สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 580 ตรึกตรองและหยั่งรู้
สุดท้ายกษัตริย์ฉี่ซงก็ตกลง ทำให้หลินหยวนประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อครู่นี้
คำพูดที่ว่า ‘เจ้าช่างรู้จักขอ’ หมายความว่าคำขอนีค่อนข้างยาก
หลินหยวนเตรียมตัวที่จะถูกปฏิเสธ และเปลี่ยนคำขออื่นแล้ว
นอกจากการเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามระดับ 1 แล้ว
หลินหยวนยังต้องการสมบัติล้ำค่าอีกมากมาย
“ขอบคุณองค์ชาย”
หลินหยวนพูดทันที โดยไม่ถ่อมตัว
โอกาสในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามระดับ 1 นั้น หา
ยากมาก
ถ้าไม่ใช่ช่วงสงคราม หลินหยวนก็ไม่มีโอกาสได้เห็นเครื่องจักรสงครามด้วย
ซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเรียนรู้และทำความเข้าใจ
“เจ้าเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงคราม อยากจะเรียนรู้และ
ทำความเข้าใจรอยสลักแห่งความโกลาหลที่บรรจุอยู่รึ?”
กษัตริย์ฉี่ซงถามด้วยความสนใจ
“เป็นเช่นนั้นขอรับ”
หลินหยวนพยักหน้า
เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องปิดบัง
ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง
สิ่
ที่
ที่
รื่
ที่
สิ่งที่มีค่าที่สุดของเครื่องจักรสงคราม คือรอยสลักแห่งความโกลาหลที่สลัก
อยู่
ด้วยรอยสลักแห่งความโกลาหลเหล่านี้ ถึงจะสามารถรวมพลังกฎของผู้ที่
อยู่ในขอบเขตปกครองจำนวนมากเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วเพิ่ม
พลังให้กับพวกเขา
หากไม่มีรอยสลักแห่งความโกลาหล มูลค่าของเครื่องจักรสงครามคง
เท่ากับแค่วัสดุล้ำค่าบางอย่างเพียงเท่านั้น
“รอยสลักแห่งความโกลาหล เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษประทานให้จากนั้นผู้ที่อยู่
ในขอบเขตปราชญ์ระดับจักรพรรดิสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรเรา
ได้คัดลอกไปยังเครื่องจักรสงคราม”(แปปนะเริ่มงงละ อ่อออ จักรพรรดิสวรรค์
เป็นยศ ใช่ไหมนะ? ผมลืมละ 555555)
กษัตริย์ฉี่ซงพูดด้วยความรู้สึก
“การที่เจ้าสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจรอยสลักแห่งความโกลาหลได้
เป็นเรื่องดี”
“ข้าเพียงแค่ดูไว้เผื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตเท่านั้นขอรับ”
หลินหยวนพูด
ในขณะเดียวกันก็รู้ที่มาที่แท้จริงของรอยสลักแห่งความโกลาหล
บรรพบุรุษ
บรรพชนของอาณาจักรโบราณเลี่ยหยาง
การที่สามารถรวมรอยสลักที่บรรจุกฎแห่งความโกลาหลได้อย่างง่ายดาย
ความสามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลคงเกินขีดจำกัดของ
ระดับ 3 แล้ว
มีแต่บรรพบุรุษระดับ 13 ที่อยู่เหนืออาณาจักรและโลกต้นกำเนิดถึงจะ
สามารถรวมตัวได้อย่างง่ายดาย
รื่
“แต่เจ้าสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามได้เฉพาะใน
ช่วงสงครามนี้เท่านั้น เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เครื่องจักร
สงครามทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปยังเมืองหลวง”
กษัตริย์ฉี่ซงเตือน
การให้หลินหยวนเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามถึงแม้ว่าจะ
ไม่ค่อยถูกกฎ แต่ที่กษัตริย์ฉี่ซงยอมหลับตาข้างหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว
แต่ถ้าสงครามสิ้นสุดลง เครื่องจักรสงครามต้องถูกเรียกกลับกษัตริย์ฉี่ซงไม่
