวดคิ้ว “ช่างเป็นตัว
โง่งมกลุ่มหนึ่งจริง ๆ!”
“นิกายซินเยี่ยรีบร้อนแสดงความภักดีต่อเทียนหวน จึงอดรนทนไม่
ไหวอีกต่อไป ข้าไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดค้นพบจุดอ่อนนี้ แต่ฝีมือปฏิบัติการ
17 หมายถึงสกันทโพธิสัตว์หรือพระเวทโพธิสัตว์
18 อ่านว่า สู-ราง-คะ-มะ หมายถึงคัมภีร์ศูรางคมสูตร (Shurangama sutra) ที่อธิบายเรื่องศีล
ของพวกมันย่าแย่สุดทนดูโดยแท้ ไม่ต้องแปลกใจว่าไฉนนิกายซินเยียรัง
ลำดับสุดท้ายในเก้ามหานิกายพุทธ” เฉาซิงสั่นศีรษะอย่างดูแคลน จากนั้น
กล่าว “แต่สำหรับม่ออวิ๋นไห่ก็ไม่อาจใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายอีกต่อไป นี่จะ
เป็นเชือดรัดคอของพวกมัน เราเองก็จำเป็นต้องระวังป้องกันการจู่โจมนี้
เช่นกัน เนื่องเพราะค่ายกลเคลื่อนย้ายของเราก็มีจุดอ่อนไม่ต่างจากพวก
มัน”
หลินเชียนพยักหน้า “ให้ดำเนินการทันที”
เฉาซิงรับคำ “ทราบแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ในพวกมันทั้งสองไม่มีใครคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่โตอันใด
ค่ายกลเคลื่อนย้ายแม้มีจุดอ่อน แต่พวกมันไม่เหมือนม่ออวิ๋นไห่ที่พึ่งพา
ค่ายกลเคลื่อนย้ายมากเกินไป การขนส่งของคุนหลุนโดยมากดำเนินการ
ผ่านแม่น้าอาณาจักร แม้ว่าต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่า แต่
ค่าใช้จ่ายย่อมเยายิ่ง หากทั่วดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของคุนหลุนใช้
ค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมด ลำพังค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็เพียงพอจะฆ่าคุนหลุน
โดยไม่ต้องรบ
เนื่องเพราะเหตุนี้ ค่ายกลเคลื่อนย้ายของคุนหลุนส่วนใหญ่จะตั้งอยู่
ในสถานที่สำคัญ และสถานที่เหล่านั้นแทบทั้งหมด ย่อมมีกองทัพ
ประจำการเพื่อเฝ้าคุ้มกันความปลอดภัย พวกมันเพียงแค่ต้องบอกเตือน
ไปยังกองทัพเหล่านั้นให้เพิ่มระดับการระวังป้องกันเท่านั้น
“กองทัพของศิษย์น้องเสวียขยายตัวปรับปรุงกำลังพลเสร็จสิ้นแล้ว
ไฉนเราไม่ใช้เก้ามหานิกายพุทธเป็นเป้าหมายสำหรับการเปิดฉาก
สงคราม?”
?”
?”
“แดนร้อยเถื่อน!” เฉาซิงกล่าวเสียงดังฟังชัด ใบหน้าแดงก่า “ดินแดน
แห่งความมืดให้กำเนิดราชันผู้หนึ่ง กลายเป็นศัตรูที่ทัดเทียมกับคุนหลุนเรา
เรายังไม่ควรเปิดศึกกับพวกมันในตอนนี้ ที่สำคัญสิ่งที่เราล่วงรู้เกี่ยวกับ
ดินแดนแห่งความมืดมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ยังไม่ถึงเวลาที่จะต่อสู้กับพวก
มัน แต่แดนร้อยเถื่อนเต็มไปด้วยขุนศึก เหมาะสำหรับเปิดฉากลับกระบี่
ของเราเป็นที่สุด”
ยิ่งกล่าวยิ่งเมามัน เฉาซิงกล่าวไปก็ดื่มสุราไป ไม่นานก็หมดไปอีก
หลายจอก เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ยไปกว่าครึ่ง สายตากลายเป็นมึนเมา
ขณะที่กล่าวต่อไปว่า “ทอดตามองทั่วหล้าในยามนี้ ศัตรูที่นับว่าทัดเทียม
กับเรามีเทียนหวน หมิงอ๋องแห่งดินแดนแห่งความมืด และเผ่าอสูร พวก
มันถือครองดินแดนกว้างใหญ่ มียอดยุทธ์และแม่ทัพบัญชาการศึกนับไม่
ถ้วน แต่หากมองให้ละเอียดถี่ถ้วน พวกมันผิดแผกแตกต่างกัน คุนหลุน
เทียนหวนและดินแดนแห่งความมืด ไม่ว่าฝ่ายไหน ภายในล้วนมีความเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน แต่สภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรกลับไม่ใช่ ภายในของพวกมัน
มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจอย่างต่อเนื่อง เหล่าคนรุ่นใหม่ที่นำโดยหมิงเยวี่ย
เยี่ย และคนรุ่นเก่าซึ่งนำโดยหัวหน้าผู้อาวุโสลอบประลองกำลังกันในทาง
ลับแทบไม่เว้นแต่ละวัน นี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับคุนหลุนเรา”
หลินเชียนดวงตาเป็นประกาย “เราจะลอบให้การสนับสนุนหมิงเยวี่ย
เยี่ยใช่หรือไม่?”
