สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 709 อีกด้านหนึ่งของแสง
“ก่อนที่จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสี่องค์จะหายตัวไป พวกเขายังบอกสิ่งใด
กับพวกท่านอีกบ้าง?”
หลินหยวนมองไปยังประมุขสำนักหลายท่าน ถามขึ้นอย่างสบายๆ
ตามข้อมูลที่เขาทราบในปัจจุบัน โลกต้นกำเนิดแห่งนี้ หากนับรวมจ้าว
เทียนกวงแล้ว มีจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งหมดสิบสี่องค์
นั่นก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาสิบสี่ชีวิต
เมื่อเทียบกับบรรพชนต้นกำเนิดทั้งหกของโลกต้นกำเนิดแห่งแรกแล้ว
โลกต้นกำเนิดแห่งที่สองแข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่นี่ก็เกี่ยวข้องกับกาลเวลาที่โลกต้นกำเนิดแห่งแรกดำรงอยู่ ซึ่งสั้นกว่า
โลกต้นกำเนิดแห่งที่สองอย่างมาก
เมื่อกาลเวลาของโลกต้นกำเนิดแห่งแรกผ่านไป ก็จะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลามากขึ้นเช่นกัน
“ไม่มี เพียงแค่ทิ้งวิธีการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคตไว้มากมาย”
ประมุขสำนักนิจนิรันดร์อู๋เลี่ยงกล่าว
ประมุขสำนักอื่นๆ อีกหลายท่านก็พยักหน้า
อันที่จริง พวกเขาได้พูดคุยสั้นๆ ครั้งสุดท้ายกับจ้าวแห่งนิจนิรันดร์เพียงหก
องค์เท่านั้น จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งหกองค์นี้ ก็คือผู้ก่อตั้งหกสำนักนิจนิรันดร์
ใหญ่
ส่วนจ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์อื่นๆ เล่า? ล้วนเป็นผู้ที่ไปมาอย่างอิสระ ไม่ใช่
คนที่พวกเขาสามารถติดต่อได้
“อืม”
หลินหยวนก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ประมุขสำนักเหล่านี้รู้ ยังน้อยกว่าร่างเงาสีทองในห้วงมิติ
ทดสอบเสียอีก
อันที่จริงก็เข้าใจได้ ภายใต้การปกคลุมของภัยพิบัติมาร หากพลังไม่ถึง
ระดับจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ การจะรู้มากน้อยเพียงใดก็ไม่มีความหมายนัก
“ต่อไปข้าจะทิ้งร่างแยกไว้ที่นี่หนึ่งร่าง หากเทพมารปรากฏตัวขึ้นอีก ข้าจะ
ลงมือขัดขวาง”
หลินหยวนกล่าว
ในเมื่อรับปากว่าจะคุ้มครองโลกเร้นลับ
ก็ย่อมต้องทำดีให้ถึงที่สุด
แน่นอนว่า
หลินหยวนคาดเดาว่าเทพมารคงจะไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว
หลังจากตระหนักว่าทำอะไรหลินหยวนไม่ได้ พลังงานและสัญชาตญาณ
ทั้งหมดของเทพมารในตอนนี้ ล้วนมุ่งไปที่การกดข่มเจตจำนงของโลกต้น
กำเนิด
ส่วนภายในโลกต้นกำเนิดนั้นเล่า?
ขอเพียงกดข่มเจตจำนงของโลกต้นกำเนิดได้อย่างสมบูรณ์ เทพมารก็จะ
สามารถแทนที่เจตจำนงของโลกต้นกำเนิดได้
ถึงตอนนั้น พลังก็คงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
เพียงแต่
นั้
ยิ่
วันนั้นคงจะยังห่างไกลอย่างยิ่ง
หากสามารถกดข่มเจตจำนงของโลกต้นกำเนิดได้อย่างรวดเร็วเพียงนั้น
เทพมารก็คงไม่รีบร้อนลงมือกับโลกเร้นลับเลย
“ขอบพระคุณท่านหยินเหอ” ประมุขสำนักหลายท่านสีหน้าเต็มไปด้วย
ความซาบซึ้ง
คำรับประกันของหลินหยวนนี้ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้พวกเขาหมดความ
กังวลใดๆ อีกต่อไป
ร่างต้นของหลินหยวนออกจากโลกเร้นลับ
เดินท่องไปทั่วทุกแห่งหนในฟ้าดินอย่างสบายๆ
ไอมารไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเข้าใกล้หลินหยวนในระยะหมื่นลี้ ก็จะถอยหนีไป
อย่างรวดเร็ว
“ยังคงจับตามองข้าอยู่หรือ?”