กล้าเก็บไว้ให้หลินหยวนเรียนรู้และทำความเข้าใจ
“ข้าเข้าใจขอรับ”
หลินหยวนพยักหน้า
จากนั้น กษัตริย์ฉี่ซงก็คุยกับหลินหยวนเล็กน้อย
ส่วนใหญ่เป็นการจัดการในภายหลังของหลินหยวน
ในเมื่อแสดงพลังต่อสู้ของปราชญ์รุ่นเก่าออกมาแล้ว หลินหยวนก็ต้อง
ประจำการในพื้นที่แนวรบที่สำคัญกว่า
พื้นที่แนวรบติงชีเป็นพื้นที่ขอบ การให้ปราชญ์รุ่นเก่าประจำการนั้นสิ้น
เปลืองเกินไป
หลินหยวนก็ไม่มีความเห็นอะไร ในเมื่อเขาแสดงพลังต่อสู้ของเขาออกมา
แล้ว กษัตริย์ฉี่ซงคงไม่ให้เขาไปต่อสู้กับปราชญ์ระดับสูงสุดหรอก
ครู่ต่อมา
กษัตริย์ฉี่ซงคุยเสร็จแล้ว
เจ้าเมืองชิงเฝินก็พาหลินหยวนออกไป
ในศาลาก็เหลือแค่กษัตริย์ฉี่ซงที่นั่งอยู่คนเดียว
“เสด็จพ่อ”
ในเวลานี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากความว่างเปล่า
ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าคล้ายกับกษัตริย์ฉี่ซงหกเจ็ดส่วน เขามองไปทางที่
หลินหยวนและเจ้าเมืองชิงเฝินหายไป
พูดอย่างอดไม่ได้
“เครื่องจักรสงคราม เป็นสมบัติล้ำค่าของอาณาจักรเรา”
“ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องจักรสงครามระดับ 3 ที่ต่ำที่สุด ก็ยังสลักรอยสลัก
แห่งความโกลาหลที่สำคัญเอาไว้”
ชายหนุ่มไม่เข้าใจ
“สมบัติล้ำค่าขนาดนี้ ทำไมเสด็จพ่อถึงให้หยินเหอเรียนรู้และทำความ
เข้าใจง่ายๆ เช่นนั้น? แค่เพราะเขาเอาชนะปราชญ์เหลยเก๋อ?”
การเอาชนะปราชญ์เหลยเก๋อ ปกป้องพื้นที่แนวรบติงชี ถือว่ามีคุณูปการ
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้รางวัลมากขนาดนี้
กษัตริย์ฉี่ซงมองชายหนุ่ม นี่คือทายาทที่เขาโปรดปรานที่สุดมิฉะนั้นคงไม่
พามาด้วยในช่วงสงคราม
“เจ้าคิดว่าพลังของหยินเหอเป็นเยี่ยงไร?”
กษัตริย์ฉี่ซงคิดอยู่สักครู่นึงแล้วถาม
“พลังต่อสู้ของปราชญ์หยินเหอ?”
ชายหนุ่มตกใจเล็กน้อย
“ปราชญ์รุ่นเก่า? หรือปราชญ์ที่มีประสบการณ์?”
“ไม่ใช่”
ฉี่
กษัตริย์ฉี่ซงส่ายหัว
“ข้าดูแล้ว ความสามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลของ
หยินเหอไม่แข็งแกร่ง ตอนที่ต่อสู้กับปราชญ์เหลยเก๋อแทบจะไม่ได้ใช้พลังด้านนี้
เลย”
“จริงด้วย”
เมื่อชายหนุ่มได้ยิน ก็ครุ่นคิด
“ปราชญ์หยินเหอ มีแค่พลังระดับต้นของปราชญ์ การที่เขาสามารถแสดง
พลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้ เป็นเพราะร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์”
“พลังระดับต้นของปราชญ์ เมื่ออาศัยร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์
ย่อมสามารถแสดงพลังต่อสู้ที่ใกล้เคียงกับปราชญ์ระดับสูงสุดได้ ปราชญ์หยิน
เหอผู้นี้ ความเข้มข้นของสายเลือดตะวันเพลิงนิรันดร์คงไม่ต่ำ”
กษัตริย์ฉี่ซงพูด
ร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์เป็นร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดของ
อาณาจักรโบราณเลี่ยหยาง แต่ปราชญ์ส่วนใหญ่ล้วนปลุกพลังร่างเทพสุริยัน
ตะวันเพลิงนิรันดร์ เขาไม่เคยเห็นใครที่เพิ่มพลังต่อสู้ได้มากขนาดนี้
“เข้าใจแล้ว”
ชายหนุ่มเข้าใจ
“เพียงร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์ กลับมีพลังต่อสู้เช่นนี้แล้วถ้าความ
สามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลก้าวหน้า บรรลุขอบเขต
ปราชญ์ที่มีประสบการณ์ คงไม่ต่างอะไรกับปราชญ์ระดับสูงสุดหรอกหรือ?”