เฉาซิงแย้มยิ้ม แล้วสั่นศีรษะ “ไม่! หมิงเยวี่ยเยี่ยยังไม่ปีกกล้าขาแข็ง
หากสนับสนุนนาง ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับคงมีจำกัด และรอจนนางกุม
?”
หลินเชียนย้อนถาม
“ไม่ เราจะสนับสนุนฝ่ายที่สามขึ้นมา” เฉาซิงดวงตาทอประกายเจิด
จ้า “มีแต่สามฝ่ายต่อสู้กัน จึงจะเข้าสู่สภาวะสมดุล ทั้งยังสามารถกลายเป็น
ศึกยืดเยื้อไม่รู้จบ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งหัวหน้าผู้อาวุโสและหมิงเยวี่ยเยี่ยจะต้อง
แก่งแย่งกันเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากขุมกำลังฝ่ายที่สาม ที่สำคัญที่สุด
ขุมกำลังใหม่นี้จะเป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุด ไม่อาจหลุดพ้นจากการควบคุม
ของเรา”
“แผนการอันประเสริฐ!” หลินเชียนทอดถอนชมเชย
ความตื่นเต้นของเฉาซินค่อยสงบลงเล็กน้อย มันกล่าวพลางหัวร่อ
เบาๆ “เรื่องนี้ไม่อาจรีบร้อน จำเป็นต้องค่อย ๆ วางแผนอย่างรอบคอบ
อาจต้องใช้เวลาห้าปีสิบปีกว่าจะเห็นผล”
หลินเชียนหัวเราะเสียงดังกระหึ่ม “ข้ายังหนุ่มแน่น อย่าว่าแต่สิบปี
กระทั่งยี่สิบปีข้าก็รอได้!”
เฉาซิงพยักหน้าชมเชย “ต้าเหรินมีความคิดเช่นนี้ นับว่าไม่ง่ายดาย”
“ม่ออวิ๋นไห่กำลังรุกรานสหพันธ์จอมปิศาจ เซียนเซิงพอจะบอกได้
หรือไม่ว่าพวกมันต้องการอะไร?”
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันมักเกิดลางสังหรณ์ถึงอันตรายจากม่ออวิ๋น
ไห่ มันมักจะรู้สึกว่าขุมกำลังเล็ก ๆ ที่ครอบครองเพียงไม่กี่สิบอาณาจักร วัน
เฉาซิงคราวนี้ต้องขมวดคิ้วเช่นกัน “นี่ชวนฉงนงงงวยอยู่บ้าง คราครั้ง
นี้แม่ทัพใหญ่คือเปี๋ยหาน นี่แสดงว่าพวกมันให้ความสำคัญกับแผนการรบ
ครั้งนี้มากเพียงใด หมายความว่าเป็นแผนการใหญ่ประการหนึ่ง นอกจากนี้
ประเด็นอยู่ที่เป็นเปี๋ยหาน ไม่ใช่กงซุนชา นี้ยังหมายความว่าเป้าหมายของ
พวกมันในแผนการรบครั้งนี้ไม่ใช่โจมตีเมืองและยึดครองดินแดน แต่คล้าย
จะเป็นการจู่โจมดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู เพื่อทำลายหรือฉกฉวยบางสิ่งอย่าง
เร่งด่วนเสียมากกว่า การเคลื่อนทัพของเปี๋ยหานยังชวนให้เคลือบแคลง
สงสัยนัก เปี๋ยหานแน่นอนว่าปกปิดอำพรางจิตเจตนาของพวกมันไว้เป็น
อย่างดี เปี๋ยหานเมื่อเปิดศึกระดับนี้ เป้าหมายแท้จริงของพวกมันคือสิ่งใด
เกรงว่าต้องรอจนการสู้รบสิ้นสุดลง เราจึงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน”
หลินเชียนนิ่งเงียบงันไป
“จุดประสงค์! เราต้องสืบหาจุดประสงค์ของพวกมันให้ได้!”
