สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 488 นอกจักรวาล
ดินแดนลับ’เซียนฮวง’
ในความพร่าเลือน
หลินหยวนลืมตาขึ้น
“กลับมาแล้ว”
หลินหยวนมองไปรอบๆ และถอนหายใจเบาๆ
นับตั้งแต่ที่กลับมาจากสมรภูมิรบขนาดใหญ่พิเศษ ร่างจริงของหลินหยวน
ก็เข้าไปในดินแดนลับ’เซียนฮวง’
เพราะที่นี่ถือว่าปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขต
บุกเบิกระดับ 12 ก็ยังไม่สามารถหาพบได้
ส่วนผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองและขอบเขตโกลาหลล่ะ?
นอกจากผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองและขอบเขตโกลาหลของจักรวาล
นี้แล้ว ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่ยังมีชีวิตจากภายนอกก็ยังถูกจักรวาลขับไล่ และ
แม้แต่จะเข้าไปก็ยังไม่ได้ นับประสาอะไรกับการที่จะล็อคพิกัดของดินแดน
ลับ’เซียนฮวง’
และการที่จะก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตปกครองได้ภายในยุคของจักรวาลนั้น…
ยากเหมือนกับการปีนขึ้นสู่สวรรค์ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานกี่จักรวาลถึงจะ
สามารถกำเนิดขึ้นมาได้สักคน
และผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองทั่วไปก็ไม่สามารถล็อคพิกัดของดิน
แดนลับ’เซียนฮวง’ได้
องค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’ในฐานะผู้แข็งแกร่งในขอบเขตโกลาหลขั้นสูงสุด
กล้าที่จะวางสถานที่สืบทอดของสายเลือด’เซียนฮวง’ไว้ในจักรวาลนั้น ก็คง
มั่
มั่นใจแล้วว่ามันปลอดภัยมากพอ
ด้วยการได้รับความคุ้มครองจากจักรวาล แม้ว่าองค์จักรพรรดิ’ เซียนฮ
วง’จะล่วงลับไปแล้วจริงๆ แต่ดินแดนลับ’เซียนฮวง’กลับยังสามารถคงอยู่ได้เป็น
เวลานาน
ร่างจริงของหลินหยวนซ่อนอยู่ในดินแดนลับ’เซียนฮวง’
แน่นอนว่าก็เพื่อที่จะป้องกันผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 ของกองกำลังเผ่า
พันธุ์ระดับสูงสุดอื่นๆ
ท้ายที่สุดแล้ว ผลงานของหลินหยวนในสมรภูมิรบขนาดใหญ่พิเศษนั้นมัน
เกินมาตรฐานมากเกินไป
เรียกได้ว่าเป็นการกวาดล้างกองกำลังเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดอื่นๆด้วยตัวคน
เดียว
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 ของ 11 กองกำลังเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดเหล่านั้น
อาจจะล้มเลิกที่จะรักษาหน้าตา และทำการลอบโจมตีในทีลับ
แน่นอนว่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์ย่อมต้องป้องกันสิ่งนี้อยู่
เช่นกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลินหยวนก็ยังคงคิดว่าในดินแดนลับ’ เซียนฮวง’นั้น
ปลอดภัยที่สุด
“หืม?”
“กาลอวกาศยังสามารถนำมาใช้อย่างนี้ได้ด้วย?”
“ยอด ยอดจริงๆ!”
หลินหยวนมองไปยังดินแดนลับ’เซียนฮวง’
หลังจากที่กาลอวกาศมาถึงระดับ 7 แล้ว ดินแดนลับ’เซียนฮวง’ ในสายตา
ของหลินหยวนก็แตกต่างไปจากเดิมอีกครั้ง
ที่
กี่
นี้
ความลึกลับซับซ้อนของกาลอวกาศที่เกี่ยวข้อง แม้แต่หลินหยวนในขณะนี้
ก็ยังสามารถมองเห็นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
พลังงานที่อยู่ในดินแดนลับ’เซียนฮวง’นั้นไม่ได้สูง แต่ความลึกลับซับซ้อน
นั้นอยู่ในขอบเขตโกลาหลอย่างแน่นอน
“ความโกลาหล?”
