สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 395 ประตูสวรรค์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
โลกสองมิติ
หิมะตกหนัก ฟ้าดินขาวโพลน
ภายในเมืองไห่เยว่ หลินหยวนเดินไปตามถนน บางครั้งก็หยุดนั่งที่โต๊ะข้าง
ทาง ลิ้มรสอาหารรสเลิศของเมืองไห่เยว่
“เมืองไห่เยว่ เป็นเมืองที่สร้างขึ้นโดยเผ่าไห่เยว่ อยู่ห่างไกลจาก 12
อาณาจักรโบราณ ที่นี่มีข้อพิพาทน้อย คนของเผ่าไห่เยว่ไม่ชอบต่อสู้กัน และ
เป็นมิตรกับคนนอกมาก”
หลินหยวนลิ้มรสอาหารไปพลาง คิดในใจไปพลาง
10,000 ปี หลินหยวนได้สำรวจโลกสองมิติแห่งนี้เกือบทั้งหมดแล้ว นี่เป็น
ครั้งที่สองที่เขามาที่เมืองไห่เยว่ ครั้งสุดท้ายที่เขาเข้าเมืองไห่เยว่คือเมื่อ 8,000
ปีก่อน
มีเพียงสถานที่หรือเมืองที่เขาชอบมาก หลินหยวนถึงจะยอมมาเป็นครั้งที่
สอง
และอาหารของเมืองไห่เยว่นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลินหยวนมาเยือน
สถานที่เดิมอีกครั้งในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ก็เพื่อลิ้มรสอาหารที่นีอีกครั้ง
“8,000 ปีแล้ว ชาวเมืองไห่เยว่ในตอนนั้นก็ผ่านไปหลายสิบรุ่นแล้ว แต่
อาหารที่นี่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก”
หลินหยวนดื่มเครื่องดื่ม ซึ่งทำจากน้ำผลไม้พิเศษหลายสิบชนิดผสมกัน
รสชาติเป็นเอกลักษณ์มาก
“หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ”
รื่
ดื่
ที่
ที่
หลินหยวนวางเครื่องดื่มลง มองไปที่เกล็ดหิมะที่ร่วงหลงลงมาจากท้องฟ้า
อย่างต่อเนื่อง
เกล็ดหิมะในโลกสองมิตินั้น แต่ละเกล็ดล้วนงดงามราวกับงานศิลปะ
เหมือนหยกใส
หลินหยวนยื่นมือออกไปรับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่น สังเกตโครงสร้างภายใน
อย่างละเอียด เกล็ดหิมะเหมือนเขาวงกต ทุกส่วนของโครงสร้างมีความซับซ้อน
อย่างเหลือเชื่อ แต่เกล็ดหิมะที่ก่อตัวขึ้นในท้ายที่สุดนั้นสมบูรณ์แบบมาก
เหมือนโลกสองมิติแห่งนี้ในเวอร์ชั่นย่อส่วน
ยิ่งหลินหยวนมอง เขาก็ยิ่งหลงใหล จิตใจทั้งหมดจมดิ่งลงไป
[ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ การสังเกตแก่นแท้ของเกล็ดหิมะ ทำให้การ
สั่งสมประสบการณ์นั้นยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ]
หลินหยวนจมดิ่งอยู่กับโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบของเกล็ดหิมะโดยไม่รู้สึก
เลยว่าหิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นๆ ส่วนใหญ่หลบเข้าไปในร้าน มีเพียงหลิน
หยวนที่นั่งอยู่ข้างนอก
“แม่คะ คนนั้นเป็นคนนอกเหรอคะ?”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ในร้านมองหลินหยวนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