ภายในห้องประชุม ไห่จินอวิ๋นสุ้มเสียงดังกีกก้อง ยอดแม่ทัพผู้นี้ร่าง
ผอมสูง ผิวพรรณเป็นสีทองจาง ๆ สองตาเรียวยาว สองแก้มตอบลึก
ดวงตาคมกล้าราวกระบี่ คล้ายสามารถเจาะทะลวงจิตใจผู้คน
สุ้มเสียงของมันแหลมสูง ชวนให้ผู้คนบังเกิดความรู้สึกคล้ายเสียงขูด
โลหะ ในเวลานี้สุ้มเสียงนั้นเต็มไปด้วยความพิโรธโกรธกริ้ว
ไห่จินอวิ๋นอารมณ์รุนแรงดุจเปลวเพลิง พร้อมจะระเบิดอารมณ์ได้ทุก
เมื่อ บรรดาแม่ทัพนายกองพากันสั่นสะท้าน ทั่วทั้งห้องประชุมเงียบกริบ
ดุจป่าช้า
ไห่จินอวิ๋นสะกดกลั้นเพลิงโทสะไว้ภายใน มันนวดขมับแรง ๆ พลาง
นิ่งงันไป ซึ่งความจริงโทสะของมันไม่ได้เกิดจากบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา
มันไหนเลยจะไม่ทราบขีดความสามารถของคนเหล่านี้ มันเพียงขุ่นเคือง
ตัวเองที่ไม่อาจระบุจิตเจตนาของเปี๋ยหานได้แน่ชัด
เมื่อมันทราบว่าศัตรูของมันในครั้งนี้คือเปี๋ยหาน ในใจก็เต็มไปด้วย
แรงกดดันหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้ทำให้มัน
ขลาดเขลา กลับยิ่งปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้อันกร้าวแกร่งของมัน
ขึ้นมาแทน เมื่อนึกถึงการต่อสู้กับยอดแม่ทัพนามกระเดื่องผู้นี้ มันรู้สึก
โลหิตในกายเดือดพล่านแทบทนไม่ไหว
ทว่ายิ่งผ่านไปนานเท่าใด การเคลื่อนไหวในแผนการศึกของเปี๋ยหาน
ก็ยิ่งซับซ้อนชวนสับสน ยากจะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น
หากพวกมันสามารถสืบหาจุดประสงค์ที่แท้จริงของเปี๋ยหาน มันจะ
ไม่ต้องตกเป็นฝ่ายถูกแต่กระทำแต่ฝ่ายเดียวอีก การเผชิญกับยอดแม่ทัพ
ระดับเปี๋ยหาน การตกเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียวเป็นเรื่องอันตรายสุด
เปรียบปาน
ผ่านไปอีกหลายชั่วยาม มันได้รับแมลงสื่อสารจากขุนพลเฒ่าเฉวียน
เพ่ย พวกมันเผชิญพบกับเปี๋ยหานแล้ว!
สำหรับไห่จินอวิ๋น นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใด ยอดแม่ทัพเช่น
เปี๋ยหานสามารถกระทำการเหนือคาดคิดได้ทุกเรื่องราว มันจะไม่
ประหลาดใจต่อเรื่องเพียงเท่านี้แน่ และจากตำแหน่งที่เผชิญกับเปี๋ยหาน
ยอดแม่ทัพผู้นี้ดูเหมือนตั้งใจจะโจมตีกำลังหนุน
หรือว่าเป้าหมายของเปี๋ยหานคืออาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้ง?
มันจึงไม่เชื่อ!