เมื่อหลินหยวนยิ่งมองก็ยิ่งลึกซึ้ง เขาสามารถพบร่องรอยของพลังแห่ง
ความโกลาหลในส่วนลึกที่สุดของแกนกลางของดินแดนลับ’ เซียนฮวง’
วูบๆๆๆ!
ในดวงตาของหลินหยวน กฎนับหมื่นได้เริ่มทำงาน กฎแห่งความโกลาหล
ได้ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย กฎแห่งความโกลาหลที่บ่มเพาะขึ้นในแดนเซียนนั้น
หลินหยวนก็ครอบครองมันได้ในทันทีที่กลับมาสู่จักรวาลหลัก
ฮึ่ม
ดินแดนลับ’เซียนฮวง’ทั้งหมดเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย หลินหยวนได้ดึง
พลังแห่งความโกลาหลในส่วนลึกที่สุดของดินแดนลับ’เซียนฮวง’ออกมา และ
มองเห็นภาพที่เก่าแก่และยาวนานอย่างมาก
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล มีร่างที่สูงตระหง่าน สวมชุดคลุมสี
ทอง ผมสีดำสยาย เขาได้ยกมือขวาขึ้น พลังแห่งความโกลาหล 33,333 สาย ก็
มุ่งหน้าไปยังความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่และหลอมรวมเข้าไปในจักรวาล
33,333 แห่ง จากนั้นจึงก่อตัวขึ้นเป็นดินแดนลับ’เซียนฮวง’
“นั่นคือองค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’?”
หลินหยวนรู้สึกตกใจ แม้ว่าจะไม่เคยพบกับองค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’มา
ก่อน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่าร่างที่สูงตระหง่านนี้คือองค์จักรพรรดิ’เซียนฮ
วง’
ที่
ที่
นี้นี่
“ที่แท้ดินแดนลับ’เซียนฮวง’ก็มีที่มาแบบนี้นี่เอง? องค์จักรพรรดิ’ เซียนฮ
วง’ไม่ได้เปิดมันขึ้นมาทีละแห่ง แต่กลับเปิดมันขึ้นมาทั้งหมดในครั้งเดียว?”
หลินหยวนคิดในใจ
ตอนที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชา ‘ความจริงและภาพลวงตา’ เขาเคยได้เห็นภาพ
ที่เจ้าหอหยกปีศาจได้ทิ้งไว้ แต่เมื่อเทียบกับองค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’ตรงหน้า
แล้ว ดูเหมือนว่าจะด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง
แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นเพราะภาพที่เจ้าหอหยกปีศาจได้ทิ้งไว้นั้นน้อยเกิน
ไป
“ดินแดนลับ’เซียนฮวง’ 33,333 แห่ง?”
หลินหยวนเข้าใจ เขาได้เชื่อมต่อกับต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลของดิน
แดนลับ’เซียนฮวง’ในระยะเวลาสั้นๆ ด้วยกฎแห่งความโกลาหล จึงทำให้มอง
เห็นภาพเหล่านี้ได้
“ตอนนี้เราน่าจะสามารถควบคุมดินแดนลับแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
สินะ”
หลินหยวนคิดในใจ
ท้ายที่สุดแล้ว เขาไม่ใช่ผู้ที่เปิดดินแดนลับ’เซียนฮวง’ ถึงแม้ว่าจะกลายเป็น
เจ้าของคนใหม่ของดินแดนลับแล้ว การควบคุมดินแดนลับก็ยังขาดหายไปเล็ก
น้อย
แต่ในตอนนี้ หลังจากที่ได้เชื่อมต่อกับต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลของดิน
แดนลับ’เซียนฮวง’แล้ว หลินหยวนสามารถเรียกได้ว่าควบคุมดินแดนลับ’เซียนฮ
วง’ได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าองค์
จักรพรรดิ’เซียนฮวง’จะกลับมา ก็ไม่สามารถแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมดิน
แดนลับนี้ได้
“นี่ มันเกิดอะไรขึ้น?”