กษัตริย์ฉี่ซงยิ้ม การจะเรียกใช้ปราชญ์ระดับสูงสุด ไม่ใช่เรื่องง่าย
ปราชญ์ระดับสูงสุดหลายคนไม่ต้องการเข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างสอง
อาณาจักรโบราณ ปฏิเสธที่จะถูกเรียกใช้โดยตรง
นี้
นึ่
พื่
ตอนนี้ แค่เขาหลับตาข้างหนึ่ง ก็เพื่อให้ได้ปราชญ์ระดับสูงสุดมาช่วยอีกคน
หนึ่ง การค้าขายนี้คุ้มค่ามาก
“เสด็จพ่อยังคงรอบคอบเช่นเคย”
ชายหนุ่มรู้สึกทึ่ง
แค่ให้ปราชญ์หยินเหอเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงคราม ก็
สามารถทำให้ฝั่งเขามีพลังต่อสู้ขอบเขตปราชญ์ระดับสูงสุดเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง
คุ้มค่าจริงๆ
“ส่วนความเสี่ยง?”
กษัตริย์ฉี่ซงยิ้ม
“รอยสลักแห่งความโกลาหลบนเครื่องจักรสงคราม เป็นความลับสุดยอด
ของอาณาจักร แต่รอยสลักแห่งความโกลาหล ไม่ใช่ว่าอยากจะรั่วไหลก็รั่วไหล
ได้”
“เงื่อนไขของการรั่วไหลของรอยสลักแห่งความโกลาหล คือต้องทำความ
เข้าใจรอยสลักแห่งความโกลาหล หยินเหอเป็นแค่ปราชญ์ใหม่ จะเอาอะไรไป
ทำความเข้าใจรอยสลักแห่งความโกลาหลบนเครื่องจักรสงครามได้?”
บนเครื่องจักรสงครามแต่ละเครื่อง จะมีรอยสลัก ‘ทำลายตัวเอง’ เพื่อ
ป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือศัตรู ถูกเรียนรู้และทำความเข้าใจและคัดลอก แล้ว
สร้างเครื่องจักรสงครามแบบเดียวกัน
แต่ศัตรูที่นี่ หมายถึงอย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ระดับ
จักรพรรดิสวรรค์
เครื่องจักรสงครามตกไปอยู่ในมือศัตรู จากนั้นศัตรูส่งเครื่องจักรสงคราม
ไปให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ระดับจักรพรรดิสวรรค์เรียนรู้ทำความเข้าใจ
และคัดลอก นี่คือกระบวนการที่สมบูรณ์ของการรั่วไหลของรอยสลักแห่งความ
โกลาหล
ส่วนหลินหยวน?
มีแค่พลังระดับต้นของปราชญ์ ความสามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่ง
ความโกลาหลไม่สูง ดังนั้นจึงอยากเรียนรู้และทำความเข้าใจรอยสลักแห่งความ
โกลาหลให้มากขึ้น แต่ยังห่างไกลจากการ
ทำความเข้าใจรอยสลักแห่งความโกลาหลที่สมบูรณ์บนเครื่องจักรสงคราม
และตอนที่หลินหยวนเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงคราม ก็อยู่
ภายใต้สายตาของกษัตริย์ฉี่ซง ยิ่งไม่มีโอกาสรั่วไหล
ที่สำคัญที่สุดคือ หลินหยวนปลุกพลังร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์
เท่ากับเป็นคนของอาณาจักรโบราณเลี่ยหยาง ไม่มีเหตุผลที่จะทรยศอาณาจักร
“เสด็จพ่อมีวิสัยทัศน์กว้างไกล…”
ชายหนุ่มรู้สึกนับถือ ภายนอกดูเหมือนว่าการที่กษัตริย์ฉี่ซงตกลงให้
ปราชญ์หยินเหอเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามระดับ 1 เป็น