การแต่งกายของหลินหยวนแตกต่างจากชาวเมืองไห่เยว่คนอื่นๆอย่างเห็น
ได้ชัด ดังนั้นจึงถูกจำได้ในทันที
“คนนอกคนนี้ช่างโง่จริงๆ หิมะตกหนักขนาดนี้ยังไม่เข้ามาหลบเลย”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ กระพริบตา พูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
“อย่าวิจารณ์คนอื่นพร่ำเพรื่อ”
แม่ของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ตำหนิทันที แต่เสียงของเธอนั้นค่อนข้างอ่อนโยน
นี่
นี่คือลักษณะของผู้หญิงเผ่าไห่เยว่ ดูนุ่มนวลอ่อนแอ แต่จริงๆแล้วชาวเมือง
ไห่เยว่ไม่ว่าหญิงหรือชาย ล้วนมีเลือดนักสู้
“ค่ะๆ”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ก้มหน้ายอมรับผิด พูดด้วยความน้อยใจ
“แต่ถ้าเขายังปล่อยให้หิมะตกใส่แบบนี้ต่อไป เขาต้องป่วยแน่ๆ”
แม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่หลินหยวนที่นั่งท่ามกลางหิมะ รู้สึกลังเลเล็ก
น้อย
และในเวลานี้เอง
[ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ การสังเกตแก่นแท้ของเกล็ดหิมะ ทำให้ทะลวง
ถึงขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่ 136…]
ดวงตาของหลินหยวนเป็นประกาย รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของพลัง
ภายในร่างกาย หัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
แม้ว่าหลินหยวนจะเก็บกลิ่นอายแล้ว แต่คลื่นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวก็ทำให้
พลังปั่นป่วน ชาวเมืองไห่เยว่ทุกคน รวมถึงเจ้าเมืองที่อยู่ในระดับจักรพรรดิ
วิญญาณ ล้วนมีสีหน้าหวาดกลัว
“เกิดอะไรขึ้น?”
ทุกคนในร้านก็เช่นกัน กุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด
โชคดีที่หลินหยวนรู้ตัวทันที หยุดหัวเราะทันที จึงไม่ทำให้ชาวเมืองได้รับ
บาดเจ็บมากเกินไป
“ถึงเวลาต้องไปแล้ว”
หลินหยวนมองไปรอบๆ ร่างกายหายไป
ภายในร้าน เด็กหญิงตัวเล็กๆ และแม่ของเธอก็ได้สติกลับคืนมา
“แม่คะ เมื่อกี้เสียงหัวเราะของคนนอกคนนั้น น่ากลัวมาก”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ สั่นเทา ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมอกของแม่
“คนนอกคนนั้นน่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่น่าเกรงขาม”
เสียงของแม่ก็สั่นเทาเล็กน้อย จากนั้นก็จ้องไปที่เด็กหญิงตัวเล็กๆแล้วพูด
“แม่สอนหนูมากี่ครั้งแล้ว อย่าวิจารณ์คนอื่นพร่ำเพรื่อ โชคดีที่ผู้แข็งแกร่ง
คนนั้นไม่ถือสา”
คนเป็นแม่รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
เพียงแค่เสียงหัวเราะก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาขนาดนี้ แม้แต่เจ้าเมืองที่
แข็งแกร่งที่สุดก็ยังทำไม่ได้ใช่ไหม?