หลินหยวนสัมผัสได้ถึงการจับตามองของเทพมารที่มีต่อเขาอย่างเลือนราง
“เทพมาร…”
หลินหยวนสีหน้าครุ่นคิด
แม้จะต่อสู้กับเทพมารซึ่งๆ หน้า หรือกระทั่งบีบให้เทพมารถอยหนีไปเอง
แต่หลินหยวนก็มิได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจใดๆ เลย
การต่อสู้กับเทพมาร ไม่ได้หมายความว่าหลินหยวนจะสามารถต่อสู้กับสิ่ง
มีชีวิตแห่งกาลเวลาอื่นๆ ได้
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาสังเกตการณ์เส้นเวลาในอนาคตมากมายไม่มีทางให้
โอกาสหลินหยวนได้ปะทะซึ่งๆ หน้าเลย
นั้
ส่วนเทพมารนั้นเล่า?
ด้านพลังอำนาจสังหารเทียบเคียงได้กับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทีแท้จริง
แต่มีเพียงพลังเปล่าๆ ไม่สามารถสังเกตการณ์เส้นเวลาได้สิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลาคนใดก็ได้สามารถวางแผนคำนวณจนสังหารมันได้
จุดที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา คือการหยั่งรู้คือการ
สามารถเลือกอนาคตที่ตนเองต้องการได้โดยสมัครใจ
“เพียงแต่…”
หลินหยวนสีหน้าเคร่งขรึม
ในการต่อสู้ประชิดตัวกับเทพมาร เขาสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของ
เทพมารอย่างชัดเจน
ส่วนใหญ่คือความน่าสะพรึงกลัวของร่างกายเนื้อเทพมาร
ตั้งแต่ต้นจนจบ เทพมารไม่ได้แสดงวิชาลับหรือพลังศักดิ์สิทธิใดๆ ออกมา
เลย เพียงอาศัยสัญชาตญาณของร่างกายเนื้อต่อสู้กับหลินหยวนเท่านั้น
ถึงกระนั้น ก็ยังมีพลังต่อสู้ซึ่งๆ หน้าเทียบเท่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ
13
พอจะจินตนาการได้ว่า
หากเทพมารสามารถกระตุ้นใช้วิชาลับ พลังของตนเองถูกปลดปล่อยออก
มานับร้อยเท่าพันเท่าหมื่นเท่าได้เมื่อใด
ต่อให้หลินหยวนสร้างโลกอนุภาคเม็ดทรายอนันต์จนเสร็จสมบูรณ์โดยสิ้น
เชิง ก็ยังห่างไกลจากการเป็นคู่ต่อสู้ของเทพมาร
“ไม่ใช้วิชาลับ ไม่ใช้เคล็ดวิชาเจตจำนงจิตใจ เพียงอาศัยสัญชาตญาณของ
ร่างกายเนื้อ ก็มีพลังถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” หลินหยวนค่อนข้างยากที่จะเชื่อ
ชี่
นื้
มื่
เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์เชี่ยวชาญด้านร่างกายเนื้ออยู่แล้วแต่เมื่อเทียบ
กับร่างกายเนื้อของเทพมาร ย่อมไม่อาจเทียบได้แน่นอน
“หากเทพมารก็เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนหนึ่ง เพราะเหตุผลบางอย่าง
จึงสูญเสียเจตจำนงจิตใจไป ทำให้ร่างกายเนื้อเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ
เช่นนั้นในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดของมัน จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน?”(ผมขอใช้
‘เจตจำนงจิตใจ’ แทน ‘สติปัญญา’ นะครับ มันหมายถึงแรงจูงใจในการมีชีวิต
มากกว่า)
ความคิดของหลินหยวนแผ่ขยายออกไป
“แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
“บัดนี้โลกอนุภาคเม็ดทรายอนันต์สร้างเสร็จสมบูรณ์โดยสิ้นเชิงแล้ว
พิสูจน์ให้เห็นว่าเคล็ดวิชานี้สามารถเดินต่อไปได้ ร่างต้นอีกสองร่างก็สามารถ
ลองฝึกฝนได้แล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ
เหตุผลที่ไม่เคยให้ร่างต้นทั้งสองในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลและ
โลกต้นกำเนิดแห่งแรกลองสร้างโลกอนุภาคของตนเอง
ก็เพราะเคล็ดวิชานี้สิ้นเปลืองทรัพยากรมากเกินไป เกรงว่าเมื่อสร้างไปได้
ครึ่งทางหรือใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ กลับพบว่าเส้นทางนี้เดินต่อไปไม่ได้
เช่นนั้นการลงทุนก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าสูญเปล่าหรอกหรือ?
