หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 890 อาสะใภ้ชุนเหมย
โจวอี้อุ้มลูกชายที่กำลังหลับอยู่พลางพลิกเอกสารปึกหนาอ่านดูข้อมูล
เขารู้สึกว่าโชคชะตาช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์
บริษัทที่หวงเหวินเหวิน ลูกพี่ลูกน้องของเขาทำงานอยู่เป็นบริษัทในเครือของบริษัทธุรกิจเสื้อผ้าที่อู๋ซินเยว่บริหารอยู่ และลูกพี่ลูกน้องอีกคนอย่างหลินเสี่ยวเสียนก็ทำงานในบริษัทนี้เช่นกัน
มันมีข้อมูลระบุเอาไว้
หลินเสี่ยวเสียนเป็นผู้อำนวยการแผนกออกแบบ ขณะที่หวงเหวินเหวินเป็นนักออกแบบที่เพิ่งทำงานมาได้หนึ่งปี พวกเธอบังเอิญเป็นเจ้านายลูกน้องกัน
“คุณตาของผมได้มาที่นี่ไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“มาค่ะ แวะมาสองชั่วโมงแล้วก็กลับไป บอกว่าจะไปเตรียมการบางอย่าง” อู๋ซินเยว่ตอบ
“อืม!” โจวอี้พยักหน้ารับ
“คุณจะไปเจอพวกเธอหรือเปล่า?” เธอถาม
“ไปสิครับ”
โจวอี้ไม่เพียงแต่จะต้องไปหาพวกเธอเท่านั้น แต่ยังต้องไปพบใครอีกคนด้วย
บ่ายสอง ณ ห้างสรรพสินค้าเพิร์ล
บริเวณแผนกเสื้อผ้าสตรีภายในร้านเสื้อผ้าหรูบนชั้นหก หวงชุนเหมยกำลังแนะนำเสื้อผ้าให้กับลูกค้า ทันใดนั้นก็เห็นใครบางคนเดินมา ครั้นหันไปมอง แววตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
ผู้มาเยือนคือชายหนุ่มคนหนึ่ง
เขาหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างดี อยู่ในเสื้อผ้าที่ออกแบบมาอย่างประณีต และสวมนาฬิกาแพงระยับ
‘เป็นคนมีฐานะนี่’
หวงชุนเหมยชอบลูกค้าแบบนี้ ชายหนุ่มที่มาคนเดียวมักมาซื้อเสื้อผ้าให้แฟนสาวหรือไม่ก็ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน จึงมักทุ่มเงินไม่อั้น
เธอถือโอกาสหยิบเสื้อผ้าให้ลูกค้าตรงหน้าเข้าไปลองในห้องลองชุด ก่อนจะหันมาถามชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้มว่า “คุณคะ มาหาซื้อเสื้อผ้าให้แฟนเหรอคะ?”
“ผมไม่ได้มาซื้อเสื้อผ้าครับ” โจวอี้ส่ายหน้า
“งั้นคุณ…”
“ผมอยากซื้อร้านนี้ครับ” โจวอี้บอกเสียงเรียบ
“ซื้อ… ซื้อร้านนี้เหรอคะ?” หวงชุนเหมยงุนงง เธอทำงานที่นี่มาหกเจ็ดปีแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่เจอลูกค้าที่แปลกประหลาดแบบนี้
“ใช่ครับ ซื้อร้านนี้เป็นของขวัญให้ใครบางคน” โจวอี้หัวเราะ
“เรื่องนี้… ฉันต้องแจ้งเจ้านายค่ะ คุณ…”
“ผมรอได้ครับ” โจวอี้เอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะคะ” เธอที่มีตำแหน่งผู้จัดการร้านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปโทรบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเจ้านาย
สิบนาทีต่อมา
หญิงวัยกลางคนในชุดทันสมัยพร้อมเครื่องประดับเงินและทองเดินถือกระเป๋าเข้ามาจากด้านนอก
เมื่อหวงชุนเหมยเห็นอีกฝ่ายก็รีบทักทายอย่างนอบน้อม ก่อนจะชี้ไปยังโจวอี้ที่นั่งอยู่ไม่ไกล “เจ้านายคะ ลูกค้าท่านนั้นบอกว่าจะขอซื้อร้านค่ะ”
“หวงชุนเหมย เบื่อจะทำงานที่นี่แล้วเหรอ? ถ้าไม่อยากทำก็แค่ลาออกไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแกล้งฉันด้วยลูกไม้พวกนี้เลย ซื้อร้านงั้นเหรอ ฉันว่ามาป่วนกันมากกว่า” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยด้วยท่าทีตั้งแง่
“เจ้านายคะ ฉัน…”
“ช่างเถอะ อยู่เฉย ๆ ไปซะ” อีกฝ่ายพูดจบก็เดินตรงไปหาโจวอี้และถามด้วยอคติ “คุณเป็นคนที่บอกว่าอยากจะซื้อร้านใช่ไหมคะ?”
