หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 856 การปะทะกันจากหลายกองกำลัง
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ มีวิกฤตการณ์เกิดขึ้นในสุสานมังกรหลายครั้ง และหากมีใครบังเอิญอยู่ที่นี่ก็จะถูกฝังรวมกับมังกรโบราณ
ทว่า!
โจวอี้กับพรรคพวกเข้าสุสานมังกรมาได้สองวันแล้วก็ยังไม่พบอันตรายแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่เห็นผู้ฝึกยุทธ์คนไหนที่เข้ามาถึงด้านในก่อนพวกเขา
ราวกับว่าอยู่ ๆ ทุกคนก็หายตัวไป
พวกเขายืนสำรวจด้านหน้าสุสานมังกรโบราณอยู่นาน แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ
“โจวอี้ สถานการณ์มันชักจะแปลก ๆ แล้วนะ” จ้านเฟิงนิ่วหน้าบอก
“แปลกตรงไหนเหรอครับ?” โจวอี้ถาม
“ที่นี่เป็นเขตแดนลับ น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บ้าง ถึงยังไงก็มีปราณวิญญาณฟ้าดินสูงขนาดนี้ คงเป็นสถานที่ของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา หรือกระทั่งสัตว์ประหลาดที่ไม่มีความคิด” จ้านเฟิงกวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างระแวดระวัง “แต่ว่าเราเข้ามาที่นี่ได้สองวันแล้ว กลับยังไม่เจอสัตว์สักตัว แม้แต่ยุงก็ไม่มี”
คำทักท้วงของเขาทำให้ทุกคนหวั่นใจ
ใช่แล้ว!
นอกจากหลุมศพและต้นไม้ที่ขึ้นกระจัดกระจายไปทั่วก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นโจวอี้ก็ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองผู้อาวุโสทั้งสี่จากตำหนักเทียนจีเก่าแล้วถามว่า “ผู้อาวุโสครับ พวกคุณมาจากตำหนักเทียนจีเก่ากัน น่าจะมีญาณหยั่งรู้ใช่ไหมครับ พอจะทำนายการเดินทางของเราได้ไหมครับ?”
“เราไม่มีญาณหยั่งรู้หรอก” ดาบดาราหนึ่งตอบพลางส่ายหน้า
“ไม่มีเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว เราไม่มีหรอก เรามีชีวิตอยู่เพื่อสองสิ่งเท่านั้นแหละ หนึ่งคือฝึกยุทธ์ สองคือคุ้มกันค่ายกลของเทียนจี ไม่ได้เรียนหรือมีคุณสมบัติจะเรียนทักษะญาณหยั่งรู้หรอก” ดาบดาราหนึ่งอธิบาย
โจวอี้ถึงกับพูดไม่ออก
เขารู้สึกว่าผู้อาวุโสทั้งสี่คนนี้ใช้ชีวิตเหมือนจ้านหลิงอวิ๋น นอกจากฝึกยุทธ์ คุ้มกันโลกตงเทียน สู้กับเผ่าต่างดาวแล้ว ชีวิตก็ไร้รสชาติอื่นใด
“ไปต่อลึกกว่านี้กันครับ!” โจวอี้บอก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
ทั้งพวกเขาเจ็ดคนก็ได้พบกับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ ทว่าคนเหล่านั้นกลับกลายเป็นศพไปแล้วทั้งสี่ศพ
“คนจากสำนักบู๊ตึ๊งนี่” จ้านเฟิงตรวจดูศพทั้งสี่แล้วเอ่ยเสียงเบา “พวกเขาถูกฆ่าตายด้วยอาวุธแหลม มีร่องรอยการต่อสู้อยู่ คงมีคนดักซุ่มอยู่ที่นี่และปล้นทุกอย่างไปจากพวกเขา”
“ฆ่าแล้วปล้นเหรอครับ?” โจวอี้นิ่วหน้าถาม
“น่าจะเป็นอย่างนั้น!”