และบัดนี้
หลินหยวนในโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ได้พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ของการสร้าง
โลกอนุภาคโดยสิ้นเชิงแล้ว ร่างต้นอีกสองร่างย่อมสามารถตามมาได้โดย
ธรรมชาติ
…..
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ร่างต้นของหลินหยวนล่องลอยไปตามกระแสแห่งความโกลาหล
ขณะนั้นเอง
หลินหยวนลืมตาขึ้น
“สร้างโลกอนุภาค”
หลินหยวนใจนึกเพียงแวบเดียว โลกอนุภาคทีละโลกภายในร่างก็เริ่มถูก
สร้างขึ้น
ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา หลินหยวนท่องไปทั่วทุกแห่งหนในความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล รวบรวมทรัพยากรจำนวนมหาศาลชนิดที่เรียกได้ว่า
มากมายมหาศาล
แดนลับมากมายที่แม้แต่มหาปราชญ์ก็ยังไม่อาจค้นพบได้รวมถึงจักรวาล
เทียมฟ้าที่เหล่ามหาปราชญ์ไร้เทียมทานในประวัติศาสตร์ได้สร้างขึ้น แดน
สืบทอดที่ทิ้งไว้ เป็นต้น ล้วนถูกหลินหยวนกวาดเกลี้ยง (จักรวาลที่ถูกสร้างขึ้น
โดยฝีมือของตัวตนที่ทรงพลังอย่างยิ่ง)
กระทั่งหลินหยวนยังเดินทางไปยังช่องว่างระหว่างมิติหลายครั้งเพื่อ
รวบรวมทรัพยากรอันล้ำค่ามากมายนอกความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างโลกอนุภาคของตนเอง
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลมิใช่โลกต้นกำเนิดแห่งที่สองยังไม่ถูกไอ
มารกัดกร่อน ทรัพยากรและแดนลับมากมายให้กำเนิดทรัพยากรที่สามารถ
รวบรวมได้อย่างต่อเนื่อง
หลายปีที่ผ่านมา บวกกับที่ได้มาจาก ‘จิตวิญญาณ’ ในสถานทีพิเศษเหล่า
นั้น ก็พอจะรวบรวมได้ครบอย่างฉิวเฉียด
……
โลกต้นกำเนิดแห่งแรก
ริ่
หลินหยวนก็เริ่มสร้างโลกอนุภาคของตนเองเช่นกัน
เมื่อเทียบกับความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่ต้องค้นหาทรัพยากรด้วย
ตนเอง วิธีการที่ร่างต้นในโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ได้รับทรัพยากรนั้นง่ายกว่ามาก
ครอบครองแดนสมบัติชั้นยอดอันดับหนึ่ง ‘แดนสมบัติหมอกทองคำ’ หลิน
หยวนเพียงแค่ขายของวิเศษที่ผลิตได้จากแดนสมบัติ ก็เพียงพอที่จะเก็บเกี่ยว
ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว
ของวิเศษหมอกสีทองที่ผลิตได้จากแดนสมบัติหมอกทองคำสามารถทำให้
กายหยาบของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนไปสู่กายหยาบด้านกาลเวลาได้ หลังจากเปลี่ยน
สภาพสมบูรณ์แล้ว จะได้รับความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตช่วงสั้นๆ
แม้จะเทียบไม่ได้กับการมองเห็นอนาคตโดยตรงของสิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาระดับ 13 เลยแม้แต่น้อย
แต่สำหรับเหล่าจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์สูงสุดแล้วเห็นได้ชัดว่า
เป็นความสามารถที่ปรารถนาอย่างยิ่ง
อาศัยแรงดึงดูดนี้เอง เหล่าจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์สูงสุดจากหก
อาณาจักรโบราณ ต่างก็ใช้ทรัพย์สมบัติที่สะสมมาส่วนใหญ่ เพื่อแลกเปลี่ยน
หมอกสีทองบางส่วนจากหลินหยวน
และเพื่อเร่งการรวบรวมทรัพยากร หลินหยวนถึงกับนำของวิเศษหมอกสี
ทองที่แดนสมบัติหมอกทองคำจะผลิตได้ในอีกสิบล้านล้านล้านปีข้างหน้าออก
มา ‘ขายล่วงหน้า’ ทั้งหมด