แต่สิ่งที่ทำให้มันคลายใจลงเล็กน้อย คือแม่ทัพเฒ่าเฉวียนเพ่ยกล่าว
มาในแมลงสื่อสารว่าพวกมันจะใช้การสู้รบแบบกองโจร เพื่อถ่วงเวลาฝ่าย
ตรงข้ามเอาไว้ ลากถ่วงการสู้รบไปจนกว่าฝ่ายของไห่จินอวิ๋นจะเดินทางไป
สมทบ
ดูเหมือนว่ากลยุทธ์บั่นทอนกำลังของแม่ทัพเฒ่าเฉวียนเพ่ยจะถูกต้อง
เหมาะสมที่สุดในเวลาเช่นนี้ พวกมันทำศึกในดินแดนของตัวเอง หาก
สามารถช่วงชิงเวลาได้มากพอ ข้อได้เปรียบของพวกมันจะเพิ่มพูนขึ้น
เรื่อยๆ ดั่งหิมะกลิ้งลงจากยอดเขา ซึ่งจะพอกพูนมากขึ้นอย่างไม่รู้จบ
ทว่าหลังจากผ่านไปสี่ชั่วยาม ไห่จินอวิ๋นกลับไม่ได้รับแมลงสื่อสาร
จากขุนพลเฒ่าเฉวียนเพ่ยอีก
สภาพการณ์ผิดปกตินี้ทำให้ไห่จินอวิ๋นบังเกิดลางสังหรณ์เลวร้าย หาก
สถานการณ์เป็นปกติ รองแม่ทัพของเฉวียนเพ่ยจะต้องส่งแมลงสื่อสารมา
ทุกสองชั่วยาม เพื่อรายงานสถานการณ์สู้รบ การที่ผ่านไปสี่ชั่วยามแล้ว แต่
เฉวียนเพ่ยมีฝีมือทางกระบวนทัพ มันเมื่อตกลงใจสู้รบแบบกองโจร
ทำศึกยืดเยื้อ แน่นอนว่าต้องไม่พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย คิดกวาดล้างกองทัพ
ที่ยอมทำศึกกองโจรเพื่อสู้รบอย่างยืดเยื้อเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง
อย่าว่าแต่จะเข่นฆ่าทำลายล้างทั้งหมดภายในสี่ชั่วยาม
อย่างไรก็ตาม ยิ่งเวลาผ่านไป สังหรณ์ร้ายของไห่จินอวิ๋นยิ่งรุนแรงขึ้น
ทุกขณะ
ไห่จินอวิ๋นเริ่มร้อนรนกระวนกระวาย มันพยายามเบี่ยงเบนความ
สนใจไปกับการสืบหาจุดมุ่งหมายของเปี๋ยหาน การเคลื่อนไหวอันน่าตื่นตา
ตื่นใจชวนตาลายละลานของเปี๋ยหานยืนยันว่ามันมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
อยู่ในใจ เพียงแต่มันปกปิดอำพรางอย่างมิดชิด
“ซ่างต้าเหรินอยู่ที่ตำแหน่งใด
มันชะงักเท้าอย่างกะทันหัน
เปลี่ยนไปถามรองแม่ทัพของมัน
“ซ่างต้าเหรินบรรลุถึงอาณาจักรเรือนกระจ่าง ห่างจากเราราวๆ สาม
วัน” รองแม่ทัพรีบตอบอย่างฉะฉาน
ไห่จินอวิ๋นที่เดินวนไปวนมาเหมือนเสือติดจั่นพลันหยุดเดิน ความร้อน
รนในดวงตาสลายหายไปทันที มันสั่งการด้วยเสียงลึก “ตั้งค่ายที่นี่ รอให้
ซ่างต้าเหรินมาสมทบ!”
ผ่านไปห้าชั่วยามแล้ว… …
ไห่จินอวิ๋นทราบแน่แก่ใจ สภาพการณ์ที่มันคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้มาก
ที่สุด ยามนี้กลับกลายเป็นจริงแล้ว
“นิกายซินเยี่ย!” จั่วม่อสีหน้าเป็นเดือดเป็นแค้น สำหรับนิกายพุทธที่
จู่ ๆ ก็ลอบโจมตีพวกมันโดยไม่ทันให้ตั้งตัว มิหนำซ้าว่ากันว่าถูกเทียนหวน
แทรกซึมควบคุมอย่างสมบูรณ์ จั่วม่อหาได้มีความรู้สึกที่ดีด้วยไม่
แม้ว่านิกายซินเยี่ยจะนำหลักฐานมากมายออกมาพิสูจน์ยืนยัน ว่า
ผู้คนหลายสิบคนที่จู่โจมม่ออวิ๋นไห่ล้วนถูกขับออกจากสำนักตั้งแต่แรก แต่
มีเพียงตัวโง่งมจึงเชื่อวาจาผีสางเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ใดที่พอมีสายตาอยู่บ้าง
ล้วนบอกได้ว่าทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นข้อแก้ตัว
“เป้าหมายของเราในครั้งนี้คือนิกายซินเยี่ย! เพื่อทวงหนี้แค้นจากครั้ง
ก่อน! ไม่ว่าเป็นในยามใด ม่ออวิ๋นไห่เราเคยต้องกล้ากลืนฝืนทนต่อผู้ที่มา
ระรานเราถึงหน้าประตูบ้านตั้งแต่เมื่อใด”
วาจาเหี้ยมหาญของจั่วม่อปลุกเร้าความรู้สึกร่วมของผู้คนทั้งหมด
ทันที
“มารดามันเถอะ! นิกายซินเยี่ยอันกระจ้อยร่อย บังอาจมุ่งเป้ามาที่
เรา?
