สู่วิถีอมตะ - บทที่ 850 เศษศาสตราเทพ
บทที่ 850 เศษศาสตราเทพ
อวี๋ซู่ถูกพลังวิญญาณของเจียงผิงอันตรึงตัว ภายใต้ฤทธิ์กดดันแห่งความตาย เขาจึงต้องนำข้อมูลออกมาแลกเพื่อเอาตัวรอด
“โอ้? ความลับใหญ่โต?”
เจียงผิงอันสนอกสนใจขึ้นมาทันที “ว่ามา ความลับอะไร”
“รับปากข้าก่อนว่าหลังบอกไปแล้ว เจ้าจะไม่ฆ่าข้า” อวี๋ซู่ออกเงื่อนไข
“ได้ ตราบใดที่ความลับนี้ใหญ่โตพอและดีสำหรับข้า ข้ารับปาก” เจียงผิงอันตอบ
“สาบานต่อเต๋าเซียนด้วย” อวี๋ซู่ไม่เชื่อใจเจียงผิงอัน
“หากไม่เชื่อข้า เจ้าก็ตายได้เลย” พลังวิญญาณของเจียงผิงอันแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ ฟันวิญญาณอีกฝ่ายตรง ๆ
อวี๋ซู่เหลือเพียงครึ่งร่าง วิญญาณของเขาหม่นรัศมี สีหน้าพลันแตกตื่น รีบอ้อนวอนขอความเมตตา “อย่าฆ่าข้า! ข้าพูดแล้ว! ข้าพูดแล้ว!”
ยามนี้เขาอยากผรุสวาทมารดานัก เด็กนี่มีมนุษยธรรมตรงไหน ในเมื่อไม่สาบานต่อเต๋าเซียน ต้องอยากรู้ความลับแล้วฆ่าเขาแน่ ๆ
“เช่นนั้นก็อย่ามากความ” เจียงผิงอันยังคงมีความอดทนต่ำต่อศัตรูเช่นเคย
“รู้จักศาสตราเทพหรือไม่?”
“พอได้ยินมาบ้าง เป็นอาวุธวิเศษที่แข็งแกร่งสูงสุดในภพเซียน” เจียงผิงอันไม่ได้สนใจเรื่องไกลตัวเหล่านี้มากนัก แต่เคยได้ยินผู้อาวุโสอวิ๋นเหยาพูดว่าอาวุธวิเศษระดับสูงสุดของภพเซียนคือศาสตราเทพ
“ถูกต้อง ศาสตราเทพคืออาวุธวิเศษอันแข็งแกร่งสูงสุดของภพเซียน มีเพียงสามในโลกหล้าและล้วนสร้างโดยตระกูลอวิ๋น ตระกูลนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งในโลกา แต่ข้าหารู้ไม่ว่าตระกูลอวิ๋นไปล่วงเกินผู้ใดไว้ จึงนำสู่ความพินาศของตระกูลอวิ๋น ศาสตราเทพสองชิ้นระเบิดแหลก อีกหนึ่งสูญหายไป”
เมื่อได้ยินวาทะของอวี๋ซู่ เจียงผิงอันพลันคาดเดาอะไรได้ สีหน้าเฉยชาของเขาแปรเปลี่ยนไป “เจ้ารู้ที่อยู่ของศาสตราเทพหรือ!”
หากได้สมบัติเช่นนี้มา ก็นับเป็นเงินตรามหาศาล
“ข้ารู้ที่อยู่ของเศษศาสตราเทพ” อวี๋ซู่กล่าว
สีหน้าของเจียงผิงอันคืนสู่ปกติทันที ที่แท้ก็แค่เศษศาสตราเทพ
เมื่อเห็นเจียงผิงอันเสียความตื่นเต้นเมื่อครู่ไป อวี๋ซู่ก็รีบพูดขึ้น “อย่าได้ประมาทเศษศาสตราเทพ เศษศาสตราเทพมีพลังกฎเต๋าเซียนแข็งแกร่งมากนะ!”
“หากได้มันมาแล้วใช้ให้ดี เจ้าก็ฆ่าเซียนปฐพีได้ง่าย ๆ เลย! กระทั่งทำร้ายยอดฝีมือเหนือขอบเขตเซียนสวรรค์จนสาหัสยังทำได้!”
