สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 489 อัปโหลดบทที่ 11 ของเส้นทางวิ
วัฒนาการวรยุทธ์
“ถูกจับได้แล้ว?”
หลินหยวนไม่ได้ตกใจ และรีบดึงการรับรู้กลับมา
ตราบใดที่กฎการหลอมรวมกาลอวกาศของอีกฝ่ายไม่ได้มาถึงระดับ 7
อย่างมากที่สุดก็แค่รับรู้ได้เลือนรางว่าหลินหยวนกำลังสอดส่องอยู่
แต่จะให้ล็อคตำแหน่งของหลินหยวนนั้น?
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำได้
นี่ก็คือข้อได้เปรียบของกฎการหลอมรวมกาลอวกาศ อำนาจในการตัดสิน
ใจอยู่ที่หลินหยวนอย่างสมบูรณ์
หากไม่เป็นห่วงว่าเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติจะใช้วิธีการบางอย่าง และสามารถ
โจมตีผ่านกาลอวกาศและตามการรับรู้มาได้ หลินหยวนก็คงจะไม่ดึงการรับรู้
กลับมาด้วยซ้ำ
ส่วนลึกที่สุดของดินแดนของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ในดินแดนที่ไม่สามารถรู้ได้
หน้าบ้านไม้ลึกลับ
ร่างที่เดินออกมาจากประตูนั้นยืนอยู่ที่นั่น และมองไปยังบริเวณโดยรอบ
ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงหนึ่งดังออกมาจากข้างในบ้านไม้ ราวกับกำลังสงสัย
“ข้ารู้สึกว่ามีผู้แข็งแกร่งกำลังสอดส่องพวกเราอยู่”
ที่
ร่างที่ยืนอยู่ข้างนอกบ้านไม้กล่าวออกมาอย่างช้าๆ
“สอดส่องพวกเรา?”
เสียงในบ้านไม้เงียบไปครู่หนึ่ง
“บ้านบรรพชนคือรากฐานของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติของข้า ผู้แข็งแกร่งระดับ
12 รุ่นเยาว์ของจักรวาลนี้ มีความสามารถที่จะค้นพบการมีอยู่ของบ้านบรรพ
ชนได้?”
รากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติก็คือบ้านบรรพชนหลังนี้ ที่
สามารถอยู่รอดจากยุคของจักรวาลที่แล้วมาจนถึงยุคของจักรวาลนี้ได้ ก็เป็น
เพราะบ้านบรรพชนหลังนี้
“ข้ารู้สึกได้ถึงการถูกสอดส่องจริงๆ”
ร่างที่อยู่นอกบ้านไม้กล่าวอย่างหนักแน่น
“การที่สามารถค้นพบการมีอยู่ของบ้านบรรพชนได้นั้น อย่างน้อยก็ต้อง
เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด และอาจจะต้องพึ่งพาสมบัติลับกาล
อวกาศที่แข็งแกร่งด้วย”
“ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด”
เสียงในบ้านไม้กล่าวอย่างจริงจัง
“ยังเหลือเวลาอีกนานก่อนที่ยุคของจักรวาลจะสิ้นสุดลง ทำไมถึงมีผู้
แข็งแกร่งระดับ 12 ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดถือกำเนิดขึ้นมาได้
รวดเร็วนัก?”
โดยปกติแล้ว ในยุคของจักรวาลที่สมบูรณ์ ก็ยากที่จะมีผู้แข็งแกร่งระดับ
12 ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดถือกำเนิดขึ้นมาได้
ต่อให้ถือกำเนิดขึ้นมาได้ ก็มักจะเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดยุคของจักรวาล ใน
ปัจจุบันยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของยุคของจักรวาลที่สมบูรณ์เลย จึงไม่มีเงื่อนไขที่
จะให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดถือกำเนิดขึ้นมาได้
ที่
ขั้
ผู้
ยู่
ุ
ู
ุ
“ถ้าไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด แล้วใครจะสามารถค้นพบ
บ้านบรรพชนได้?”