ที่
ลี่
บนที่สูงของดินแดนลับ’เซียนฮวง’ ร่างหกแขนมองไปยังการเปลี่ยนแปลง
ของดินแดนลับ’เซียนฮวง’ด้วยความตกตะลึง
ในฐานะที่เป็นจิตวิญญาณของดินแดนลับ’เซียนฮวง’ ร่างหกแขนก็ย่อมที่
จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของดินแดนลับ’เซียนฮวง’ไว้ในใจอยู่แล้ว
แต่ในตอนนี้ ที่ดินแดนลับ’เซียนฮวง’กำลังสั่นสะเทือน ต้นกำเนิดแห่งความ
โกลาหลในส่วนลึกสุดก็ถูกดึงดูดออกมา เขาก็รับรู้ได้เช่นกัน
“ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลของดินแดนลับ”
ร่างหกแขนรู้สึกเหลือเชื่อ ต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลคือรากฐานของดิน
แดนลับ’เซียนฮวง’ และยังเป็นพลังที่องค์จักรพรรดิ’ เซียนฮวง’ได้ทิ้งเอาไว้ใน
ตอนนั้น
แม้ว่าหลังจากที่ได้หลอมรวมเข้ากับจักรวาลแล้ว ต้นกำเนิดแห่งความ
โกลาหลย่อมต้องถูกจักรวาลหลอมรวม และไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์
จักรพรรดิ’เซียนฮวง’อีกต่อไป แต่ขอบเขตของพลังก็ยังคงอยู่ที่นั่น
หากต้องการที่จะดึงต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลของดินแดนลับออกมาได้
เงื่อนไขก็คือจะต้องเข้าใจกฎแห่งความโกลาหล แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขต
ปกครองขั้นสูงสุดส่วนใหญ่ ก็ยังทำไม่ได้
“กฎแห่งความโกลาหล? นายท่านได้เข้าใจกฎแห่งความโกลาหลแล้วงั้น
หรือ?”
ในสมองของร่างหกแขนนั้นสับสนไปหมด การที่จะครอบครองกฎแห่ง
ความโกลาหลนั้น ก็ยังไม่สามารถดึงต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลของดินแดน
ลับออกมาได้ แต่จะต้องเป็นผู้ครอบครองดินแดนลับ’เซียนฮวง’ถึงจะทำได้
นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของดินแดนลับ’เซียนฮวง’ในขณะนี้มาจากหลิน
หยวนที่ได้เข้าใจกฎแห่งความโกลาหลไปแล้ว
“นายท่าน… นายท่านยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ใช่หรือไม่?”
ร่างหกแขนคิดอย่างยากลำบาก
ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12?
แต่เข้าใจกฎแห่งความโกลาหลแล้ว?
แม้แต่ด้วยระดับขององค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’ ก็ยังไม่เคยเห็นอัจฉริยะที่ไร้
ผู้ใดเทียบเช่นนี้มาก่อน เคยได้ยินมาเพียงแค่ในบันทึกโบราณเท่านั้น และก็ยัง
ไม่แน่ใจว่ามีเคยปรากฏตัวขึ้นมาจริงหรือไม่
แต่ในตอนนี้
อัจฉริยะที่ไร้ผู้ใดเทียบเช่นนี้ กลับทำให้จิตวิญญาณของดินแดนลับอย่าง
เขาได้เห็น
“นายท่าน…”
ไม่ไกลจากหลินหยวน ร่างหกแขนปรากฏตัวขึ้น และมองไปยังชายหนุ่มที่
นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้า และมีกลิ่นอายของความโกลาหลไหลเวียนอยู่บนพื้น
ผิวด้วยความเคารพเล็กน้อย
“อืม”
หลินหยวนมองไปยังร่างหกแขน
“นายท่านเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลแล้วหรือ?”
แม้ว่าในใจจะมั่นใจและยืนยันแล้ว แต่ร่างหกแขนก็ยังอดไม่ได้ทีจะถาม
ออกมา
“เข้าใจโดยบังเอิญ”
หลินหยวนกล่าว
จริงๆ แล้วกฎแห่งความโกลาหลนั้นไม่ได้มาจากการเข้าใจ แต่กล่าวให้ถูก
ต้องก็คือไม่สามารถเข้าใจได้โดยตรง
มื่
มันเกิดจากการบ่มเพาะของกฎนับหมื่น อย่างน้อยเส้นทางทีหลินหยวน
เดินนั้นก็เป็นเช่นนั้น
“เข้าใจมาได้จริงๆ หรือ?”