เจียงผิงอันยังคงไม่สนใจ แม้เศษศาสตราเทพจะยังบรรจุกฎเกณฑ์แข็งแกร่ง ทำร้ายเซียนระดับสูงได้จริง ๆ
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เซียนระดับสูงจะไม่ให้โอกาสทำร้ายน่ะสิ
ของเช่นนี้ก็เหมือนอำนาจกาลเวลา เผยได้แค่เพียงหน หากใช้มากไปก็จะถูกรับมือได้ง่าย ๆ
เศษศาสตราเทพเป็นของดีก็จริง หากหาพบได้ง่าย ๆ เก็บไว้ก็ไม่แย่
แต่หากมันมิได้มาง่าย ๆ ก็มิต้องไปลำบากมองหามัน เขาเพิ่งบรรลุเป็นเซียน ยังทำความเข้าใจกฎเกณฑ์มิได้เท่าไหร่ จึงไม่อยากเสียเวลา
“แค่นั้นหรือที่เจ้าว่าความลับใหญ่?” เจียงผิงอันผิดหวังยิ่ง “เจ้าตายได้แล้ว”
อวี๋ซู่ขวัญผวา รีบพูดขึ้นว่า “เศษศาสตราเทพอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานของข้า!”
“เจ้าน่าจะเป็นคนของสำนักเซียนอวี่หวง หากสำนักเซียนเทียนหลานใช้เศษศาสตราเทพนี้กับสำนักเซียนอวี่หวงของเจ้า ยอดฝีมือในสำนักเซียนอวี่หวงของเจ้าแย่แน่ ข้าช่วยเจ้านำเศษศาสตราเทพนี้ไปได้!”
“เช่นนี้ มิเพียงเจ้าจะลดภัยลงได้หนึ่งอย่าง ยังจะได้อาวุธวิเศษเพิ่มมาอีกชิ้น!”
เจียงผิงอันครุ่นคิด มิคาดว่าสำนักเซียนเทียนหลานจะได้เศษศาสตราเทพไป เป็นภัยคุกคามต่อคนในสำนักเซียนอวี่หวงจริงแท้
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงของอวิ๋นเหยาก็ดังขึ้นในหัว
“หากมีโอกาส พยายามนำเศษศาสตราเทพกลับมา แม้จะเป็นแค่เศษเสี้ยว ก็ยังเป็นสมบัติเลิศล้ำและมีประโยชน์ยิ่งสำหรับเจ้า ใช้เป็นอาวุธยังได้”
“ด้วยขอบเขตปัจจุบันของเจ้า การใช้อาวุธวิเศษเหนือระดับเซียนปฐพีนั้นยาก แต่เศษซากเช่นนี้ไม่เหมือนกัน หามีข้อจำกัดขอบเขตไม่ และยังสร้างความเสียหายมหาศาล เพิ่มพลังต่อสู้ของเจ้าได้มากเลย”
“แน่นอน นี่คือมองจากมุมเจ้า ข้าก็มีเจตนาเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน อาวุธวิเศษศาสตราเทพนี้สร้างโดยญาติผู้ใหญ่ตระกูลข้า ถึงมันจะเหลือเพียงซาก ข้าก็ไม่อยากให้มันมากระจายอยู่ข้างนอก”
อวิ๋นเหยาเป็นสมาชิกตระกูลอวิ๋น อดีตตระกูลนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่ง ของของตระกูลนางมากระจายอยู่ข้างนอก ย่อมเป็นสิ่งที่นางยอมรับไม่ได้และอยากทวงคืน
เจียงผิงอันพยักหน้า เข้าใจอารมณ์ของอวิ๋นเหยาในยามนี้
ผู้อาวุโสอวิ๋นเหยาช่วยเขามากนัก ยามนี้อีกฝ่ายมีกังวล เขาย่อมอยากช่วยเหลือ
นอกจากนั้น การได้เศษศาสตราเทพมาก็ช่วยเขาได้จริง ๆ
เจียงผิงอันถามอวี๋ซู่ต่อไป “จะได้เศษศาสตราเทพนี้มาได้เช่นไร?”