รางวัลสำหรับการเอาชนะปราชญ์เหลยเก๋อ
แต่จริงๆ แล้วเป็นแผนการหลายชั้น และแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย
“มีเสด็จพ่อวางแผน ในสงครามครั้งนี้ กษัตริย์หลิงเว่ยต้องพ่ายแพ้อย่าง
แน่นอน”
ชายหนุ่มพูดทันที
“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลแพ้ชนะ”
กษัตริย์ฉี่ซงส่ายหัว พูดด้วยความกังวล
“ข้ารู้สึกว่ากษัตริย์หลิงเว่ยยังซ่อนไพ่ตายไว้มากมาย”
หลังจากออกจากที่พำนักของกษัตริย์ฉี่ซง
เจ้าเมืองชิงเฝินมองหลินหยวน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ที่
ฉี่
“ศิษย์เอ๋ย การที่องค์ชายฉี่ซงตกลงอย่างง่ายดาย คงเพราะเห็นว่าเจ้าไม่
ธรรมดา”
เจ้าเมืองชิงเฝินรู้ถึงความสำคัญของเครื่องจักรสงครามโดยเฉพาะ
เครื่องจักรสงครามระดับ 1 ถ้าไม่มีผลประโยชน์เพียงพอกษัตริย์ฉี่ซงจะให้หลิน
หยวนเรียนรู้และทำความเข้าใจได้อย่างไร
ในที่นี้หมายถึงผลประโยชน์ ไม่ใช่แค่ไม่มีความเสี่ยง
“แต่แค่เห็นว่าเจ้าไม่ธรรมดา คงไม่คิดว่าความเข้มข้นของสายเลือดจะถึง
ระดับราชวงศ์หลัก”
เจ้าเมืองชิงเฝินพูด
เจ้าเมืองชิงเฝินคาดเดาว่าหลินหยวนมีสายเลือดราชวงศ์หลักเป็นเพราะ
ความเร็วในการเติบโตของหลินหยวนนั้นน่ากลัวมาก และยังไม่ก้าวเข้าสู่
ขอบเขตปราชญ์
เจ้าเมืองชิงเฝินไม่รู้เรื่องเหล่านี้ อย่างมากก็แค่เห็นความผิดปกติจากร่าง
เทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์ที่หลินหยวนใช้ ไม่สามารถคิดไปถึงสายเลือด
ราชวงศ์หลักได้โดยตรง
มิฉะนั้นคงไม่คุยกันแบบเมื่อครู่นี้
“คงเป็นเช่นนั้น”
หลินหยวนฟังอยู่ข้างๆ
“ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
เจ้าเมืองชิงเฝินคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“องค์ชายฉี่ซงอย่างมากก็แค่คิดว่าสายเลือดราชวงศ์ในตัวเจ้าเข้มข้นนิด
หน่อย ด้วยนิสัยขององค์ชายฉี่ซง คงไม่พูดออกไป”
ลี่
ฉี่
ในบรรดาปราชญ์ระดับกษัตริย์ของอาณาจักรโบราณเลี่ยหยางองค์ชายฉี่
ซงเป็นคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานที่สุด และไม่สนใจที่จะเข้าร่วมในการแย่ง
ชิงอำนาจภายในราชวงศ์
หลังจากแยกทางกับเจ้าเมืองชิงเฝิน
หลินหยวนก็ถูกย้ายออกจากสนามรบแนวรบติงชีเดิมทันที
ไปยังสนามรบแนวรบที่ค่อนข้างใกล้กับแนวรบหลัก
แน่นอนว่า หลินหยวนทิ้งร่างแยกไว้ในสนามรบแนวรบติงชีเดิมเพื่อเรียนรู้
และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามในสนามรบนั้น
ในเมื่อกษัตริย์ฉี่ซงยอมให้หลินหยวนเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักร
สงครามระดับ 1 แล้ว เครื่องจักรสงครามระดับ 2 และระดับ 3 อื่นๆ ก็ตามใจ
หลินหยวน
“ที่นี่คือสนามรบแนวรบหลัก?”