คลื่นยักษ์ได้โหมกระหน่ำขึ้นในใจของร่างหกแขนอีกครั้ง
เมื่อส่งร่างหกแขนไปแล้ว
หลินหยวนก็เริ่มที่จะสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของตนเอง
ในช่วงที่เข้าใจกฎแห่งความโกลาหลในแดนเซียนนั้น ร่างกายจิตวิญญาณ
เจตจำนงแห่งจิตใจ และโลกภายในร่างกายของหลินหยวน ล้วนได้รับการ
เปลี่ยนแปลงและแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก
ในตอนนี้ที่ได้กลับคืนสู่ร่างจริงในจักรวาลหลักแล้ว หลินหยวนสามารถรับรู้
ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตวิญญาณ และโลกภายในร่างกายเช่นกัน
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือโลกภายในร่างกาย
ในแดนเซียน โลกภายในร่างกายของหลินหยวนมีขนาดเพียงแค่สองร้อย
กว่าล้านลี้ และไม่มีรากฐานสะสมอะไร แต่กลับสามารถขยายตัวขึ้นไปได้ถึงสิบ
เท่าหรือร้อยเท่า
โลกภายในร่างกายของร่างจริงในจักรวาลหลักนั้น มีพลังต้นกำเนิดของ
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่ได้สะสมไว้ตอนที่ก้าวข้ามจากระดับ 10 ไป
ยังระดับ 11 เมื่อรวมเข้ากับกฎแห่งความโกลาหลแล้ว มันก็ยิ่งเริ่มขยายตัวขึ้น
อย่างน่ากลัว
ก่อนที่จะเดินทางข้ามมิติครั้งที่ 11 ขนาดของโลกภายในร่างกายของหลิน
หยวนนั้นยังไม่ถึง 9 ล้านล้านลี้ด้วยซ้ำ
แต่ในตอนนี้ล่ะ?
ฮึ่มม~
ริ่
ที่
ลั่
รั้
โลกภายในร่างกายก็เริ่มที่จะขยายตัวอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง พลังต้นกำเนิด
ของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลจำนวนมากที่จมอยู่ในส่วนลึกของโลก
ภายในร่างกายก็ถูกดูดซับไป
ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 ลมหายใจ
โลกภายในร่างกายก็มาถึง 9 ล้านล้านลี้
อีก 10 ลมหายใจต่อมา
20 ล้านล้านลี้
และหลังจาก 10 ลมหายใจผ่านไป
50 ล้านล้านลี้
จนกระทั่งถึงตอนนี้
การขยายตัวของโลกภายในร่างกายก็ค่อยๆ ช้าลง
“51 ล้านล้านลี้…”
หลินหยวนใช้จิตสำนึกเข้าไปยังโลกภายในร่างกาย และมองลงไปยังโลกที่
กว้างใหญ่และไพศาล เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ
51 ล้านล้านลี้… จริงๆ แล้วสามารถใช้หน่วยวัดอื่นมาวัดได้แล้ว
51 ล้านล้านลี้ แทบจะเท่ากับ 2 ปีแสงแล้ว
นั่นก็คือโลกภายในร่างกายของหลินหยวนนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 2
ปีแสง
“น่าเสียดาย การที่เข้าใจกฎแห่งความโกลาหลนั้น ไม่ได้ทำให้สาระสำคัญ
ของชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเท่ากับการที่ได้ก้าวข้ามไปสู่ระดับ 12”
หลินหยวนคิดในใจ
ที่
โดยปกติแล้ว หากผู้ที่อยู่ในระดับ 11 ก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้สำเร็จและก้าว
เข้าสู่ระดับ 12 ได้นั้น โลกภายในร่างกายก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในช่วง
เวลาสั้นๆ ไปเป็นหลายพันปีแสง และจะเปลี่ยนไปเป็นจักรวาลภายใน
และเมื่อค่อยๆ ไปถึงขอบเขตหลายหมื่นปีแสงไปจนถึงแสนปีแสงนั่นก็คือ
มาตรฐานปกติของผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 แล้ว
ตามทฤษฎีแล้ว โลกภายในร่างกายของผู้แข็งแกร่งในขอบเขตบุกเบิก
ระดับ 12 นั้น จะอยู่ในช่วงระหว่างแสนปีแสงถึงล้านปีแสง
แต่ในตอนนี้ โลกภายในร่างกายของหลินหยวนนั้นขยายไปถึง 2 ปีแสงแล้ว
ก็หยุดลง
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าการก้าวเข้าสู่ระดับ 12 นั้นยากกว่าการ
เข้าใจกฎแห่งความโกลาหล
ในทางตรงกันข้าม ความยากของการเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลนั้น สูง
กว่าการก้าวเข้าสู่ระดับ 12 มาก ยิ่งเป็นการเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลในระดับ
11 แล้วยิ่งยากขึ้นไปอีก
ไม่รู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองขั้นสูงสุดกี่คน ที่ไม่สามารถเข้าใจ
กฎแห่งความโกลาหลได้ และหยุดอยู่เพียงแค่นั้น
การเข้าใจกฎแห่งความโกลาหล กับการก้าวเข้าสู่ระดับ 12 นั้นมีจุดเน้นที่
แตกต่างกัน
อย่างแรกจะเน้นไปที่ทักษะมากกว่า แต่การก้าวเข้าสู่ระดับ 12 นั้นจะเป็น
เรื่องของระดับชีวิตที่บริสุทธิ์
เช่น คนธรรมดาที่มีทักษะระดับอาจารย์ แม้ว่าจะกินเก่งแค่ไหนในหนึ่งมื้อ
ก็สามารถกินได้มากที่สุดเพียงแค่สิบกิโลกรัมเท่านั้น
แต่ยักษ์ที่มีความสูงหลายร้อยเมตรหรือหลายพันเมตร สามารถทีจะกิน
อาหารได้หลายร้อยตัน
นี่
ที่
นี่ก็คือความแตกต่างที่เกิดจากระดับชีวิต
“ถึงแม้ว่าโลกภายในร่างกายจะยังไม่เท่ากับผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 แต่
เราในตอนนี้ก็น่าจะไม่ด้อยไปกว่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 ในจักรวาลแล้ว”
หลินหยวนมั่นใจมาก
โลกภายในร่างกายเป็นจุดอ่อนของเขา
นอกจากนี้ระดับชีวิตก็ยังไม่เท่ากับผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12
แต่ในแง่ของความเข้าใจในกฎแล้ว หลินหยวนนั้นอยู่เหนือผู้แข็งแกร่ง
สูงสุดระดับ 12 ทั้งหมดในจักรวาล
ไม่ว่าจะเป็นกาลอวกาศระดับ 7 หรือกฎแห่งความโกลาหล ก็เป็นเช่นนั้น
ส่วนทางด้านร่างกาย เมื่อฝึกฝน ‘ร่างจักรวาล’ จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบใน
ระดับ 11 ในตอนนี้ ‘ร่างจักรวาล’ จึงมีพลังเทียบเท่ากับระดับ 12 แล้ว และใน
ตอนนี้หลังจากที่ได้รับการบ่มเพาะจากกฎแห่งความโกลาหล ก็ได้รับการยก
ระดับขึ้นไปอีกขั้น
ความแข็งแกร่งของเจตจำนงแห่งจิตใจนั้น ไม่ต้องพูดถึง
ด้วยค่าดัชนีของเจตจำนงแห่งจิตใจที่สูงถึง 40 ล้านจุด ถึงแม้ว่าจะมีจุด
อ่อนในด้านวิญญาณ แต่หลินหยวนกลับสามารถต้านการโจมตีทางจิตวิญญาณ
และจิตใจของผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 คนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
“ระดับ 12”
หลินหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และรับรู้ได้ถึงโลกภายในร่างกายทียังคง
ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความแข็งแกร่งของร่างกายและอื่นๆ
