เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 46 เป่าจูจูสะดุ้งโหยง
ณ สวนทิงหลาน
หมอจับชีพจรเมิ่งเชียนเชียนเสร็จก็ส่ายหน้า พร้อมกับพรูลมหายใจยาวเหยียด
เขามายังอีกห้องที่อยู่ติดกัน
ลู่หยวนนั่งดื่มชาอยู่บนเก้าอี้
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง เห็นหมอเดินมาก็ถามเขาว่า “หมอจาง เป็นอย่างไรบ้าง”
หมอประสานมืออย่างจนปัญญา “ขออภัยที่ข้าไร้สามารถ”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรขมวดคิ้ว “สาหัสเพียงนั้นเชียวหรือ”
ลู่หยวนเอ่ยนิ่งๆ ว่า “พ่อบ้านเฉิน ไปส่งหมอจางที”
พ่อบ้านเฉินที่อยู่หน้าประตูเดินเข้ามาด้านใน หิ้วล่วมยาของหมอจางขึ้นมา แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ท่านหมอจาง เชิญขอรับ”
หมอจางคำนับให้ลู่หยวน ก่อนหันหลังออกไป
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรสีหน้าเหลือเชื่อ “ไม่สิ…เหตุใดแค่…นี่…เฮ้อ! คุกเข่าแค่ครู่เดียว…มีสภาพเช่นนี้เลยรึ”
เขาไม่รู้ว่าควรมีความเสียใจมากขึ้นหน่อย หรือมีความตกตะลึงมากขึ้นดี
“ใต้เท้า ไม่สู้…ข้าไปเชิญหมอหลวงมาดีหรือไม่”
อันที่จริงฝีมือการแพทย์ของหมอจางใช่ว่าด้อยกว่าหมอหลวง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีสิทธิ์มารักษาที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงหรอก
ทว่า หมอแต่ละคนล้วนมีความถนัดเฉพาะตัว และบางคนก็สืบทอดวิชาลับจากต้นตระกูล ใครจะรู้บางทีอาจจะรักษาลู่ฮูหยินหายก็ได้
ลู่หยวนกลับเอ่ยว่า “ชิงซวง”
ชิงซวงเร้นกายเข้ามาด้านใน คุกเข่ากับพื้นข้างหนึ่ง “ข้าน้อยอยู่นี่”
ลู่หยวนมองชาในอ้อมแขน “เจ้าไปหอหมื่นบุปผาที”
ชิงซวงขานรับ “เจ้าค่ะ!”
……
หิมะโปรยปรายอยู่ตลอดทั้งวัน มองไปทางใดมีแต่สีขาวโพลน
ถนนหนทางที่คักคักไม่ขาดสายในวันวาน กลับกลายเป็นเงียบเหงาซบเซา ยกเว้นหอหมื่นบุปผาอันสำมะเรเทเมา
เสียงเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่าและเสียงร้องรำทำเพลงลอยแว่วจากโถงใหญ่เข้าหู ลูกค้าเนืองแน่นไม่ขาดสาย
“ใครก็ได้ ตั้งวงน้ำชาให้คุณชายท่านนี้ที!”
แม่เล้าที่แต่งตัวจัดจ้านโบกพัดกลมไปมา ถือทองคำแท่งที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ ขึ้นไปบนชั้นสองด้วยรอยยิ้มเต็มแววตา
“ยิ่งหิมะตกหนักเท่าใด กิจการก็ยิ่งคึกคัก บุรุษหน้าเหม็นทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเป็นเช่นนี้!”
นางหุบยิ้มลง ผลักประตูห้องตัวเองเปิด เพิ่งจะเดินเข้ามา กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็พาดบนลำคอนาง
นางแววตาวูบไหว ค่อยๆ แย้มยิ้มออกมา ปลายนิ้วดันคมกระบี่ออก ก่อนหันกลับมามองแขกไม่ได้รับเชิญภายในห้อง “โอ๊ะ นี่จะทำอะไรหรือ”
ชิงซวงเอ่ย “ผู้บัญชาการใหญ่สั่งการมา เชิญประมุขหอหมื่นบุปผาไปจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง”
นางสะบัดแขนเสื้อ หันกลับไปอย่างไว้ท่า ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างมีจริต “หากข้าไม่ไปเล่า”
“เช่นนั้นก็ล่วงเกินแล้ว”
ชิงซวงสาวเท้ามาหยุดตรงหน้านาง มือข้างซ้ายไขว้สองนิ้วเข้าด้วยกัน สกัดจุดนางไว้ ขณะเดียวกันมือขวาก็ค่อยๆ เสียบกระบี่กลับเข้าไปในฝักที่เอวอย่างแม่นยำ! จากนั้นก็แบกคนขึ้นบ่า ทะลุหน้าต่างออกไป ก่อนทะยานเข้าสู่หิมะอันเงียบงันไร้เสียง
เมื่อนางถูกชิงซวงวางลงบนเก้าอี้ตรงหน้าลู่หยวน สีหน้าก็หงิกงอทันที!