จั่วม่อไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกับความปลอดภัยของม่ออวิ๋นไห่แม้แต่
น้อย เมื่อมีแม่นางน้อยนั่งประจำอยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆ อีกทั้งค่ายกล
เคลื่อนย้ายส่วนใหญ่ยังยุติการใช้งานไปแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้ามาก่อความ
วุ่นวายอีก แม้ว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางการค้าของ
พวกมันไม่น้อย แต่ก็ทำให้ความมั่นคงของม่ออวิ๋นไห่บรรลุถึงระดับที่ไม่
เคยมีมาก่อน ยามนี้ม่ออวิ๋นไห่ไม่ต่างจากเต่าที่ซ่อนตัวอยู่ในกระดองของ
มันอย่างแท้จริง
การลอบโจมตีของนิกายซินเยี่ย ทำให้จั่วม่อเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
ดูจากฉากหน้า นิกายซินเยี่ยแสดงทีท่าเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตเป็นอย่าง
ยิ่ง พวกมันขอโทษอย่างจริงใจ มิหนำซ้ายังยินดีมอบสิ่งชดเชยให้โดยไม่
เกี่ยงงอน ดังนั้นหากจั่วม่อยกทัพเข้าโจมตีนิกายซินเยี่ยทั้งที่อีกฝ่ายแสดง
ตัวเช่นนี้ เกรงว่าเก้ามหานิกายพุทธทั้งหมดจะเปิดศึกกับม่ออวิ๋นไห่โดยไม่
สนใจเหตุผลแล้ว
จั่วม่อยังคงคาดหวังว่าเก้ามหานิกายพุทธจะสามารถเป็นโล่ปกป้องม่
ออวิ๋นไห่ จะให้เปิดศึกกับพวกมันเนื่องมาจากนิกายซินเยี่ยก็ไม่มีประโยชน์
ใด นิกายซินเยี่ยที่ไม่กลัวเกรง ก็เนื่องเพราะพวกมันล่วงรู้เรื่องนี้ดี ฉากหน้า
พวกมันไม่มีที่ใดให้วิพากษ์วิจารณ์ได้
เสี่ยวม่อเกอไหนเลยจะคนเป็นคนใจกว้าง แบบฉบับของมันคือตาต่อ
ตาฟันต่อฟัน มีแค้นต้องชำระหนี้แค้นเท่านั้น
เนื่องจากพวกมันไม่อาจลงมือโดยเปิดเผย เช่นนั้นมันจะลอบเล่นงาน
จากเงามืดแทน
สำหรับผู้นำของขุมกำลังอื่น กับการเล่นเล่ห์ดำเนินอุบายชนิดนี้ คงไม่
อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกย้อนแย้งอยู่บ้าง แต่สำหรับจั่วม่อ นี่เป็นสิ่งที่มัน
ถนัดจัดเจนอย่างแท้จริง
หากมองจากทางด้านความแข็งแกร่ง นิกายซินเยี่ยย่อมไม่ใช่คู่มือของ
จั่วม่อ อย่าว่าแต่ครั้งนี้ พวกมันยังลอบเล่นงานจากเงามืด ไม่ว่าเหวยเสิ้ง จง
หยู หลัวหลี ล้วนแกร่งกล้าเกรียงไกรอย่างน่าอัศจรรย์ พวกมันแต่ละคน
สามารถสังหารผู้คนทำลายเมือง แต่หากให้พวกมันคิดอ่านวางแผนดำเนิน
อุบาย อาจเป็นเรื่องยากสำหรับพวกมัน
ผู้ที่มีฝีมือทางคิดอ่านวางแผนมากที่สุดย่อมต้องเป็นจั่วม่ออย่างไร้ข้อ
กังขา หากปราศจากการชี้นำของมัน เรื่องนี้ยากจะประสบความสำเร็จ
ความสัมพันธ์ระหว่างม่ออวิ๋นไห่และเก้ามหานิกายพุทธนั่นค่อนข้าง
ใกล้ชิดกัน กิจกรรมทางการค้าของทั้งสองฝ่ายคึกคักมีชีวิตชีวา เก้า
มหานิกายพุทธมีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล มั่งคั่งสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร
ยุทโธปกรณ์เทพของม่ออวิ๋นไห่ก็เป็นสิ่งที่เก้ามหานิกายพุทธต้องการ
ค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างม่ออวิ๋นไห่กับเก้ามหานิกายพุทธ เป็นหนึ่ง
ในค่ายกลจำนวนไม่มากนักที่ยังคงเปิดใช้งานอยู่
การตรวจสอบที่บริเวณค่ายกลเคลื่อนย้ายเข้มงวดกวดขัน แต่สำหรับ