ร่างแยกของหลินหยวนมาถึงสนามรบแนวรบหลัก
ที่นี่ปกคลุมไปด้วยรังสีสังหารมากมาย เครื่องจักรสงครามแต่ละเครื่องตั้ง
ตระหง่าน พลังของปราชญ์ระดับสูงสุดผันผวน
ร่างแยกของหลินหยวนมาถึงหน้าเครื่องจักรสงครามระดับ 1 ในไม่ช้า
เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงเผชิญหน้า ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต่อสู้กันเครื่องจักร
สงครามต่างๆ จึงอยู่ในสถานะหยุดนิ่ง
“ท่านปราชญ์หยินเหอ”
ผู้ควบคุมเครื่องจักรสงครามระดับ 1 เห็นหลินหยวนมา ก็โค้งคำนับเล็ก
น้อย
“องค์ชายฉี่ซงได้สั่งการไว้แล้ว ท่านปราชญ์หยินเหอสามารถเรียนรู้และ
ทำความเข้าใจเครื่องจักรสงครามเหล่านี้ได้ตลอดเวลา”
รื่
ผู้ควบคุมเครื่องจักรสงครามระดับ 1 ถึงแม้ว่าจะมีแค่พลังระดับสูงสุดของ
ขอบเขตปกครอง ก็รับคำสั่งจากกษัตริย์ฉี่ซงโดยตรงแม้แต่ปราชญ์ระดับสูงสุดก็
สั่งเขาไม่ได้
ถ้าไม่มีคำพูดของกษัตริย์ฉี่ซง ใครก็ไม่สามารถเข้าใกล้เครื่องจักรสงคราม
ได้
“ขอบคุณ”
หลินหยวนพยักหน้า บินเข้าไปในเครื่องจักรสงครามระดับ 1 ทันที
“รอยสลักแห่งความโกลาหลเหล่านี้…”
หลินหยวนตกตะลึงทันทีที่เข้ามา
เมื่อเทียบกับรอยสลักแห่งความโกลาหลในเครื่องจักรสงครามระดับ 2
คุณภาพกลางที่เขาเคยสัมผัส
รอยสลักแห่งความโกลาหลในเครื่องจักรสงครามระดับ 1 ไม่เพียงแต่กว้าง
ใหญ่กว่า แต่ยัง ‘สมบูรณ์’ กว่า…
“ความโกลาหลเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”
หลินหยวนจดจ่อกับการสังเกตรอยสลักแห่งความโกลาหลทีกระจายอยู่ทั่ว
เครื่องจักรสงคราม
กฎแห่งความโกลาหลไม่มีอยู่ในโลกที่สมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ไม่สามารถ
เรียนรู้และทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลได้โดยตรง
ความโกลาหลก่อกำเนิดทุกสิ่ง มีแต่การเรียนรู้และทำความเข้าใจทุกสิ่ง ถึง
จะสามารถเพิ่มความสามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลได้ทาง
อ้อม
แต่รอยสลักแห่งความโกลาหลเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ยิ่งใหญ่บางคนสร้างขึ้น
โดยการย้อนกลับไปยังต้นกำเนิด รวมแก่นแท้ของความโกลาหลจากทุกสิ่ง
ที่
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ การสังเกตรอยสลักที่ไม่รู้จัก ทำให้ความ
สามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลเพิ่มขึ้น… 】
หลินหยวนสัมผัสรอยสลักแห่งความโกลาหลในเครื่องจักรสงครามระดับ 1
ความสามารถในการทำความเข้าใจกฎแห่งความโกลาหลของเขากำลังเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง
หลินหยวนแยกร่างแยกออกมา 33 ร่าง ไปยังสนามรบแนวรบต่างๆ เพื่อ
เรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องจักรสงคราม
ส่วนร่างจริง ก็ประจำการที่สนามรบแนวรบหยี่ 13
ส่วนร่างวิญญาณทั้งสอง ก็อยู่ห่างจากสนามรบ ซ่อนตัวอยู่ในทีที่ปลอดภัย
มาก
“หืม?”
“เริ่มโจมตีอีกแล้ว?”
ร่างจริงที่อยู่ในสนามรบแนวรบหยี่ 13 ก็กำลังเรียนรู้และทำความเข้าใจ
เครื่องจักรสงครามในสนามรบนี้เช่นกัน เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของ
พลังภายนอก ก็บินออกมาทันที
“ปราชญ์ฉางเฟิง”
หลินหยวนมองปราชญ์ที่เผชิญหน้ากับเขาอยู่ไกลๆ
ปราชญ์ฉางเฟิง เป็นปราชญ์ที่มีประสบการณ์รุ่นเก่า มีพลังใกล้เคียงกับ
ปราชญ์ระดับสูงสุด ดังนั้นกษัตริย์ฉี่ซงจึงให้หลินหยวนมาขัดขวาง
“ปราชญ์หยินเหอ”
ด้วยบทเรียนจากปราชญ์เหลยเก๋อ ปราชญ์ฉางเฟิงจึงไม่กล้าประมาทหลิน
หยวน
ตึ๊ม
ในไม่ช้า
ทั้งสองก็ต่อสู้กัน
“ปราชญ์ฉางเฟิงคนนี้…”
เดิมทีหลินหยวนคิดว่าต้องต่อสู้อย่างหนัก แต่หลังจากที่ต่อสู้กับปราชญ์
ฉางเฟิง ก็พบว่าอีกฝ่ายแค่ลองเชิง ไม่ได้จริงจัง
ไม่เหมือนกับปราชญ์เหลยเก๋อที่ต่อสู้กับเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็จริง”
หลินหยวนคิดอีกที ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ
คนที่สามารถบ่มเพาะจนถึงขอบเขตปราชญ์ และเป็นปราชญ์ที่มี
ประสบการณ์รุ่นเก่า
ใครบ้างไม่ฉลาด?