ถ้าหลินหยวนถือสาคำพูดของลูกสาวเธอเมื่อครู่ เธอและลูกสาวคงแย่แน่ๆ
“หนูรู้แล้วค่ะแม่”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ น้ำตาคลอเบ้า เห็นได้ชัดว่ารู้ว่าตัวเองทำผิดจริงๆ
นอกเมืองไห่เยว่
ร่างหนึ่งยืนหยัดอยู่กลางอากาศ
หิมะที่ตกหนักเมื่อเข้าใกล้ร่างนี้ร้อยลี้ก็ละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ถูก
พลังงานอันมหาศาลทำให้ระเหยไป
“10,000 ปี ขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่ 136”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
ขั้
ที่
จากคนธรรมดาในโลกสองมิติไปจนถึงขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่
50 หลินหยวนใช้เวลา 300 กว่าปี
แต่จากขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่ 50 ถึงขอบเขตบรรพบุรุษ
วิญญาณขั้นที่ 136 กลับใช้เวลา 10,000 ปี
หลินหยวนค่อนข้างพอใจกับเรื่องนี้ เพราะต้องรู้ว่าตั้งแต่ขอบเขต
บรรพบุรุษวิญญาณระดับ 50 ขึ้นไป การทะลวงแต่ละขอบเขตของหลินหยวน
ไม่ใช่การทะลวงขอบเขตแบบปกติ แต่ต้องต่อสู้กับพลังแห่งสวรรค์และโลกเพื่อ
หลุดพ้นจากพันธนาการและการกดขี่ของสวรรค์และโลก
เดิมทีในแผนของหลินหยวน การฝึกฝนถึงขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้น
ที่ 100 ภายใน 10,000 ปีก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ตอนนี้ถึงขั้นที่ 136 แล้ว เกินความ
คาดหมายไปไกล
“ในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมา ผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวก็ยิ่งน้อยลง
เรื่อยๆ”
หลินหยวนยืนหยัดอยู่กลางอากาศ มองไปที่เกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นคิดในใจ
อย่างเงียบงัน
ตามที่เขาประเมิน ตอนนี้จำนวนผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวในโลก
สองมิติน่าจะไม่เกิน 1,000 คน
ไม่ใช่ว่าผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวคนอื่นถูกฆ่า แต่เป็นเพราะผู้
แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวส่วนใหญ่ตระหนักว่า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ต่อ
ไป ก็ไม่สามารถออกไปได้ ดังนั้นแทนที่จะตายในโลกสองมิติแห่งนี้ ก็สู้ยอมแพ้
แต่เนิ่นๆ สลายร่างแยกไปเลยดีกว่า
ในโลกสองมิติ ไม่สามารถเข้าใจกฎต่างๆ ได้ แม้จะอยู่นานแค่ไหน ก็ไม่มี
ประโยชน์ต่อร่างจริง
“น่าจะถึงเวลาไปเทียนซานแล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ อีกครึ่งปีก็ใกล้ถึงเวลาที่ประตูสวรรค์จะเปิดอีกครั้งแล้ว
ที่ที่ตั้
ถิ่
ลั่
ที่ที่ตั้งถิ่นฐานลั่วชวน
หลังจากผ่านการวิวัฒนาการมา 10,000 ปี ที่ที่ตั้งถิ่นฐานลั่วชวนในอดีตก็
กลายเป็นเมืองลั่วชวนแล้ว เจ้าเมืองดำรงตำแหน่งโดยลูกหลานของฉาหรานกู่
ส่วนตัวฉาหรานกู่เอง?
ตายไปนานแล้ว
แต่เนื่องจากความสัมพันธ์กับหลินหยวน ฉาหรานกู่จึงใช้ชีวิตอย่างสุข
สบายก่อนตาย แม้แต่อายุขัยก็ยังมากกว่าผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกัน
หลินหยวนตั้งใจแวะพักที่เมืองลั่วชวนก่อนจะไปเทียนซาน
“ที่พักของเราในตอนนั้นยังคงอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย”
หลินหยวนมองแวบเดียวก็เห็นถ้าที่เขาใช้ฝึกฝนในอดีต
“ในโลกสองมิติแห่งนี้ เราไม่มีคนรู้จักแล้ว”
หลินหยวนอยู่ที่เมืองลั่วชวนโบราณเพียงครู่เดียวก็จากไป
จากนั้นหลินหยวนก็ตั้งใจไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรโบราณเซวี่ยหวี่