จั่วม่อกับพวก ผู้ที่มีความสามารถพอที่จะมองผ่านคราบปลอมแปลงโฉม
ของพวกมัน แน่นอนว่าจะไม่ปรากฏตัวอยู่ในสถานที่พื้นเพธรรมดาเช่น
ค่ายกลเคลื่อนย้ายแห่งนี้
พวกมันประสบความสำเร็จในการลอบเร้นเข้าสู่เก้ามหานิกายพุทธ
โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากเท่าใด
เมื่อพวกมันเข้าสู่ดินแดนของเก้ามหานิกายพุทธ ฉากตรงหน้าช่าง
แตกต่างจากม่ออวิ๋นไห่อย่างสิ้นเชิง ทั้งตึกรามบ้านช่องและผู้คนให้
ความรู้สึกที่ผิดแผกแตกต่าง
เซียนวรยุทธ์ขึ้นชื่อลือชาทางด้านสวรรค์ลับ เกาะเล็กๆ ที่สามารถ
ลอยอยู่กลางเวหาสามารถพบเห็นได้ทุกที่ ยังมีนักบวชนิกายพุทธบางส่วน
สร้างวิหารอยู่บนเมฆวิเศษ ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยวัดวาอารามใหญ่น้อยนับ
ไม่ถ้วน เสียงระฆังเสียงสวดมนต์ดังกังวานคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด บนท้องถนน
สิ่งที่พบเห็นได้มากที่สุดคือนักบวชนิกายพุทธในกาสาวพัสตร์หลากสี
ศีรษะล้านเลี่ยน สองเท้าเปล่าเหยียบย่าไปทั่ว พวกมันบ้างถือไม้เท้าพระ
ธรรม บ้างถือมู่อวี่ ใบหน้าสงบสำรวม บ้างเปลือยอก เผยให้เห็นร่างกำยำ
ดุจหอคอยเหล็ก คนเหล่านี้มักมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ละย่างก้าวเปี่ยมพลัง
คล้ายแฝงไว้ด้วยท่วงทำนองอันพิเศษเฉพาะประการหนึ่ง
ในม่ออวิ๋นไห่นักบวชนิกายพุทธยากจะพบเห็น นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคน
ได้พบพานนักบวชนิกายพุทธมากมายถึงเพียงนี้ ล้วนเห็นว่าน่าสนใจไม่
น้อย
คนทั้งกลุ่มปลอมแปลงเป็นคาราวานพ่อค้าขบวนหนึ่ง และเพื่อที่จะ
ไม่สะกิดความสงสัยของผู้คน ทั้งผู้ดูแลและบ่าวรับใช้ล้วนเป็นขบวนพ่อค้า
ตัวจริง มีประสบการณ์อย่างโชกโชน พวกมันมักเข้ามาทำการค้าอยู่ใน
?” จั่วม่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“วัดสำเนียงวัชระ” พ่อบ้านรีบตอบ มันทราบดีว่าจั่วม่อไม่ค่อยล่วงรู้
เกี่ยวกับเก้ามหานิกายพุทธมากนัก จึงอธิบายอย่างละเอียด “วัดสำเนียง
วัชระนับเป็นอันดับแรกในหมู่มหานิกายพุทธทั้งเก้า ยอดแม่ทัพอันดับหนึ่ง
แห่งเก้ามหานิกายพุทธ หย่างหยวนเฮ่า ก็มาจากวัดสำเนียงวัชระนี้เอง ใน
อาณาเขตของพวกมันมีการพัฒนามากที่สุด และเป็นระเบียบเรียบร้อย
มากที่สุด”
“หย่างหยวนเฮ่า!” จั่วม่อพอได้ยินนามนี้ ยังอดชะงักไปวูบหนึ่งไม่ได้
ในบรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกที่เก้ามหานิกายพุทธเพาะสร้างขึ้นในหลาย
ปีมานี้ หย่างหยวนเฮ่านับเป็นยอดแม่ทัพที่เข้มแข็งที่สุดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
อีกทั้งยังเป็นเสาหลักที่แท้จริง อาศัยมันเพียงผู้เดียวค้ายันเก้ามหานิกาย
พุทธให้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
เหตุทีจัวม่อบังเกิดแนวคิดว่าเก้ามหานิกายพุทธมีคุณสมบัติพอทีจะ
เป็นปราการขวางกั้นคุนหลุน ก็เนื่องเพราะการคงอยู่ของหย่างหยวนเฮ่าผู้
นี้เอง เก้ามหานิกายพุทธที่มีหย่างหยวนเฮ่า กับเก้ามหานิกายพุทธที่ไม่มี
หย่างหยวนเฮ่า ถือเป็นคนละระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง หากพวกมันไม่มี