ตัดสินใจที่จะเลื่อนเวลาในการก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ออกไป
เมื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดแล้ว สามารถได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังต้นกำเนิด
ของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลอีกครั้ง และในตอนนั้น ร่างกาย โลก
ขึ้
ยิ่
ภายในร่างกาย และวิญญาณต่างๆ แข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับการหล่อ
เลี้ยงจากพลังต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลมากขึ้นเท่านั้น
และประโยชน์ที่จะได้รับย่อมต้องยิ่งมากขึ้น
ในตอนนี้โลกภายในร่างกายของหลินหยวนนั้นมีขนาดเพียงแค่ 2 ปีแสง
เท่านั้น และประโยชน์ที่ได้รับจากกฎแห่งความโกลาหลก็ยังไม่ได้ถูกย่อยอย่าง
สมบูรณ์ ถ้าหากรออีกสักหน่อย ขนาดของโลกภายในร่างกายในท้ายที่สุด ก็คาด
ว่าจะไปถึง 5 ปีแสงหรือ 10 ปีแสง
พลังต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่โลกภายในร่างกาย
ขนาด 5 ปีแสงหรือ 10 ปีแสงสามารถรับได้นั้น ไม่ใช่ 3 หรือ 5 เท่าของโลก
ภายในร่างกายขนาด 2 ปีแสงในตอนนี้ แต่เป็นความแตกต่างที่มากถึงหลายสิบ
เท่า
หลินหยวนไม่ต้องการที่จะพลาดประโยชน์เช่นนี้ไปโดยธรรมชาติ
“อีกแค่ไม่กี่สิบปีน่าจะถึงขีดจำกัด เมื่อถึงตอนนั้นค่อยก้าวไปสู่ระดับสูงสุด”
หลินหยวนได้ตัดสินใจแล้ว แค่เวลาหลายสิบปี ด้วยความแข็งแกร่งในตอน
นี้ของหลินหยวน การที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดหรือไม่นั้น ก็ไม่ได้มีความแตกต่าง
อะไรมากนัก
แม้ว่าจะไม่ได้ก้าวไปสู่ขอบเขตสูงสุด ในจักรวาลหลักก็ไม่มีผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 คนไหนที่สามารถฆ่าเขาได้
ห้วงอวกาศ
ร่างของหลินหยวนปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า นี่คือร่างวิญญาณ
สุริยันของเขา
“กาลอวกาศของจักรวาล…”
หลินหยวนมองไปยังที่ห่างไกลด้วยความลึกซึ้ง ความเข้าใจในกาลอวกาศ
ระดับ 7 ทำให้เขาสามารถรับรู้ได้อย่างน่ากลัว ความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ มิติ
พื้นที่ที่นับไม่ถ้วน ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏอยู่ในใจ
นี่
ทั้
“นี่คือจักรวาลทั้งหมด?”
หลินหยวนรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
แม้ว่าในแดนเซียน เขาจะสามารถรับรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างในแดนเซียนได้
แต่ในขณะนี้เมื่อมองไปยังทั้งจักรวาล เขาก็ยังรู้สึกสะเทือนใจอยู่ จักรวาลนั้นมี
ขนาดใหญ่กว่าแดนเซียนเป็นร้อยเท่า ความซับซ้อนก็เกินกว่าแดนเซียนนับพัน
นับหมื่นเท่า
“มีอยู่หลายสิบแห่งที่กาลอวกาศถูกปิดผนึกอย่างสมบูรณ์? แม้แต่เราก็ยัง
ไม่สามารถรับรู้รายละเอียดได้?”
หลินหยวนพบว่าจักรวาลนั้นไม่ได้ไร้ความลับต่อหน้าเขา ยังคงมีสถานที่ที่
เขาไม่เคยสำรวจมาก่อน
“สถานที่หลายสิบแห่งนี้ สถานที่สำคัญของอารยธรรมมนุษย์ของเราก็มีถึง
7 แห่ง?”