เช่นเดียวกับเมืองลั่วชวน ราชวงศ์ของอาณาจักรโบราณเซวี่ยหวี่ก็เปลี่ยน
ไปหลายรุ่นแล้ว ตำแหน่งอ๋องเจิ้นเป่ยก็ถูกราชวงศ์เซวี่ยหวี่ยุคหนึ่งถอนคืนไป
10,000 ปี สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป แม้แต่ผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่าง
ดาวส่วนใหญ่ก็ยากที่จะอยู่รอด
ต้องรู้ว่าระดับบรรพบุรุษวิญญาณทั่วไปมีอายุขัยเพียง 2,000 ถึง 3,000 ปี
เท่านั้น
หากต้องการมีชีวิตอยู่เกิน 10,000 ปี อย่างน้อยต้องถึงขอบเขตบรรพบุรุษ
วิญญาณขั้นที่ 20 ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วมีเพียงผู้แข็งแกร่งระดับ 10 ที่ติดอันดับ
และผู้แข็งแกร่งระดับ 11 เท่านั้นที่ทำได้
ที่
หลินหยวนสังเกตทุกอย่างอย่างเงียบๆ ในที่สุดก็ออกจากเมืองหลวงของ
อาณาจักรโบราณเซวี่ยหวี่
ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถผลักประตูสวรรค์ออกได้ หลินหยวนก็จะไม่กลับ
มาที่นี่อีก
ยอดเขาเทียนซาน
ผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวมาถึงแต่เนิ่นๆ
เมื่อเทียบกับ ‘ความคึกคัก’ ในครั้งแรกที่ประตูสวรรค์เปิด
ยอดเขาเทียนซานในครั้งนี้ค่อนข้างเบาบาง
ผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวหลายร้อยคนมารวมตัวกันอย่าง
กระจัดกระจาย
“หลังจากผ่านไป 10,000 ปี การขุดค้นศักยภาพของอาวุธระดับสูงสุดใน
ร่างกายของข้าก็เหนือกว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อนมาก คาดว่าเทียบเท่ากับขอบเขต
บรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่ 60 ได้”
บนยอดเขาเทียนซาน เทพจักรพรรดิสี่แขนยืนอย่างเงียบงันสายตาเปี่ยม
ไปด้วยความมุ่งมั่น
ในโลกสองมิติ หลังจากที่ผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวฝึกฝนจนถึง
ขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่ 10 แล้ว พวกเขาก็จะถูกจำกัดโดยสวรรค์และ
โลกแห่งนี้ ยากที่จะก้าวหน้าต่อไป
แต่ข้อจำกัดนี้มีไว้สำหรับผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาว แต่การกดขี่ต่อ
อาวุธระดับสูงสุดย่อม ‘ผ่อนคลาย’ ลงมาก อาวุธระดับสูงสุดในร่างกายของเทพ
จักรพรรดิสี่แขนก็ถือว่ามีแก่นแท้ของผู้แข็งแกร่งสูงสุดบางส่วน
การขุดค้นพลังของอาวุธระดับสูงสุดนั้นง่ายกว่าการยกระดับความ
แข็งแกร่งของตัวเองมาก
นี้
หากไม่มีอาวุธระดับสูงสุดนี้ แม้ว่าจะผ่านไปอีก 100,000 หรือ 200,000 ปี
เทพจักรพรรดิสี่แขนก็ไม่สามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตบรรพบุรุษวิญญาณขั้นที่
60 ได้
“ตอนนี้ข้าน่าจะสามารถต่อสู้กับ ‘เซวี่ยหวี่’ ของอารธรรมมนุษย์ได้แล้ว”
เทพจักรพรรดิสี่แขนมีความทะเยอทะยาน
“เซวี่ยหวี่ของอารยธรรมมนุษย์ การที่เจ้าไม่ฆ่าข้าในตอนนั้น ถือเป็นความ
ผิดพลาดครั้งใหญ่”
เทพจักรพรรดิสี่แขนตั้งสติ มองไปที่หลินหยวนด้วยความมุ่งมั่น
ทันใดนั้น
ในเวลานี้เอง
ตรงกลางยอดเขา
มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เซวี่ยหวี่ของอารยธรรมมนุษย์”
“เซวี่ยหวี่ของอารยธรรมมนุษย์มาแล้ว”
ผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวรอบๆ ต่างมีชีวิตชีวาขึ้น มองไปที่หลิน
หยวน
จริงๆ แล้วผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อดูหลิน
หยวนอีกครั้ง ดูว่าหลินหยวนจะสามารถผลักประตูสวรรค์ออกได้ในครั้งนี้หรือ
ไม่
“เซวี่ยหวี่ของอารยธรรมมนุษย์!”