ชิงซวงคลายจุดให้นาง
นางถลึงตาใส่ลู่หยวนอย่างแรง “ผู้บัญชาการใหญ่หมายความว่าอย่างไร”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “มิได้พบกันหลายวัน ประมุขเยี่ยนยังคงสบายดีเหมือนเดิมเลยนะ”
“ถุย!” เยี่ยนเหนียงจื่อถ่มน้ำลาย “อย่ามาทำเสแสร้งต่อหน้าข้า! ไม่กี่วันก่อนสุนัขรับใช้ของเจ้าเกือบจะสั่งปิดหอหมื่นบุปผาของข้า เรื่องนี้เจ้าจะไม่เอ่ยถึงสักคำเลยรึ”
ทว่าลู่หยวนโดนด่ากลับไม่ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เขายังคงยิ้มแย้มดุจลมวสันต์อันอบอุ่น “เพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น อีกอย่าง ข้าก็มิได้ปรักปรำหอหมื่นบุปผาเสียหน่อย ข้าไปจับนักฆ่าจริงๆ”
เยี่ยนเหนียงจื่อยิ้มเหน็บ “ทำไม ฟังจากน้ำเสียงเจ้าแล้ว ยังอยากให้ข้าต้องโทษซุกซ่อนสายลับอยู่รึ”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “เยี่ยนเหนียงจื่อกล่าวเกินไปแล้ว”
เยี่ยนเหนียงจื่อกลอกตา “เฮอะ!”
“วันนี้ที่เชิญเยี่ยนเหนียงจื่อมา…”
“ลักพาตัวข้ามาต่างหาก!”
เยี่ยนเหนียงจื่อเอ่ยแก้ให้อย่างไม่สบอารมณ์
ลู่หยวนยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาไม่ต่อปากต่อคำกับนาง แต่เอ่ยในสิ่งที่ควรพูดต่อ “ก็เพราะอยากจะขอให้เยี่ยนเหนียงจื่อช่วยรักษาคนผู้หนึ่ง”
“ไม่ช่วย!”
เยี่ยนเหนียงจื่อปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดสักนิด
ลู่หยวนแตะนิ้วบนโต๊ะ
ชิงซวงหยิบผ้าขาวที่อยู่ข้างมือเขาขึ้นมา ก่อนเดินไปยื่นให้ตรงหน้าเยี่ยนเหนียงจื่อ
บนผ้ามีเข็มเงินเล่มหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากเข็มเงินทั่วไป มันมีน้ำหนักกว่า ยาวกว่า และตรงด้ามก็เป็นเกลียวพิเศษ
เยี่ยนเหนียงจื่อแววตาวูบไหว “นี่มัน…”
ลู่หยวนเอ่ย “เยี่ยนเหนียงอยากได้สิบสามเข็มประตูผีของตระกูลฉู่มาโดยตลอดมิใช่หรือ ตอนนั้นฉู่ฮูหยินใช้มันสังหารสามีตนอย่างจอมพลฉู่ จากนั้นก็จุดไฟเผาทั้งตระกูลฉู่ ส่วนตัวเองกระโดดเข้ากองไฟหนีความผิด หลังจากนั้น สิบสามเข็มประตูผีก็ไร้ผู้สืบทอดอีกเลย”
เยี่ยนเหนียงจื่อมองลู่หยวนด้วยความสงสัย “คนที่เจ้าจะให้ข้าช่วย…เกี่ยวข้องกับสิบสามเข็มประตูผีรึ”
ลู่หยวนคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เกี่ยวข้องหรือไม่ เจ้าช่วยเสร็จเดี๋ยวก็รู้เองมิใช่หรือ”
เยี่ยนเหนียงแค่นเสียงเอ่ยว่า “แค่เข็มเล่มเดียว ก็อยากหลอกข้าให้ยื่นมือเข้าช่วยแล้วรึ เข็มเงินแบบนี้ข้าก็ทำเองได้! จะเอาเท่าใดล่ะ!”