อวี๋ซู่เห็นอีกฝ่ายหวั่นไหวก็ถอนหายใจโล่งอก “เศษศาสตราเทพอยู่ที่ยอดเขาหลอมศาสตราของสำนักเซียนเทียนหลาน ข้าเป็นสหายกับผู้อาวุโสที่นั่น เจ้าทำทีเป็นถูกข้าชิงร่าง แล้วข้าจะหาโอกาสยืมเศษศาสตราเทพนี้ให้”
“ไว้เจ้าได้เศษศาสตราเทพแล้วปล่อยข้าไป ข้าจะหักหลังสำนักเซียนเทียนหลาน พอข้าอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานต่อมิได้ ข้าก็จะมิใช่ศัตรูของสำนักเซียนอวี่หวงอีก นอกจากนั้น เจ้าบรรลุเซียนแล้ว ข้าก็ทำอะไรเจ้ามิได้แล้วด้วย”
ขณะที่อวี๋ซู่ทำทีอ่อนแอ ในใจเขาก็วางแผนแล้ว พอเจียงผิงอันพาเขากลับสำนักเซียนเทียนหลาน เขาจะขอให้คนอื่นช่วยทำลายจิตเจียงผิงอัน ยึดร่างนี้ทันที
อวี๋ซู่ลอบปรีดาในใจ ทว่าจู่ ๆ วิญญาณก็เผชิญแรงกดดันรุนแรงจนสีหน้าเปลี่ยน
“เจียงผิงอัน! เจ้าทำอะไรเนี่ย! หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าก็จะไม่ได้เศษศาสตราเทพนี่นะ!”
“แค่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนก็พอแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องที่เหลือหรอก”
เจียงผิงอันเคลื่อนจำนง วิญญาณของอวี๋ซู่ระเบิดเละทันที
เจียงผิงอันใช้ชีวิตได้นานเพียงนี้ เขายึดหลักการมิทิ้งปัญหาให้อนาคตอยู่เสมอ วาทะของศัตรูนั้นเชื่อได้เพียงสามส่วนแต่ไหนแต่ไร
ใครจะรู้ว่าพอพาเจ้านี่กลับสำนักเซียนเทียนหลาน เขาจะมีหนทางพิเศษในการติดต่อยอดฝีมือในสำนักเซียนเทียนหลานหรือไม่ ทำเช่นนั้นมิเท่ากับพาตัวเองไปติดกับหรือ?
เจียงผิงอันมาถึงแท่นศิลาในโถงตำหนักทันที บนนั้นมีป้ายทองป้ายหนึ่งอยู่
“สิ่งนี้สินะที่รักษาวิญญาณเจ้า เป็นสมบัติไม่เลวเลย”
เจียงผิงอันยกป้ายสีทองขึ้น ส่งพลังวิญญาณเข้าไปลบเสี้ยววิญญาณของอวี๋ซู่ซึ่งซ่อนอยู่ในนั้น
อวี๋ซู่มิคาดว่าเจียงผิงอันจะหาเขาเจอ แผดเสียงออกมาอย่างเดือดดาล “สารเลวสมควรตาย! ขอสาปแช่งให้ไม่ตายดี!”