เทพจักรพรรดิสี่แขนมีกำลังใจเต็มเปี่ยม มองไปที่หลินหยวน
“หืม?”
หลินหยวนเหมือนรู้สึกถึงบางอย่าง มองไปที่เทพจักรพรรดิสี่แขนแวบหนึ่ง
ตูม!!!
เพียงแค่สายตาแวบเดียวก็ทำให้เทพจักรพรรดิสี่แขนมึนงงไปหมด ขาสั่น
โดยไม่สามารถควบคุมได้ หากไม่ใช้พลังของอาวุธระดับสูงสุดในร่างกาย ตอนนี้
อาจจะทรุดลงกับพื้นไปแล้ว
“เป็นไปได้อย่างไร?”
“แข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เทพจักรพรรดิสี่แขนคำรามในใจ เพียงแค่สายตาแวบเดียวก็ทำให้เขาเป็น
แบบนี้ หมายความว่าความแข็งแกร่งระหว่างเขากับหลินหยวนนั้นห่างกันยิ่ง
กว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อนมาก
อย่างน้อยเมื่อ 10,000 ปีก่อน เขาก็ยังไม่เป็นแบบนี้เมื่อเผชิญกับสายตา
ของหลินหยวน
“อารยธรรมมนุษย์ ทำไมถึงมีตัวประหลาดแบบนี้ได้”
ในที่สุดเทพจักรพรรดิสี่แขนก็ถอยหลังไปหลายก้าว จึงยืนหยัดต่อไปได้
หลินหยวนหันกลับมามองเทพจักรพรรดิสี่แขนแวบหนึ่ง ก็รู้สึกถึงอารมณ์ที่
ร้อนแรงบางอย่างของอีกฝ่ายที่มุ่งตรงมาที่เขา
จริงๆ แล้วหลินหยวนไม่สนใจเทพจักรพรรดิสี่แขนเลย
เมื่อ 10,000 ปีก่อน เทพจักรพรรดิสี่แขนนั้นยังห่างไกลจากการเป็นคู่มือ
ของเขา หลังจากผ่านไป 10,000 ปี ความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งห่าง
ไกลกันมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับหลินหยวนในตอนนี้ คู่มือเพียงคนเดียวของเขาในโลกสองมิติแห่งนี้
คือประตูสวรรค์บานนั้น
ชื่
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ในที่สุด
เหนือยอดเขาเทียนซานก็เกิดความผันผวนของมิติขึ้นอีกครั้ง
ประตูสวรรค์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ
ส่วนที่ลึกที่สุดของโลกสองมิติ
ในพื้นที่กว้างใหญ่ หน้าภาพวาดขนาดยักษ์ ชายชราตัวเล็กหาวอีกครั้ง
จากนั้นก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
10,000 ปีในโลกสองมิติ สำหรับเขาก็เหมือนแค่หลับตาลงครู่เดียว แสนสั้น
นัก
“ดูซิว่า 10,000 ปีสามารถเดินไปได้ไกลแค่ไหน”
ชายชราตัวเล็กยืดเส้นยืดสาย มองไปที่ภาพวาดขนาดยักษ์ตรงหน้า
ภายในภาพวาดนั้นมีเมฆหมอกลอยอ้อยอิ่ง บรรจุโลกที่กว้างใหญ่และ
สมจริง
“นี่!!!”
เมื่อชายชราตัวเล็กมองแวบเดียว เขาก็ตกตะลึง
ราวกับเห็นผี