ลู่หยวนไม่เอ่ยคำ ยกถ้วยชาขึ้น ค่อยๆ เป่าชาร้อนระอุอย่างเนิบช้า
เยี่ยนเหนียงจื่อถลึงตาใส่เขาอย่างแรง “คนอยู่ที่ใด”
ชิงซวงพาเยี่ยนเหนียงจื่อไปยังห้องข้างๆ
หนึ่งเค่อต่อมา เยี่ยนเหนียงจื่อก็กลับมา
บนโต๊ะมีชาร้อนอยู่ถ้วยหนึ่ง
นางยกชาขึ้นมาดื่มคำหนึ่งช้าๆ ยิ้มเอ่ยว่า “ไอ้หยา ช่างเป็นสาวงามเลิศหล้าจริงๆ มิน่าเล่าผู้บัญชาการใหญ่จึงได้ไม่เหลียวแลสาวๆ ที่หอหมื่นบุปผาข้าเลย ที่แท้ก็ซ่อนคนงามน้อยดุจเทพธิดาเอาไว้ที่จวนนี่เอง”
ลู่หยวนอมยิ้มถามว่า “ช่วยได้หรือไม่”
เยี่ยนเหนียงจื่อเอ่ย “แม่หนูคนนี้ป่วยหนักเพราะไอเย็นอยู่ก่อนแล้ว แทบจะถูกความหนาวไม่ได้ ครานี้จึงยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม”
ในหัวลู่หยวนผุดภาพแรกพบกับเมิ่งเชียนเชียนขึ้นมา หลังจากวันนั้นได้ยินว่านางเดินตากฝนเย็นๆ กลับตระกูลลู่
เยี่ยนเหนียงจื่อเอ่ยต่ออีกว่า “ไอเย็นในร่างแต่เดิมยังไม่หาย วันนี้ก็มาคุกเข่ากลางหิมะนานเพียงนั้น ไม่ตายก็อาการร่อแร่แล้ว แล้วก็นะ แม่หนูนี่ดันฝืนใช้แรงอยู่หลายครั้ง ทำให้บาดเจ็บภายใน ไอเย็นเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจ ช่วยมิได้แล้ว! น่าเสียดายต้นกล้าพันธุ์ดีที่มีพื้นฐานร่างกายยอดเยี่ยมเช่นนี้…”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “อาการแค่นี้ก็ยังรักษาไม่หาย ดูท่าต่อให้เจ้าได้สิบสามเข็มประตูผีไปก็คงเปล่าประโยชน์”
“หยุดใช้ถ้อยคำยั่วยุข้า!”
เยี่ยนเหนียงจื่อกลอกตาใส่ไม่รู้กี่หนแล้ว “ใช่ว่าวิชาแพทย์ของข้าไม่ดีพอ แต่โรคไอเย็นของนางหนักหนาเพียงนี้ จำเป็นต้องใช้หลิงจือแดงเป็นส่วนผสมยา แล้วเสริมด้วยหม่าหวง กุ้ยจือ จื่อซู โดยใช้การฝังเข็มกระตุ้นจุดลมปราณ รมยารักษาภายนอกและกินยารักษาภายใน ยาจึงจะรักษาโรคให้หายได้ สมุนไพรอื่นล้วนหาง่าย หลิงจือแดงราคาสูงเท่าเมืองเมืองหนึ่ง ข้าหามามิได้หรอก!”
ลู่หยวนเอ่ยกับชิงซวงว่า “ไปเอามา”
เยี่ยนเหนียงจื่อสะดุ้งโหยง กระทั่งสิ่งนี้เจ้าก็มีรึ!?
เยี่ยนเหนียงจื่อกวาดตามอง ก่อนชี้เจ้าก้อนน้อยบางคนที่หลบอยู่หลังกรอบประตูแอบฟัง “ให้ข้าช่วยคนย่อมได้ แต่หนูน้อยคนนี้ เจ้าต้องให้ข้าเล่นสองวัน!”
ลู่หยวน “สามวัน แถมให้เจ้าวันหนึ่ง”
เป่าจูจูสะดุ้งโหยง “!!!”