“ครับ ขายหรือเปล่าครับ?” โจวอี้ลุกขึ้นขณะถาม
“ขายอยู่แล้วค่ะ อยู่ที่ว่าคุณจะมีปัญญาซื้อหรือเปล่า” เธอถามกลับอย่างเฉยเมย
“เสนอราคามาสิครับ”
“เหอะ ก็ได้ค่ะ! ถ้าคุณอยากซื้อละก็ ร้านขนาดสองร้อยตารางเมตร รวมกับเสื้อผ้าทั้งหมดในร้าน รวมแล้วราคาสาม… ไม่สิ สี่สิบล้านหยวนค่ะ” เธอโก่งราคาไปมาก
“เอาเลขบัญชีมาเลยครับ” โจวอี้บอกอย่างใจเย็น
“หมายความว่ายังไงนะคะ? คุณ… จะซื้อจริงเหรอคะ?” เธอชะงัก
“ซื้อครับ!”
หวงชุนเหมยที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำตอบเขาแล้วก็ตกตะลึงไป
เธอไม่คิดว่าชายหนุ่มคนนี้จะต้องการซื้อร้านนี้จริง ๆ
ทว่าร้านนี้และเสื้อผ้าทั้งหมดมีมูลค่ารวมกันไม่ถึงยี่สิบล้านหยวนด้วยซ้ำ แต่เจ้าของร้านกลับโก่งราคาไปถึงสี่สิบล้านหยวน และเขาเองก็ยอมตกลงซื้อโดยไม่ลังเล
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
เขาเสียสติไปแล้วหรือ?
หรือว่าเขาจะมีเงินมหาศาลจนผลาญไม่หมด
“พ่อหนุ่ม ล้อเล่นกันหรือเปล่า? ถ้าอยากหาคนแกล้งเอาสนุกก็อย่ามาหาฉัน!” หญิงสาวเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์
เธอรู้สึกว่าเขาแค่กลั่นแกล้งเธอ
ไม่อย่างนั้นคงไม่โง่เง่าเกินไปก็สามารถต่อรองราคาได้เป็นเท่าตัว
และที่เธอเสนอราคาสูงตั้งแต่แรกก็เพราะเตรียมที่จะถูกอีกฝ่ายต่อราคา ทว่าเขากลับไม่ต่อราคาแม้แต่น้อย นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย
“ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะมาล้อเล่นกับคุณด้วย คุณให้คำตอบผมมาเดี๋ยวนี้ว่าจะขายร้านหรือเปล่า ถ้าขายก็ส่งเลขบัญชีมา ผมจะโอนเงินให้คุณเดี๋ยวนี้เลย จากนั้นจะให้คนมาทำจัดการเอกสารสัญญาเพื่อถ่ายโอนทรัพย์สิน ถ้าไม่ขายผมจะได้ไปถามร้านอื่น” โจวอี้บอกเสียงเรียบ
“ขายค่ะ!”