ร่างที่อยู่นอกบ้านไม้กล่าวด้วยเสียงต่ำ
ต่อให้มีสมบัติลับกาลอวกาศที่แข็งแกร่งเท่าไหร่ ก็ต้องมีระดับและมีความ
เข้าใจในกาลอวกาศที่สอดคล้องกันถึงจะสามารถกระตุ้นมันได้
และเงื่อนไขอย่างหลังก็คือผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด
แน่นอนว่าการมีความเข้าใจในกาลอวกาศถึงระดับ 7 ก็สามารถทำได้เช่น
กัน
แต่การที่กาลอวกาศไปถึงระดับ 7 นั้นยากกว่าการที่จะไปถึงขอบเขต
บุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดเสียอีก
ไม่ว่าจะเป็นเสียงในบ้านไม้ หรือร่างที่อยู่ข้างนอกบ้านไม้ ก็ไม่ได้คิดไปถึง
เรื่องนี้
“ร่างที่เดินออกมาจากบ้านไม้ น่าจะเป็น 1 ใน 2 ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของ
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ”
หลินหยวนรีบดึงการรับรู้กลับมา และคิดในใจอย่างรวดเร็ว
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติมีผู้แข็งแกร่งระดับ 12 เพียงแค่สองคน แต่กลับสามารถ
กดดันกองกำลังเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดอื่นๆ ไม่ให้กล้าทำอะไรได้ นั่นก็เป็นเพราะ
ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ทั้งสองนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด
“เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ… ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอะไรต่อเรา”
หลินหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดทั้งสอง
ของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ มีเพียงความแข็งแกร่งที่สามารถกดดันผู้แข็งแกร่งระดับ
12 คนอื่นๆ ได้ แต่กลับไม่กล้าที่จะลงมือด้วยพลังทั้งหมด
เพราะศัตรูที่แท้จริงของผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติทั้งสอง
นั้น ก็คือเจตจำนงของจักรวาล หากลงมือด้วยพลังทั้งหมด ย่อมต้องถูก
ู
เจตจำนงของจักรวาลล็อคเป้าหมาย และต้องถูกปราบปรามในทันที
จิตสำนึกของแดนเซียนสามารถควบคุมพลังของแดนเซียน และปราบ
ปรามผู้แข็งแกร่งระดับ 12 อย่างบรรพชนแห่งวิถีเซียนได้
จักรวาลนั้นกว้างใหญ่กว่าแดนเซียนเป็นร้อยเท่า เจตจำนงของจักรวาลจึง
สามารถปราบปรามชีวิตที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดได้อย่างง่ายดาย
หลังจากที่ได้เข้าใจจักรวาลโดยรวมแล้ว หลินหยวนก็คิดในใจเล็กน้อย และ
มายังสมรภูมิรบขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
“รอยแยกมิติถาวร…”
หลินหยวนมองไปยังรอยแยกที่ไม่ไกลออกไป ซึ่งเชื่อมต่อไปยังนอก
จักรวาล
“การรับรู้ของเราสามารถข้ามรอยแยกของมิติไปได้”
เมื่อหลินหยวนคิดในใจ ก็เห็นว่านอกจักรวาล ในความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหล พลังแห่งความโกลาหลได้รวมตัวกัน และก่อตัวเป็นร่างขึ้นมา
นั่นก็คือร่างแยกของหลินหยวน
“ไม่ได้รับการตอบโต้จากจักรวาล”
หลินหยวนสังเกตสถานการณ์โดยรอบตลอดเวลา
ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 นั้น แม้ว่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้วงอวกาศ
แต่นั่นหมายถึงร่างจริง
ถ้าหากเป็นเพียงแค่ร่างแยก และมีพลังงานไม่มาก ก็สามารถที่จะออกไป
ได้
แต่ก็ไม่ได้มีความหมายมากนัก
ที่
แม้ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่ยังมีความเข้าใจในกาลอวกาศอยู่ใน
ระดับ 6 ถึงจะส่งร่างแยกออกไปนอกจักรวาล ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นไปได้ไกล
หากเกินขอบเขตที่กำหนด การเชื่อมต่อกับร่างจริงก็จะขาดหายไป และ
ร่างแยกนั้นจะพังทลายลง