นอกจากบางคน เช่น ปราชญ์เหลยเก๋อ แทบจะไม่มีปราชญ์คนไหนที่อยาก
จะต่อสู้กับศัตรูอย่างเอาเป็นเอาตายในสนามรบจริงๆ
ปราชญ์ฉางเฟิงเป็นแบบนี้ หลินหยวนก็ร่วมมือด้วย
ยังไงภารกิจที่กษัตริย์ฉี่ซงมอบให้เขา คือการขัดขวางปราชญ์ฉางเฟิง
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
“ดูเหมือนว่ามีแต่การทำความเข้าใจรอยประทับพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเพลิง
นิรันดร์ผลาญสวรรค์’ ให้สมบูรณ์ คัดลอกมาที่นี่ ถึงจะสามารถลองรวมตัวเป็น
แหล่งกำเนิดตะวันเพลิงนิรันดร์ และรวมเข้ากับจักรวาลภายในร่างกายได้…”
หลินหยวนคิดในใจ
ดิ์
ธิ์
ที่
พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ 7 ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์’ มีความ
หมายของการสร้างและเสริมสร้างโลก ดังนั้นหลินหยวนจึงอยากลองดูว่า
สามารถสร้างแหล่งกำเนิดตะวันเพลิงนิรันดร์ที่มั่นคงในจักรวาลภายในร่างกาย
ของเขาได้หรือไม่
“ฝึกฝน《สุญญาอนันต์》ขั้นที่ 2 ต่อไป”
หลินหยวนเริ่มฝึกฝนมรดกระดับ 13《สุญญาอนันต์》ต่อ
มรดกนี้สามารถยกระดับรากฐานของหลินหยวนไปสู่ระดับทีเหลือเชื่อ
ส่วนลึกของจักรวาลภายในร่างกาย
เด็กหญิงชุดแดงกำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ น้ำเต้าหยก
ในเวลานี้
ร่างแยกของหลินหยวนปรากฏตัวขึ้นไม่ไกล
“ผู้อาวุโส”
หลินหยวนเรียก
“บอกเจ้าไปแล้วไง ในเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว ก็เป็นนายของข้า ไม่
จำเป็นต้องเรียกผู้อาวุโส”
เด็กหญิงชุดแดงลืมตา ถึงแม้ว่าจะบอกให้หลินหยวนอย่าเรียกแบบนี้ แต่ก็
มีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
“เอาล่ะ”
“มีอะไรก็ว่ามา”
เด็กหญิงชุดแดงพูด
นี้
ขั้
ที่
“ข้าอยากถามผู้อาวุโส ช่วงนี้การฝึกฝน《สุญญาอนันต์》ขั้นที่ 2 ของข้า มี
ปัญหาอะไรหรือเปล่า…”
ถึงแม้ว่าหลินหยวนจะมีความสามารถในการทำความเข้าใจที่น่าทึ่ง แต่
《สุญญาอนันต์》เป็นวิชาระดับ 13 ที่ลึกซึ้งมาก
ดังนั้น หลินหยวนจึงกลัวว่าเขาจะหลงทาง ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งก็จะถามเด็ก
หญิงชุดแดง
“มีปัญหาอะไร?”
เด็กหญิงชุดแดงกลอกตา เธอสังเกตหลินหยวนมาตั้งแต่เริ่มฝึกฝนขั้นที่ 2
หวังว่าจะหาปัญหาหรือข้อบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการฝึกฝน
เพื่อพิสูจน์ว่าเธอมีประโยชน์มาก
แต่ผลลัพธ์… เธอเป็นจิตวิญญาณของน้ำเต้าหยก เป็นผู้ชี้นำทีสิ่งมีชีวิต
เวลาระดับ 13 ผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้น เพื่อชี้นำผู้สืบทอดรุ่นหลังในการฝึกฝน《สุญ
ญาอนันต์》
กลับไม่สามารถให้คำแนะนำได้แม้แต่ข้อเดียว…