เธอพูดจบก็บอกเลขบัญชีของตนเองกับโจวอี้
จากนั้นเธอกับหวงชุนเหมย รวมถึงพนักงานขายอีกห้าคนในร้าน รวมถึงลูกค้าเป็นสิบคนที่กำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าอยู่ต่างจ้องโจวอี้ตาค้าง คล้ายกับพยายามดูว่าเขาโอนเงินมาให้จริงหรือไม่
ไม่นานหลังจากนั้น
เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์ของเจ้าของร้านก็ดังขึ้น
เมื่อเธอเห็นข้อความจากธนาคารก็อ่านทวนไปมาหลายครั้ง ในที่สุดก็มั่นใจว่าเงินสี่สิบล้านหยวนถูกโอนเข้าบัญชีเธอจริง ๆ
“คุณ…” เธอตะลึงงัน ถึงกับมองหน้าโจวอี้อย่างพูดไม่ออก
โจวอี้บอกด้วยท่าทีเรียบเฉย “ต่อไปนี้ร้านนี้เป็นของผมแล้วใช่ไหมครับ?”
“ค่ะ!” เธอพยักหน้ารับ
“ดีครับ!”
โจวอี้หันไปมองหวงชุนเหมยและพูดว่า “ผมยกร้านนี้ให้คุณครับ ไปเซ็นสัญญากับเธอแล้วดำเนินการถ่ายโอนร้านให้เรียบร้อยนะครับ แต่ก่อนหน้านั้นคุณพอจะมีเวลาคุยกับผมสักครู่ไหมครับ?”
“อะไรนะคะ…”
หวงชุนเหมยงุนงง
เธอไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองจนต้องหยิกต้นขาตนเอง ความเจ็บบ่งบอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้ฝันไป สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
แต่ทำไมกันล่ะ?
เธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชายหนุ่มคนนี้ ทำไมเขาถึงได้ยกร้านที่แพงขนาดนี้ให้เธอ?
“เราคุยกันเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ?” โจวอี้ถามย้ำ
“คะ? ได้ค่ะ…ได้เลย คุยกันค่ะ…” เธอกลืนน้ำลายก่อนจะรีบพยักหน้าให้
“งั้นรบกวนทุกคนออกไปสักครู่นะครับ” โจวอี้บอก
หญิงสาวมองหวงชุนเหมยด้วยท่าทีที่ผิดไปจากก่อนหน้านี้ เธอไม่รู้ว่าหวงชุนเหมยไปดวงดีมาจากไหน แต่การขายร้านนี้ได้มากกว่ายี่สิบล้านหยวนทำให้เธอมองโจวอี้ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นพระเจ้า
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเป็นคนเสนอตัวพาพนักงานขายและลูกค้าออกไปจากร้านให้
“คุณคือ…” หวงชุนเหมยละล้าละลังถาม
เธอชอบเงิน…ชอบมากกว่าที่คนปกติชอบกัน
เนื่องจากต้องการเงินไปหาเลี้ยงครอบครัว ต้องการเงินเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอกับลูกสาวสบายขึ้นบ้าง
ดังนั้นเธอจึงหวังเสมอว่าจะมีขนมเปี๊ยะร่วงหล่นมาจากฟ้า[1] ทว่าเธอไม่อยากจะเชื่อว่าวันหนึ่งจะมีขนมชิ้นโตหล่นลงมากระแทกศีรษะตนเองขนาดนี้
ว่ากันว่าคนทำดีย่อมหวังผล
เธอรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้แปลกไปหมด เขาต้องมีเจตนาแอบแฝงที่ทำแบบนี้แน่นอน
“อาสะใภ้ชุนเหมย หลายปีมานี้คุณลำบากตรากตรำทำงานหนักมาตลอด” โจวอี้บอกพลางมองเธอที่มีท่าทีระแวง
[1] ขนมเปี๊ยะร่วงหล่นมาจากฟ้า หมายถึง สิ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องลงทุนหรือทำอะไร