บุคคลนามหย่างหยวนเฮ่ายืนตระหง่านอยู่แถวหน้า จั่วม่อจะเป็นคนแรกที่
บุกจู่โจมเก้ามหานิกายพุทธ และเร่งกลืนกินพวกมันลงไปก่อนที่คุนหลุน
และเทียนหวนจะไหวตัวทัน
จั่วม่อจู่ ๆ บังเกิดความคิดประการหนึ่ง หากมีโอกาส มันก็คิดพบหน้า
ยอดแม่ทัพผู้เป็นเสาหลักแห่งเก้ามหานิกายพุทธผู้นี้ดูสักครา
มันไม่กังวลต่อความเป็นปฏิปักษ์ของหย่างหยวนเฮ่า รวมถึงความ
ระแวงระวังที่อีกฝ่ายมีต่อม่ออวิ๋นไห่ นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทว่า
สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเก้ามหานิกายพุทธ จั่วม่อเชื่อว่าหย่าง
หยวนเฮ่าย่อมทราบกระจ่างกว่าผู้ใด เมื่อเทียบกับคุนหลุนเทียนหวน ม่อ
อวิ๋นไห่เป็นพันธมิตรที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เก้ามหานิกายพุทธหาได้มีทางเลือกมากมายนัก
?” จั่วม่อถามไปตามที่ใจคิด
พ่อบ้านผู้นั้นสีหน้าตึงเครียด “ผู้น้อยไม่อาจทราบได้ เราไม่ขวัญกล้า
บังอาจพอที่จะสืบหาข่าวเช่นนี้”
จั่วม่อแย้มยิ้ม พ่อบ้านกล่าวถูกต้อง เป็นมันคาดหวังมากเกินไปเอง
พลันหันเหหัวเรื่องไปว่า “อีกนานเท่าใดกว่าที่เราจะไปถึงดินแดนของ
นิกายซินเยี่ย
พ่อบ้านกล่าวอย่างนอบน้อม “หากใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายด้วย จะใช้
เวลาประมาณยี่สิบกว่าวัน”
จั่วม่ออดปากอ้าตาค้างไม่ได้ กระทั่งอาศัยค่ายกลเคลื่อนย้าย ยังต้อง
ใช้เวลาถึงยี่สิบกว่าวัน ช่างเป็นระยะทางอันห่างไกลโดยแท้ จั่วม่อตกลงใจ
ว่าก่อนที่พวกมันจะบรรลุถึงนิกายซินเยี่ย พวกมันจะไม่ก่อกวนเรื่องราว
แทรกซ้อน
แต่เรื่องราวมักไม่สมมาดปรารถนาของผู้คน หลังจากเดินทางต่อไป
อีกสองวัน จั่วม่อกับพวกพลันพบว่ามีคนลอบจับตาดูพวกมัน
ผู้ที่ลอบสังเกตการณ์ปกปิดซ่อนเร้นเป็นอย่างดี ระหว่างทางยังคอย
สับเปลี่ยนผู้คนไม่ซ้าหน้า หากมิใช่ว่าผู้คนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นยอด
ฝีมือ ต่อให้เป็นพวกจั่วม่อก็เกรงว่ายากจะค้นพบว่าถูกสะกดรอยเฝ้าดู
จั่วม่อไม่ผลีผลามลงมือ เพียงลอบชี้ตัวผู้เฝ้ามองอย่างลับๆ แล้วถาม
พ่อบ้านของขบวนคาราวาน “ทราบหรือไม่ว่าพวกมันเป็นคนของผู้ใด
พ่อบ้านลอบเพ่งพินิจอย่างระมัดระวัง จากนั้นสีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อย กระซิบเสียงเบาต่า “พวกมันมาจากวัดสำเนียงวัชระ!”
“วัดสำเนียงวัชระ!” จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง หรือว่าพวกมันพลาด
พลั้งเปิดเผยตัวเองที่ใด มิเช่นนั้นไม่ว่าวัดสำเนียงวัชระจะเข้มแข็งสัก
เพียงไหน ย่อมไม่อาจพบเห็นสิ่งผิดปกติ จั่วม่อเชื่อมั่นในศาสตร์วิชาปลอม
แปลงรูปโฉมของมันเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ผิดแน่! ต้าเหริน ลองสังเกตดูลวดลายสายฟ้าที่ข้อมือของพวกมัน
นั่นเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของนิกายสำเนียงวัชระ มีเพียงผู้ที่ฝึกปรือเคล็ด
วิชาเทพสำเนียงวัชระเท่านั้นจึงจะมีลวดลายสายฟ้าชนิดนี้ปรากฏขึ้น”
พ่อบ้านแยกแยะด้วยเสียงเบาต่า จากนั้นถามว่า “ต้าเหริน ท่านคิดทำ
อย่างไร?”