การ ‘ขายล่วงหน้า’ ของวิเศษจากแดนสมบัติ สำหรับจักรพรรดิสวรรค์
อื่นๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ชื่อเสียงของจักรพรรดิสวรรค์หยินเหอย่อม
คู่ควรแก่ความเชื่อถือโดยธรรมชาติ
เป็นเพราะเหตุนี้เอง หลินหยวนจึง ‘ขายล่วงหน้า’ หมอกสีทองทีแดน
สมบัติจะผลิตได้ในอีกสิบล้านล้านล้านปีข้างหน้าโดยตรง
อย่างไรเสีย หลินหยวนกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับ 13 ในไม่ช้า ไม่ได้สนใจ
ความสามารถในการหยั่งรู้เศษเสี้ยวอนาคตแบบนี้มากนักนำมาแลกเปลี่ยน
ทรัพยากรสำหรับสร้างโลกอนุภาคก็ถือว่าคุ้มค่ามาก
อาศัยวิธีการนี้เอง หลินหยวนจึงรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดสำหรับการ
สร้างโลกอนุภาคของตนเองได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
………
โลกต้นกำเนิดแห่งที่สอง
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง
“พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่แปด…” หลินหยวนสัมผัสถึงการสานกัน
ของพลังแห่งรากเหง้ามากมายในส่วนลึกของสายเลือดอย่างละเอียด
ระยะเวลาในการบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่แปดยาวนาน
กว่าระยะเวลาในการบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายเจ็ดชนิดก่อนหน้านี้รวม
กัน ต้องการเวลาหมื่นกว่าปี
และในขณะนี้ การบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่แปดของหลิน
หยวน ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว สั้นที่สุดคือร้อยปี ยาวที่สุดคือหลายพันปี ก็จะ
สามารถบ่มเพาะออกมาได้
“บ่มเพาะหมื่นปี ไม่รู้ว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายนี้จะมีพลังอำนาจเพียง
ใดกันแน่?”
โลกต้นกำเนิดแห่งนี้ นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน
ศักยภาพร่างกายเนื้อของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็กลับกลายเป็นน่าสะพรึงกลัวอย่าง
ยิ่ง
นี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลินหยวนใช้เวลาหมื่นกว่าปีในการบ่มเพาะ
พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกาย
รากฐานสายเลือดของสิ่งมีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง
ดิ์
ธิ์
และความสามารถในการบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายของเส้นทางวิ
วัฒนาการวรยุทธ์ สามารถจับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ก่อเกิดเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์
“ทำความเข้าใจต่อไปเถอะ”
หลินหยวนรวบรวมความคิด ไม่สนใจพลังแห่งรากเหง้าในส่วนลึกของสาย
เลือดอีกต่อไป
แต่กลับศึกษาเคล็ดวิชาสืบทอดที่จ้าวเทียนกวงทิ้งไว้ซึ่งช่วยในการทะลวง
ผ่านวังวนแห่งกาลเวลาต่อไป
ทำความเข้าใจมาหมื่นปี แม้จะเพียงแบ่งสมาธิส่วนเล็กน้อยมาศึกษา หลิน
หยวนก็ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาสืบทอดนี้จนถึงระดับที่ 5 แล้ว
ห่างจากการเข้าใจระดับที่ 5 อย่างถ่องแท้ ก็เพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
เท่านั้น
ห้วงมิติสืบทอดตำรา
หลินหยวนยังคงตั้งใจฟังต่อไป
ภายใต้ฟากฟ้า ร่างของจ้าวเทียนกวงสูงตระหง่าน แผ่ประกายแสง