“ข้าไม่รู้หรอกว่าจะตายเช่นไร แต่เจ้าไม่มีทางตายสบายแน่นอน”
เจียงผิงอันใช้วิชาลับจิตวิญญาณ ‘สังสารวัฏ’ ให้อีกฝ่ายตายท่ามกลางความทรงจำอันเจ็บปวดที่สุด
หลังจัดการศัตรูได้ เจียงผิงอันก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เก็บป้ายวิญญาณสีทองนี้ไปแล้วรวบรวมทรัพยากรที่หลงเหลือจากเซียนผู้นี้ในโถงตำหนัก
ยามนี้เจียงผิงอันบรรลุเซียนแล้ว ต้องการทรัพยากรเพื่อฝึกฝนเพิ่มเติม หากมีทรัพยากรที่ใด เขาก็ต้องพยายามรวบรวมมา
วิธีการฝึกฝนของเซียนนั้นแตกต่างจากสามัญชนยิ่ง
จากนี้ไป จะไม่มีระบบการฝึกฝนอันตายตัวแล้ว มีเพียงฝึกฝนแบบตัวใครตัวมัน
บ้างบรรลุเต๋าจากการฆ่า บ้างใช้การหลอมโอสถตีอาวุธ บ้างบรรลุโดยการทำอาหาร… ผู้ใดก็สร้างวิธีฝึกฝนของตนเองได้ พัฒนาได้หลายทางไปหมด
มหาเต๋ามากมี แต่ละเส้นทางล้วนเป็นเอกลักษณ์แตกต่าง ปวงชนล้วนมีศักยภาพสร้างตำนานของตน
ทว่าโดยภาพรวม การที่เซียนจะพัฒนาต่อได้มากน้อยล้วนขึ้นกับดวงดาวรอบพฤกษาเซียนในกายตน
ดวงดาวเหล่านี้สะท้อนรับกับกฎเต๋าเซียน บรรจุพลังเต๋าเซียน หล่อเลี้ยงดารา ก่อเกิดเส้นทางเซียนของตนเอง ยิ่งดวงดาวมีจำนวนมาก ยิ่งเกิดเป็นเส้นทางเซียนอันแข็งแกร่ง
ดวงดาวน้อยกว่าสาม เรียกว่าศักยภาพเซียนมนุษย์ โอกาสบรรลุเป็นเซียนปฐพีน้อยนิดริบหรี่
สี่ถึงห้าดารา มีโอกาสบรรลุเป็นเซียนปฐพี
หกถึงเก้าดารา มีโอกาสบรรลุถึงเซียนสวรรค์
พรสวรรค์ของเซียนในภพเซียนโดยภาพรวมตัดสินกันโดยจำนวนดารา และเซียนสวรรค์ก็คือเพดานการเติบโตสูงสุดของเซียนทั่วไป
ส่วนเซียนแท้ เซียนลึกล้ำและจินเซียนซึ่งแข็งแกร่งกว่านั้น… ต้องใช้พรสวรรค์สูงยิ่งกว่า เซียนผู้มาถึงขอบเขตนี้ได้ล้วนมากพรสวรรค์ ไม่ก็วาสนาเลิศล้ำเย้ยสวรรค์
หากคิดหล่อเลี้ยงดวงดาวให้ดี ก็ต้องสั่งสมทรัพยากรมหาศาล ต่อให้พรสวรรค์สูงส่ง หากไร้ทรัพยากรก็ยังยากพัฒนา
เซียนมากมายกระทั่งต้องใช้เวลาเป็นพันเป็นหมื่นปี กว่าจะหล่อเลี้ยงดาราได้สักดวง
เจียงผิงอันมองดวงดาวทั้งร้อยแปดดวงในกายแล้วถอนใจ “ดวงดาวเยอะเช่นนี้ ข้าจะพัฒนาได้เช่นไร กลืนกินสำนักเซียนอวี่หวงทั้งสำนักยังอาจมิสามารถบรรลุเงื่อนไขทะลวงขอบเขตได้เลย”
อวิ๋นเหยา “…”
เด็กนี่จู่ ๆ ก็พล่ามอะไร อวดฤทธิ์ข่มกันหรือ?
จำนวนดาวในตัวเด็กนี่สูงกว่าพรสวรรค์เซียนสวรรค์เก้าดาราสิบสองเท่าตัว ยังมีอะไรให้บ่นอีก?
แต่เด็กนี่ก็ยากพัฒนาความแข็งแกร่งได้จริง ๆ แหละ
แม้จำนวนดาวจะบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของพรสวรรค์ แต่ก็หมายความเช่นกันว่าจำนวนทรัพยากรที่ต้องใช้สูงจนน่าขนลุก
“เรียกข้าเป็นแม่บุญธรรม แล้วข้าจะบอกเจ้าว่าคลังสมบัติลับของตระกูลอวิ๋นอยู่ที่ไหน ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ เจ้าก็มิต้องห่วงเลยเรื่องขาดทรัพยากร อยู่เฉย ๆ ก็ยังได้”
อวิ๋นเหยาพลันปริปาก