จั่วม่อขบคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วออกคำสั่งว่า “แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ปล่อย
ให้พวกมันติดตามต่อไป พวกเราก็ทำในสิ่งที่เราต้องทำไปตามเดิม”
“ทราบแล้ว!” พ่อบ้านรับคำสั่ง พร้อมกันนั้นในดวงตาทอแววหวาด
วิตกวูบหนึ่ง มันเดินทางในเส้นทางสายนี้มานับครั้งไม่ถ้วน นี่เป็นครั้งแรกที่
เกิดเรื่องยุ่งยากเช่นนี้ขึ้น
ผู้ลอบติดตามยังคงเปลี่ยนหน้ามาอีกหลายรอบ จั่วม่อกับพวกแสร้าง
เป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว เดินทางต่อไปตามปกติ
ห้าวันให้หลัง เมื่อถึงยามที่พวกจั่วม่อจะออกพ้นจากเขตแดนของวัด
สำเนียงวัชระ พวกมันกลับถูกสกัดเอาไว้ และไม่เพียงแต่พวกมันเท่านั้น ใน
เวลาเดียวกันมีเรือหลายลำถูกสกัดไว้ที่แขตชายแดน
“พวกเราศิษย์วัดสำเนียงวัชระ มาเพื่อตรวจสอบเรื่องบางประการ
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือด้วยดี”
สุ้มเสียงของเหล่าศิษย์วัดเสียงวัชระดังกังวานไปทั่ว
เห็นศิษย์วัดสำเนียงวัชระหลายสิบคนทะยานร่างเข้ามาในระยะใกล้
พวกมันล้วนสวมยุทโธปกรณ์เทพครบชุด สีหน้าท่าทีประหนึ่งว่ากำลัง
เผชิญกับศัตรูตัวฉกาจ ศิษย์จำนวนหนึ่งถือไม้เท้าพระธรรมที่รวมรั้งพลัง
เทพไว้ภายในจนเปล่งประกายแสงออกมา คล้ายสามารถจู่โจมสังหารได้
ทุกเมื่อ
“พี่ใหญ่ท่านนี้ ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เรื่องเช่นนี้คล้ายไม่เคยมี
มาก่อน!” พ่อบ้านชาญฉลาดปราดเปรื่อง รีบเข้าไปเลียบเคียงถามทันที
“ผู้ใดทราบ! นี่เริ่มตั้งแต่หลายวันก่อน ฟังว่ามีของสำคัญบางอย่างสูญ
หายไป คนผู้นั้นช่างขวัญกล้าบังอาจนัก ถึงกับกล้าหยิบฉวยสมบัติจากวัด
สำเนียงวัชระ” ผู้กล่าววาจาเป็นบุรุษวัยกลางคนเค้าหน้าหยาบกร้านผู้หนึ่ง
“อา ไยมิใช่ แต่ผู้ที่รับกรรมกลับเป็นพวกเรา ต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่”
อีกคนหนึ่งคร่าครวญ
บุรุษวัยกลางคนสั่นศีรษะพลางกล่าว “เพียงแค่ให้ความร่วมมือก็
ใช้ได้แล้ว ศิษย์วัดสำเนียงวัชระแม้วางอำนาจบาตรใหญ่อยู่บ้าง แต่พวกมัน
มีกฏเกณฑ์เข้มงวด พวกมันจะไม่ถือโอกาสขูดรีดทรัพย์สินหรือถ่วงเวลา
โดยไม่จำเป็น หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในอาณาเขตของนิกายซินเยี่ย อย่าหวังว่า
เจ้าจะได้จากไปหากยังไม่ได้ถูกขูดเลือดขูดเนื้อสักเล็กน้อย”
“โอ้ ศิษย์ของวัดสำเนียงวัชระมีระเบียบวินัยถึงเพียงนั้นเชียว?”
ศิษย์ผู้ควบคุมดูแลหันมามองขบวนของพวกจั่วม่อในบัดดล มันส่ง
สัญญาณมือเรียกผู้อื่นอีกหลายคน ก่อนจะพากันร่อนลงบนเรือของจั่วม่อ
เข้าห้อมล้อมกลุ่มของจั่วม่อเอาไว้
ผู้คนรอบข้างแตกฮือออกไปทันที ด้วยเกรงว่าจะประสบภัยลาม
จั่วม่อนึกไม่ถึงว่าผู้อื่นมาเพื่อเสาะหามันจริงๆ พวกมันออกเดินทาง
มาก่อเหตุครั้งแรกกลับต้องพบพานกับเรื่องยุ่งยากเช่นนี้ นับว่าเคราะห์
หามยามร้ายโดนแท้
“ผู้น้อยศิษย์วัดสำเนียงวัชระ เหลียวอวี่ คารวะทุกท่าน” ผู้นำเหล่า
ศิษย์วัดสำเนียงวัชระค้อมคำนับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สำนักเราเพียงทำ
การตรวจค้นตามปกติ กรุณาให้ความร่วมมือด้วย หากมีที่ล่วงเกินไปบ้าง
โปรดอย่าถือสา”
รอบข้างกลายเป็นเงียบสงัด สายตาทุกคู่ในกองคาวานหันไปมอง
จั่วม่อเป็นตาเดียว