สว่างไสวไร้ขอบเขต อบอุ่นสบาย ทำให้หลินหยวนราวกับแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อน
“ระดับที่ 5 ของเคล็ดวิชาสืบทอดนี้ อยู่ที่ใจ อยู่ที่ความคิด เมื่อใจคิดไปถึง
ก็คืออักขระ ไม่จำเป็นต้องอาศัยวัตถุภายนอก”
จ้าวเทียนกวงใบหน้าสงบนิ่งพร้อมรอยยิ้ม กำลังยิ้มแย้มมองหลินหยวน
อธิบายรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของระดับที่ 5
แววตาของพระองค์อ่อนโยน เปี่ยมด้วยความเมตตา มีความสงสารต่อ
สรรพชีวิตอย่างผิดปกติ
“รากฐานของชีวิตคือสิ่งใด? ร่างกายเนื้อ? จิตวิญญาณ? ไม่ใช่เลย คือจิตใจ
มีจิตใจแล้ว จึงจะถือว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ และการฝึกฝนเคล็ดวิชาสืบทอดนี้
ที่
พื่
จนถึงระดับที่ 5 ก็คือการใช้ความคิดจิตใจเป็นรากฐาน เพื่อก่อเกิดเป็น
อักขระ…”
จ้าวเทียนกวงยิ้มกล่าวว่า: “สิ่งที่เรียกว่าวังวนแห่งกาลเวลา คือการทดสอบ
ชีวิต คือการทดสอบการเปลี่ยนผ่านของชีวิตไปสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา ในเมื่อ
เป็นการทดสอบชีวิต ก็ย่อมต้องมีอยู่ซึ่งความคิดจิตใจ ด้วยเหตุนี้ วิถีแห่งอักขระ
จึงไม่อาจถูกผนึกได้อย่างสมบูรณ์ เพราะขอเพียงความคิดจิตใจยังอยู่ อักขระก็
จะยังอยู่…”
หลินหยวนตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
พร้อมกับการที่เขาเข้าใจสิ่งที่จ้าวเทียนกวงกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆและใช
ความคิดจิตใจของตนเองก่อเกิดเป็นอักขระในห้วงมิติสืบทอดตำราแห่งนี้
จ้าวเทียนกวงภายใต้ฟากฟ้า ก็บรรยายต่อไป
นี่ก็คือความพิเศษของเคล็ดวิชาสืบทอดนี้ มีเพียงเข้าใจส่วนปัจจุบันอย่าง
ถ่องแท้แล้วเท่านั้น จึงจะสามารถฟังเนื้อหาส่วนต่อไปได้
ในไม่ช้า
หลินหยวนก็ได้ทำความเข้าใจจนถึงตอนสุดท้ายแล้ว
ภายใต้ฟากฟ้า จ้าวเทียนกวงผู้แผ่ประกายแสงสว่างไสวไร้ขอบเขต น้ำ
เสียงหยุดลงเล็กน้อย
“ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นหลัง ในเมื่อเจ้าสามารถฟังมาถึงตรงนี้ได้ คงใกล้จะ
เข้าใจเคล็ดวิชาสืบทอดที่ข้าสร้างขึ้นนี้อย่างถ่องแท้แล้ว”
สายตาของจ้าวเทียนกวงยังคงอ่อนโยน สงบนิ่ง ยิ้มแย้มกล่าวว่า:
“ต่อไป สิ่งที่ข้าจะบรรยาย ก็คือการประยุกต์ใช้อักขระของข้า”
“อักขระคือสิ่งใด?”
สิ่
ที่
“คือทุกสิ่งทุกอย่าง เส้นทางที่ข้าเดิน ใช้หลักอักขระเป็นรากฐานมีอยู่สอง
ด้าน”
สายตาของจ้าวเทียนกวงอ่อนโยน มองหลินหยวนกล่าวต่อไปว่า:
“ด้านหนึ่งก็คือตัวข้าในปัจจุบัน ส่วนอีกด้านหนึ่ง…”
ขณะที่จ้าวเทียนกวงกล่าว กลิ่นอายของพระองค์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
อย่างช้าๆ แสงสว่างอันอ่อนโยนที่สาดส่องทุกสิ่งทุกอย่างหายไป ถูกแทนที่ด้วย
ไอมารอันลึกล้ำไร้ที่สิ้นสุด
รูปลักษณ์ของจ้าวเทียนกวงเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เสื้อคลุมยาวสีขาว
กลายเป็นเสื้อคลุมสีดำ เสื้อคลุมสีดำราวกับแฝงไว้ด้วยความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด
รอยยิ้มอ่อนโยนก็ค่อยๆ หายไป สีหน้ากลับกลายเป็นเฉยเมยอย่างยิ่ง
เขาสีดำหนึ่งเขางอกออกมา ด้านหลังยิ่งมีหางยักษ์สีดำทมิฬอันแข็งแรง
แกว่งไกว
หลินหยวนมอง ‘จ้าวเทียนกวง’ ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง สีหน้าเย็นชาลง
เล็กน้อย…