“ที่ท่านอาพูดมาก็น่าจะจริงนะครับ หลังจากเข้ามาที่นี่ สิ่งแรกที่ต้องระวังก็คือคน แล้วค่อยไประวังอันตรายจากสุสานมังกร ทุกคนระวังตัวกันไว้นะครับ ในเมื่อฆาตกรกล้าฆ่าคนจากสำนักบู๊ตึ๊ง ก็แปลว่าคงมีจำนวนคนเยอะและแข็งแกร่งมาก”
“อืม!”
ทุกคนพยักหน้า
แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าคนที่อยู่ที่นี่อย่างมากก็มีเพียงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ ทว่าความต่างระหว่างขั้นสูงต้นและขั้นสุดท้ายของระดับนี้ก็มีมากเช่นกัน
คนที่อยู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์บางคนฝึกมานับร้อยปีแต่ก็ยังไม่ก้าวหน้า ทว่าวิชาที่สั่งสมมาเป็นร้อยปีก็ทำให้เชี่ยวชาญและมีทักษะการฆ่าที่ประมาทไม่ได้
ทั้งเจ็ดคนเดินหน้าอีกครั้ง
ในที่สุดพวกเขาก็เห็นภูเขาหลังจากผ่านมาได้หลายร้อยกิโลเมตร
ภูเขาสูงชันเป็นพันกิโลเมตร
มังกรดำตัวโตนอนอยู่บนพื้นโดยมีหินสีดำขึ้นเต็มไปหมดจนคล้ายเกล็ดมังกรสีดำ
โจวอี้สังเกตมังกรดำตรงหน้าและเห็นว่ามีเสาหินสีดำอยู่บนหัวมัน ดูคล้ายกับดาบที่เสียบทะลุศีรษะของมันลงมา
ทันใดนั้นสายตาก็จ้องเขม็ง
เขาเห็นจุดสีดำขยับไปมาเหนือหินตรงหน้า
กล้องส่องทางไกลชั้นดีปรากฏในมือเขาในทันใด เขาเห็นว่าจุดดำพวกนั้นคือผู้แข็งแกร่งที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือด รวมแล้วทั้งหมดสิบกว่าคน
หลังจากนั้นไม่นาน โจวอี้ได้ยื่นกล้องส่องทางไกลให้จ้านเฟิงและบอกพร้อมรอยยิ้มเจื่อน “ถ้าเราไม่อ้อมไปก็คงต้องรอให้พวกเขาเสร็จกันก่อนครับถึงจะไปต่อได้ แต่ผมคิดว่าเดินอ้อมดีกว่า”
“โจวอี้ ในบรรดาคนที่กำลังสู้กันอยู่น่ะ มีใครบางคนที่ฉันคิดว่านายน่าจะรู้จักอยู่ด้วยนะ ก่อนเราเข้ามาที่นี่ เขายังมาทักทายนายและเรียกว่าพี่ใหญ่ตั้งสามครั้งแหนะ” อีกฝ่ายบอก
เรียกว่าพี่ใหญ่สามครั้งหรือ?
โจวอี้หยิบกล้องส่องทางไกลมาจ้องคนเหล่านั้น
ในที่สุดเขาก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
เลี่ยหยงป้าจากสำนักดาบซูซัน
เจ้าคนอวดดีที่เจอกันครั้งแรกก็หัวแข็งและไร้มารยาท ทว่าตอนนี้กลับดูเหมือนหมีสภาพร่อแร่ราวกับจะถูกฆ่าตายได้ทุกเมื่อ
โจวอี้อดเยาะเย้ยอีกฝ่ายในใจไม่ได้ ทว่าเจ้าตัวสามารถขึ้นไปสู้บนเขาได้และรอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็น่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นต้น
ไปช่วยดีไหมนะ?