หลินหยวนก็เข้าใจในทันที
ทุกกองกำลังเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดต่างก็มีสถานที่ที่เป็นรากฐานของเผ่า
พันธุ์ และสถานที่เหล่านั้นก็เป็นที่ที่สืบทอดเผ่าพันธุ์ยกตัวอย่างเช่นดาว
บรรพบุรุษของอารยธรรมมนุษย์และสถานทีสำคัญต่างๆ ที่มีลำดับต้นๆ
เพื่อที่จะป้องกันการสอดส่องของผู้แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 สถานที่สำคัญ
ต่างๆ เหล่านี้จึงต้องมีการป้องกันที่แน่นหนา
“หืม? เผ่าพันธุ์แมลงมี 4 แห่ง เผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์มี 5 แห่งเผ่าพันธุ์หยู่มี 8
แห่ง…”
หลินหยวนมองไปยังสถานที่ต่างๆ ทีละแห่ง
หลินหยวนไม่ได้พยายามที่จะสำรวจสถานที่ที่กาลอวกาศถูกปิดผนึกเหล่า
นี้ แต่เขามองจากระยะไกลและละสายตาออกไป
“หืม? เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ(เผ่าพันธุ์เจี๋ย)… มีเพียงแห่งเดียว?”
ธุ์
ธุ์
หลินหยวนมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
ในบรรดากองกำลังเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดทั้ง 12 ของจักรวาลนั้นเผ่าพันธุ์ภัย
พิบัติเป็นเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับและแข็งแกร่งที่สุด เผ่าพันธุ์หยู่ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด
เท่านั้นที่สามารถเทียบได้
ว่ากันว่าเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติมาจากยุคของจักรวาลที่แล้ว และถูกเจาะจง
โจมตีโดยเจตจำนงของจักรวาล
ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถปิดบังความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติได้ ผู้
แข็งแกร่งสูงสุดระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติทั้ง 2 นั้นอยู่ในขอบเขตบุกเบิก
ขั้นสูงสุดแล้ว
หากไม่เป็นเพราะถูกเจตจำนงของจักรวาลรังเกียจแล้ว เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
คงจะสามารถควบคุมสรรพสิ่งในจักรวาลไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม
แม้แต่เผ่าพันธุ์แมลงและเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ยังมีสถานที่สำคัญและเป็น
รากฐานของเผ่าพันธุ์หลายแห่ง
แต่เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่แข็งแกร่งกว่านั้นกลับมีเพียงแห่งเดียว?
หลินหยวนมองทะลุกาลอวกาศจำนวนมาก ไปยังส่วนลึกของดินแดนของ
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
หลินหยวนไม่สามารถรับรู้ได้ถึงรายละเอียดของสถานที่สำคัญของเผ่า
พันธุ์ภัยพิบัติ ที่ดูเหมือนว่าจะธรรมดา และเป็นเพียงบ้านไม้ทีไม่โดดเด่นอะไร
แต่ก็เป็นบ้านไม้หลังนี้เอง ที่สามารถขวางสายตาของหลินหยวนที่มีกาล
อวกาศระดับ 7 ได้
“เราไม่สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายใดๆ ของบ้านไม้หลังนี้เลย?”
หลินหยวนสังเกตอย่างละเอียด เมื่อเผชิญหน้ากับสถานที่สำคัญที่เป็น
รากฐานของเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดอื่นๆ เขาก็ยังสามารถคาดการณ์ข้อมูลบาง
ฐ
ธุ์
ู
ุ
ู
อย่างได้
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับบ้านไม้หลังนี้?
กลับไม่มีเบาะแสใดๆ เลย
“น่าสนใจ”
หลินหยวนรู้สึกสงสัย และเริ่มเข้าใกล้บ้านไม้หลังนั้นเล็กน้อยเพื่อที่จะ
พยายามสังเกตการณ์อีกฝ่ายผ่านกาลอวกาศที่แตกต่างกัน
วูบๆๆๆ
เมื่อหลินหยวนสังเกตการณ์หนักขึ้น ประตูของบ้านไม้ก็ถูกเปิดออกมา
อย่างกะทันหัน ร่างที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกก็เดินออกมา
“ใครกำลังสอดส่องรากฐานของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติของข้า?”