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลยังเต็มไปด้วยพลัง
แห่งความโกลาหลที่แผ่ซ่านอยู่ทุกหนแห่ง หากอาศัยพลังของร่างแยกเพียง
อย่างเดียว ก็ยากที่จะต้านทานการกัดกร่อนของพลังแห่งความโกลาหล และยิ่ง
เป็นไปไม่ได้ที่จะคงอยู่ได้นาน
แต่หลินหยวนนั้นแตกต่างออกไป
ความเข้าใจในกาลอวกาศระดับ 7 ทำให้หลินหยวนสามารถที่จะรักษาร่าง
แยกให้เชื่อมต่อกับจิตสำนึกของร่างจริงได้ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันก็ตาม
และหลังจากที่ได้ครอบครองกฎแห่งความวุ่นวายแล้ว ร่างแยกของหลิน
หยวนก็ถูกสร้างขึ้นมาจากอานุภาพแห่งความโกลาหล การเข้าไปในความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลนั้นก็เหมือนกับการที่ปลาอยู่ในน้ำ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะ
ถูกกัดกร่อน
“สามารถใช้ร่างแยก ไปสำรวจความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลได้”
บนใบหน้าของหลินหยวนปรากฏรอยยิ้ม ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
นั้นกว้างใหญ่ไพศาล และมีโอกาสมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นออโรราที่มาจากนอกโลก หรือกระดาษเปล่าที่ซ่อนโลกสองมิติ
เอาไว้ หรือสมบัติมากมายที่ตกลงมาในจักรวาลก่อนหน้านี้ ทั้งหมดล้วนมาจาก
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนอกจักรวาล
หากหลินหยวนสามารถสำรวจความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลได้ก่อน
ย่อมต้องเป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างมาก
แน่นอนว่าในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นมีโอกาสมากมาย แต่
กลับมากไปด้วยอันตรายเช่นกัน แต่หลินหยวนนั้นสำรวจโดยใช้เพียงแค่ร่าง
ที่
แยก ถ้าหากเจอกับอันตรายที่ไม่อาจต้านทานได้ ก็เพียงแค่สลายร่างแยกก็
เท่านั้น
“นี่คือจักรวาล?”
นอกจักรวาล หลินหยวนหันกลับไปมองยังร่างมหึมาที่อยู่ข้างหลัง
แม้ว่าจะอยู่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่กว้างใหญ่จักรวาลก็ยังคง
เป็นวัตถุบนท้องฟ้าขนาดใหญ่ ที่แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองก็ยังไม่
สามารถทำอะไรได้
ในแง่ของขนาดแล้ว จักรวาลอยู่ในระดับเดียวกับผู้แข็งแกร่งในขอบเขต
โกลาหล
“ไปทางไหนก่อนดี”
หลินหยวนหยุดอยู่ครู่หนึ่ง และเลือกทิศทางหนึ่ง และเดินทางไปสำรวจ
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ดาวเคราะห์หลักทางช้างเผือก
โดยปกติแล้วร่างวิญญาณสุริยันจะประจำอยู่ที่นี่
“บทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์”
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ และในสมองก็ปรากฏเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบทที่
11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์
ก่อนหน้านี้ในแดนเซียน หลินหยวนได้พัฒนาและปรับปรุงบทที่ 11 ของ
เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์สมบูรณ์แล้ว
สำหรับบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้น หลินหยวนได้สร้าง
แบบจำลองกฎการหลอมรวมกาลอวกาศนับหมื่น และแบบจำลองกฎอื่นๆ อีก
มากมายโดยเฉพาะ
นี่
นึ่
สิ่
ที่
ที่
นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลินหยวนได้รับมามากที่สุดในแดนเซียนด้วยกฎการ
หลอมรวมระหว่างกฎหลักจำนวนหลายล้านกฎ ทำให้ความเข้าใจในแก่นแท้
ของกฎต่างๆ ของหลินหยวนนั้น เหนือกว่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดของอารยธรรม
มนุษย์ จึงทำให้เขาสามารถทำในสิ่งทีแม้แต่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดก็ยังไม่เคยทำได้
สร้างแบบจำลองกฎการหลอมรวมกาลอวกาศระดับ 1 ถึง 5
“เมื่อมีแบบจำลองกฎเหล่านี้แล้ว เส้นทางการฝึกฝนของผู้วิวัฒนาการที่
ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ในภายหลังก็จะง่ายขึ้น”
หลินหยวนคิดในใจ เมื่อมีแบบจำลองกฎชี้นำ ก็ไม่ต่างกับการมีทิศทางที่ถูก
ต้อง และยังเป็นทางลัดอีกด้วย ไม่รู้ว่าจะง่ายกว่าเดิมขนาดไหน
และแบบจำลองกฎการหลอมรวมกาลอวกาศที่หลินหยวนสร้างขึ้นนั้น ไม่
ได้มีเพียงแค่ผู้ที่ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์เท่านั้นที่สามารถนำไปปรับ
ใช้ได้ แต่ผู้ที่ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการอื่นๆ ก็สามารถนำไปอ้างอิงได้เช่นกัน
เพียงแต่ผลลัพธ์อาจจะไม่มากเท่าผู้ทีฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ก็
เท่านั้น
ถึงกระนั้น หลินหยวนก็สามารถที่จะจินตนาการถึงผลกระทบที่บทที่ 11
ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์จะส่งผลต่ออารยธรรมมนุษย์ได้
ในปัจจุบันอารยธรรมมนุษย์ยังไม่ได้ทำให้แบบจำลองกฎแห่งเวลาสมบูรณ์
ถ้าหากเข้าใจแบบจำลองกฎแห่งเวลาในปัจจุบันทั้งหมด ก็ยังไม่สามารถที่จะ
เข้าใจกฎแห่งเวลาได้
แต่หลินหยวนกลับก้าวไปอีกขั้น และสร้างแบบจำลองกฎการหลอมรวม
กาลอวกาศออกมา แถมยังเป็นระดับ 1 ถึง 5 อีกด้วย?
“เกือบจะเรียบร้อยแล้ว”
หลังจากที่หลินหยวนได้ครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา และยืนยันว่าบทที่ 11 ของเส้น
ทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว เขาก็เชื่อมต่อกับเทพีแห่งปัญญา
โดยตรง
“เรียน ท่านนักวิชาการหลินหยวนพลเมืองระดับ 10 เทพีแห่งปัญญา ยินดี
ที่จะรับใช้ท่าน”
เสียงที่จริงจังและเย็นชาของเทพีแห่งปัญญาก็ดังขึ้น
“ผมต้องการที่จะอัปโหลดบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์”
หลินหยวนพูดโดยตรง
“บทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์”
เทพีแห่งปัญญาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง และตอบกลับในทันที
“เรียน ท่านนักวิชาการหลินหยวนพลเมืองระดับ 10 ท่านสามารถอัปโหลด
ได้ในตอนนี้”
หลังจากที่เทพีแห่งปัญญาพูดจบ
หลินหยวนก็เริ่มอัปโหลดบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ที่ตนเอง
ได้จัดเตรียมไว้
เมื่อเทียบกับบทที่ 1 ถึง 10 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ การอัปโหลด
บทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้นช้าลงกว่ามากส่วนใหญ่เป็นเพราะ
ข้อมูลที่อยู่ในนั้นมีมากเกินไป
แม้แต่แบบจำลองกฎการหลอมรวมกาลอวกาศที่เรียบง่ายที่สุด ก็ยังใช้
พื้นที่ข้อมูลมากกว่าบทที่ 1 ถึง 10 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ถึงพันเท่า
หมื่นเท่า นับประสาอะไรกับแบบจำลองกฎการหลอมรวมกาลอวกาศที่หลิน
หยวนสร้างขึ้นมามากมายถึง 30,000 กว่าแบบ
นอกจากแบบจำลองกฎกาลอวกาศแล้ว ก็ยังมีแบบจำลองกฎอื่นๆ อีก
มากมาย รวมถึงแบบจำลองกฎที่ไม่ค่อยมีใครใช้กัน
เวลาผ่านไปนานกว่าสิบนาที
ที่
หลินหยวนก็อัปโหลดบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์จนเสร็จ
สมบูรณ์
“เรียน ท่านนักวิชาการหลินหยวนพลเมืองระดับ 10 โปรดรอสักครู่”
หลังจากที่เทพีแห่งปัญญาได้รับเนื้อหาทั้งหมดของบทที่ 11 ของเส้นทางวิ
วัฒนาการวรยุทธ์แล้ว ก็เริ่มที่จะติดต่อกับผู้แข็งแกร่งสูงสุดของอารยธรรม
มนุษย์ในทันที
เมื่อหลินหยวนเปิดบทที่ 9 ออกมา เทพีแห่งปัญญาก็ไม่สามารถตัดสินเส้น
ทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ได้อย่างเป็นกลางที่สุดได้แล้ว และต้องอาศัยความคิด
เห็นของผู้แข็งแกร่งสูงสุด
บทที่ 11 ก็เป็นเช่นเดียวกัน
โลกเสมือนจริง
บนบัลลังก์ทั้งเก้า ร่างที่สูงตระหง่านก็ปรากฏตัวขึ้นทีละร่าง
“บทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์? เจ้าหนูน้อยอย่างเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้พัฒนาและปรับปรุงบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการ
วรยุทธ์สมบูรณ์แล้วเหรอ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ที่เจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้พัฒนามานั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร!”
“ข้าก็อยากรู้เช่นกัน! บทที่ 1 ถึง 10 ก่อนหน้านี้นั้นน่าทึ่งจริงๆ”
ในไม่ช้า ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งเก้าของอารยธรรมมนุษย์ก็มารวมตัวกัน และ
มีสีหน้าสนใจเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้าคนแก่ทั้งหลาย”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซี่ยฉินกลอกตา
ที่
“อย่าให้แรงกดดันกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกมากเกินไป บทที่
11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ก็เป็นเพียงบทที่ 11 เท่านั้น พวกเจ้าจะสนใจ
กันไปทำไม?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซี่ยฉินไม่ได้ดูถูกหลินหยวน แต่เมื่อเทียบกับการยกระดับ
ที่บทที่ 9 และ 10 มอบให้กับเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์
บทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้น อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น
ในปัจจุบันเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์อยู่ในอันดับที่ 10 ของวิวัฒนาการ
ของอารยธรรมมนุษย์ และด้านบนนั้นก็คือ 9 เส้นทางวิวัฒนาการที่แข็งแกร่ง
ที่สุด
ต่อให้ ‘อัปเดต’ บทที่ 11 แล้ว อันดับก็ยังคงอยู่ที่ 10 ไม่สามารถแซงหน้า
เส้นทางวิวัฒนาการที่แข็งแกร่งที่สุดได้เลย
และแม้แต่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซี่ยฉินเอง ก็ไม่สามารถที่จะคิดออกมาได้ว่า
บทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์จะสามารถ
พัฒนาและปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบได้อย่างไร ถึงจะสามารถเทียบเท่ากับ
บทที่ 1 ถึง 10 ได้
“เซี่ยฉิน เจ้าช่างเอ็นดูเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเสียจริง”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดซวีเสินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกคนก็เพียงแค่รับชมบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนา
การวรยุทธ์ไปตามปกติก็พอ อย่าได้ตั้งความหวังไว้มากนัก”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้แข็งแกร่งสูงสุดคนอื่นๆ ก็มองหน้ากันเล็กน้อย และ
พยักหน้า
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เทพีแห่งปัญญาก็ได้ส่งบทที่ 11 ของเส้น
ทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ฉบับสมบูรณ์ไปยังผู้แข็งแกร่งสูงสุดทุกคนแล้ว
“บทที่ 11”
ซี่
ริ่
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซี่ยฉินเริ่มรับชมเป็นคนแรก และในใจก็ปรากฏความ
กังวลขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ทว่า
เพียงแค่รับชมไปไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซี่ยฉินก็
เปลี่ยนไป
“นี่?!”