ทว่าเขาไม่มั่นใจว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร หากทะเล่อทะล่าเข้าไปคงได้เดือดร้อนโดยใช่เหตุ
โจวอี้ครุ่นคิดและไม่นานก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น
“ไปที่นั่นกันครับ ไม่ว่าสองฝ่ายนั้นจะเป็นใคร ถ้าเราไปแทรกก็คงจะดีที่สุด ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามไป” โจวอี้เอ่ยเสียงเบา
“อืม!”
ทั้งหกคนพยักหน้ารับทันที
พวกเขาไม่กล้ากังขาในการตัดสินใจของโจวอี้ เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นจ้านเฟิง เกาหาน หรือผู้อาวุโสจากตำหนักเทียนจีเก่าก็ไม่ค่อยได้ออกจากสำนักตนเอง ทำให้ไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ด้านนอก ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโจวอี้ พวกเขามีหน้าที่เพียงรักษาความปลอดภัยและต่อสู้เท่านั้น
บนหินดำ
เลี่ยหยงป้าอยู่ในสภาพเลือดท่วมตัวและดูน่าสมเพช
หากไม่ใช่เพราะพ่อให้เสื้อคลุมคุ้มกันมาก่อนที่จะเข้ามาที่นี่ ป่านนี้เขาก็คงตายไปนานแล้ว ถึงกระนั้นตอนนี้เสื้อคลุมก็ขาดวิ่นไปหมด หากสู้ต่อไปคงเอาชีวิตไม่รอด
ทว่าเขารู้ว่าตัวเองไม่อาจถอยได้
สมาชิกจากสำนักดาบซูซันร่วมมือกับสำนักสดับลม แต่กลับถูกนิกายอสูรดำและนิกายอเวจีโลหิตมาแย่งสมบัติและฆ่าพรรคพวกไป ถ้าเขาหนีตอนนี้ สำนักดายซูซันคงเป็นที่อับอายขายหน้าและทำให้เขาไม่กล้าสู้หน้าใครไปตลอดชีวิต
“อื้อหือ…”
“น่าสนใจดีนี่ นิกายอสูรดำกับนิกายอเวจีโลหิตที่เพิ่งชุบตัวมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกผู้ฝึกยุทธ์กลับฆ่าคนจากสำนักดาบซูซันกับสำนักสดับลม พันธมิตรสวรรค์อย่างเราจะไม่มายุ่งได้ยังไง”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ผู้ฝึกยุทธ์ในชุดดำกว่าสิบคนพุ่งตัวมาจากระยะไกล เพียงไม่กี่อึดใจก็มาปรากฏตัวใกล้กับบริเวณที่มีการสู้กัน
ชายแก่ที่ถักผมเปียและอยู่ในเสื้อคลุมขึ้นมาถึงคอหัวเราะและพูดว่า “ลี่ไห่รุ่ย กระดูกขึ้นสนิมแล้วหรือไง ฆ่าคนด้วยวิธีไม่ได้เรื่องแบบนั้นได้ยังไงกัน อยากให้พวกเราพันธมิตรสวรรค์ช่วยไหม?”
“ผู้อาวุโสเฮยเฉอ อย่าใจดำสิ ไอ้สวะจากสำนักดาบซูซันกับสำนักสดับลมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย ถ้าคนจากพันธมิตรสวรรค์อยากจะลงมือก็จ่ายมาหมื่นแก่นวิญญาณ!” ลี่ไห่รุ่ยจากนิกายอสูรดำตะโกนบอก
“หมื่นแก่นวิญญาณเนี่ยนะ โห ขอยึดกิจการนี้ได้ไหมเนี่ย” ผู้อาวุโสเฮยเฉอหัวเราะแล้วตะโกนว่า “ฆ่าคนจากสำนักดาบซูซันกับสำนักสดับลมให้หมด!… เอ๊ะ มีคนมาอีกแล้วนี่!”
ทันใดนั้น แรงจู่โจมจากรอบด้านในสนามประลองก็อ่อนกำลังลงจนถึงขั้นต้องแยกออกจากกัน
พวกเขาหันขวับมองไปในระยะไกลทันที